Home Blog Page 9

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองแชมป์ตลาดรถยนต์พรีเมียม 6 ปีซ้อน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองแชมป์ตลาดรถยนต์พรีเมียมต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมเร่งเครื่องความเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู i5 รุ่นประกอบในประเทศ

•บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ทำยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่รวมกันที่ 12,247 คัน ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายในปีที่ผ่านมา

•ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของมินิ พุ่งสูงขึ้นถึง 372% ดันส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมของทั้งสองแบรนด์ขึ้นมาที่ 45.4%

•เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศ ผลงานจากสายการประกอบที่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูเฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง ที่เหนือกว่าด้วยระยะทางการขับขี่และฟีเจอร์สุดครบครัน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมียมของไทย ครองอันดับหนึ่งในเซกเมนต์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แม้ว่าจะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมที่เพิ่มขึ้นเป็น 47% จากยอดจดทะเบียนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิรวม 12,247 คัน

นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่ม BEV ของทั้งสองแบรนด์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 43% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมสูงสุดที่ 45%

มร.เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมได้ถึง 6 ปีติดต่อกัน นับเป็นเกียรติยศและเครื่องพิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าในประเทศไทยมอบให้กับแบรนด์ของเรา รวมถึงความแข็งแกร่งของพันธมิตรทางธุรกิจทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังคงยึดมั่นในการส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนนหรือในทุกๆ บริการของเรา นอกจากนี้ ผลงานของเราในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ยังช่วยยืนยันอีกครั้งถึงความสำเร็จของเราในการร่วมกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของวงการยานยนต์ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สร้างสรรค์และยกระดับประสบการณ์แห่งอนาคตให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสไปด้วยกัน”

ผลการดำเนินงานที่มั่นคงและการเติบโตแบบก้าวกระโดดของมินิ

ในปี 2568 บีเอ็มดับเบิลยูยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40.5% โดยมียอดส่งมอบอยู่ที่ 10,582 คัน ส่วนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม บีเอ็มดับเบิลยูทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอด้วยยอดส่งมอบ 1,261 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 24.2%ทางด้านมินิ สามารถสานต่อแนวโน้มการเติบโตจากปีก่อนหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม ปิดฉากปี 2568 ด้วยยอดส่งมอบที่เพิ่มขึ้น 15% มาอยู่ที่ 1,665 คัน ขณะที่ไลน์อัพรุ่นพลังงานไฟฟ้า All-Electric MINI Family ตอบโจทย์การขับขี่ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าของมินิพุ่งสูงขึ้นถึง 372% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นจำนวน 1,104 คัน มินิจึงสามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมได้ถึง 21.2% ตามหลังบีเอ็มดับเบิลยูมาในอันดับที่ 3 เมื่อรวมยอดส่งมอบของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกันแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมสูงถึง 45.4% ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายแห่งความสำเร็จของบริษัทในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ยังคงรักษาตำแหน่งในตลาดบิ๊กไบค์ระดับพรีเมียมด้วยยอดจดทะเบียนรวม 1,033 คันในปี 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเกิน 500 ซีซี บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดจดทะเบียน 848 คัน และเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจ: ปีแห่งความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

นอกจากการมุ่งเน้นการส่งมอบยานยนต์แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงทุ่มเทให้กับการสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจ จากการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูในด้านประสบการณ์การขายและบริการตลอดปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่มั่นคง โดยมีคะแนน Net Promoter Score (NPS) สำหรับการขายอยู่ที่ 95 (คงที่จากปี 2567) และ 94 สำหรับบริการ (เพิ่มขึ้น 1 จุดจากปี 2567) ความรู้สึกเชิงบวกเหล่านี้ยังสะท้อนในผลการสำรวจของนิตยสาร BrandAge ซึ่งจัดอันดับให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เป็นอันดับ 1 ของ Thailand’s Most Admired Company ในหมวดยานยนต์เป็นปีที่ 8 ติดต่อกันด้วยคะแนนสูงสุดในด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และบริการ

“ด้วยรากฐานที่มั่นคงจากปี 2568 เราพร้อมเดินหน้าต่อไปในปีนี้อย่างเต็มพิกัด เริ่มจากการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport รุ่นประกอบในประเทศ นอกจากความคุ้มค่าและครบครันที่เหนือกว่าเดิมแล้ว i5 รุ่นใหม่นี้ยังสามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลกว่าที่เคย ทั้งยังสดใหม่ด้วยชุดแต่งที่ปรับเปลี่ยนมาในรุ่นประกอบในประเทศ ส่วนแฟนๆ มินิ จะได้สัมผัสสีสันและความตื่นเต้นตลอดปี จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเต็มเปี่ยม” มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด กล่าวเสริม

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและความเชื่อมั่นท่ามกลางสภาพตลาดที่ท้าทาย

แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับตลาดรถยนต์ไทย แต่บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงด้วยยอดลูกค้าใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมดิจิทัลและการยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจหลัก ช่วยขับเคลื่อนให้บริษัทชนะใจฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผลให้ลูกค้าใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ราวหนึ่งในสองคนเลือกใช้บริการทางการเงินของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจ โดยในปี 2568 อัตราการเข้าถึงบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในขณะที่สินเชื่อลูกค้าองค์กรขยับขึ้นมาแตะระดับ 50% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในบริการและข้อเสนอที่ครบวงจรของของบริษัท

คุณจริยา คูนลินทิพย์ ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ เราทำคะแนนด้านความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score) ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 79 คะแนน ในปีที่ผ่านมา เรายังคงยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานของเรา เพื่อช่วยให้การเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั้งราบรื่นและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมอบบริการที่ยอดเยี่ยม ผ่านทางเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ สำหรับปี 2569 นี้ เราจะเดินหน้านำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้ามาช่วยให้กระบวนการเช่าซื้อและบริการทางการเงินต่างๆ ยิ่งรวดเร็ว ชาญฉลาด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ระบบงานด้านดิจิทัลของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยการอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าราว 12% สามารถทำได้โดยอัตโนมัติในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ส่วนเทคโนโลยีลายเซ็นดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูงก็ยิ่งมีการใช้งานแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยสัญญาราว 90% ในปีที่ผ่านมาผ่านการลงนามรับรองในรูปแบบนี้ จึงช่วยเสริมทั้งความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือให้ลูกค้ายิ่งมั่นใจ

BMW และ MINI Freedom Choice: เร่งการเติบโตและสร้างความอุ่นใจให้ลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้า BEV

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับโปรแกรม Freedom Choice โดยจำนวนสัญญา Freedom Choice ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงถึง 211% ทั้งยังมีสัดส่วนในยอดธุรกิจใหม่โดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว อยู่ที่ 14% ทั้งนี้ ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV เป็นส่วนสำคัญเบื้องหลังการเติบโตของโปรแกรม Freedom Choice สำหรับทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ โดยลูกค้ากลุ่มดังกล่าวนับเป็นอัตราส่วน 57% ของสัญญาเช่าซื้อแบบ Freedom Choice ทั้งหมด

BMW และ MINI Freedom Choice ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย พร้อมมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ BEV ด้วยข้อเสนอที่ยืดหยุ่น และการการันตีมูลค่ารถในอนาคต (Guaranteed Future Value) เพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ

ราคา: 3,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

นิยามใหม่แห่งทางเลือก: บีเอ็มดับเบิลยู i5 เติมเต็มไลน์อัพบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 รุ่นประกอบในประเทศ ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์สันดาป ปลั๊กอินไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้า

รถซีดานหรูระดับผู้บริหารที่นำพาบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว กลับมาอีกครั้งแบบเหนือกว่าเดิมในบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ที่เป็นผลงานการประกอบในประเทศ ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง โดย i5 รุ่นล่าสุดนี้ ยังคงเปี่ยมด้วยความสง่างามที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมและการตอบสนองที่ฉับไวจากขุมพลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งได้รับการยกระดับให้ใช้พลังงานเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมขับขี่ได้ระยะทางไกล

กว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ มาพร้อมนวัตกรรมทางเทคนิคด้วยการใช้ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตจากซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ในระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังเป็นครั้งแรก เทคโนโลยีนี้ช่วยลดการใช้พลังงานของระบบไฟฟ้าต่างๆ และส่งผลให้ระยะทางการขับขี่สูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 45 กิโลเมตร ทำให้ i5 ใหม่ สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 627 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP นอกจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมกับแพ็คเกจ AC Charging Professional เป็นมาตรฐาน รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) ได้สูงสุดถึง 22 กิโลวัตต์ ณ สถานีชาร์จที่รองรับหรือที่บ้าน เพื่อประสบการณ์การชาร์จที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนในด้านสมรรถนะ บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ยังขับสนุกเช่นเคยด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังอันทรงพลัง นำทัพโดยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พละกำลังสูงสุด 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้งานระบบ Sport Boost หรือ Launch Control มอเตอร์ตัวนี้จะสามารถเพิ่มแรงบิดสูงสุดขึ้นเป็น 430 นิวตันเมตร

ซึ่งทำให้ i5 รุ่นนี้เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยยังคงความแม่นยำและการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมด้วยช่วงล่าง Adaptive Suspension Professional ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

รูปลักษณ์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ เติมบุคลิกความสปอร์ตมาเต็มขั้นด้วยชุดแต่ง M Sport ซึ่งประกอบด้วยสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M สีเดียวกับตัวรถ คาลิเปอร์เบรก M Sport สีน้ำเงิน Dark Blue Metallic และล้ออัลลอย M Aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว ส่วนภายในห้องโดยสาร ปรับดีไซน์ให้สดใหม่และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนัง Merino ใหม่ พร้อมชุดแต่ง Dark Silver M ที่ผสมผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และเส้นสายสีเงินไว้ในพื้นผิวต่างๆ ทั่วห้องโดยสาร และระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins ที่จะมอบความสุนทรีย์ในทุกการเดินทาง

ในด้านเทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Driving Assistant Professional ที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด ผ่านฟังก์ชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยและการเปลี่ยนเลน (Steering and Lane Change Assist), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Active Cruise Control with Stop & Go function) และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ระบบช่วยจอดรถ Parking Assistant Plus พร้อมกล้องมองรอบทิศทาง ยังช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่าย ข้อมูลและฟังก์ชันต่างๆ ทั้งหมดนี้ แสดงผลและควบคุมได้ผ่านหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วที่ติดตั้งอยู่หน้าผู้ขับขี่ และจอแสดงผล Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี BMW Head-Up Display ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รับทราบข้อมูลต่างๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ โดยมีให้เลือก 5 สี

สีตัวถังภายนอกภายในตกแต่งด้วยหนัง
BMW Individual Merino
ดำ/Atlas Greyน้ำตาล Copper/Atlas Grey
ดำ Black Sapphire Metallic 
ขาว Mineral White Metallic 
เทา Brooklyn Grey Metallic 
น้ำเงิน Phytonic Blue Metallic 
เขียว Cape York Green Metallic 

บีวายดี คว้าสองรางวัลจากเวที Asia Automotive Award 2025

บีวายดี ประเทศไทย คว้าสองรางวัลจากเวที Asia Automotive Award 2025 สาขาขยายเครือข่ายยอดเยี่ยม และ จัดนิทรรศการโดดเด่น

•บีวายดี ประเทศไทย คว้าสองรางวัลจาก Asia Automotive Award 2025 ในสาขาขยายเครือข่ายยอดเยี่ยม และ จัดนิทรรศการโดดเด่น

•รางวัลสุดยอดยานยนต์เอเชีย Asia Automotive Award 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย และ ยังเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นนอกประเทศมาเลเซีย ภายใต้ความร่วมมือของหลายภาคส่วน

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พิสูจน์ความยอดเยี่ยมในการบริหารงาน หลัง บีวายดี ประเทศไทย คว้ารางวัลยอดเยี่ยมจากเวที Asia Automotive Award 2025 (AAA) สองรางวัลในสาขา Automotive Fast Growing Network Excellence Award และ Automotive Event Excellent Award โดยในพิธีมี นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล

รางวัลสุดยอดยานยนต์เอเชีย Asia Automotive Award 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ภายใต้ความร่วมมือของหลายภาคส่วน นับเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นนอกประเทศมาเลเซีย และจัดขึ้นที่ประเทศไทย พิสูจน์ศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำของภูมิภาค ในส่วนของรางวัลนั้นได้รับการยอมรับในฐานะเครื่องหมายแห่งความเป็นเลิศ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในเอเชีย ครอบคลุมกว่า 11 สาขา และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายประเทศ ร่วมพิจารณาตัดสินอย่างเข้มงวดและโปร่งใส

Automotive Fast Growing Network Excellence Award – รางวัลธุรกิจยานยนต์ที่มีอัตราการเติบโต ของเครือข่ายโดดเด่น

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ เดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า สามารถเข้ารับบริการได้ที่สาขาใดก็ได้ ซึ่งล้วนพร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานเดียวกัน ในปัจจุบัน บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ มีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์ บริการรถยนต์ บีวายดี และ เดนซ่า รวมทั้งหมด 171 สาขา ทั้งยังมีเป้าหมายขยายเครือข่ายต่อให้ครบ 200 สาขา ภายในปี 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์ การครอบครองยานยนต์พลังงานใหม่ ให้ผู้ใช้งานอุ่นใจบนทุกเส้นทาง

Automotive Event Excellent Award – รางวัลธุรกิจยานยนต์ที่มีการจัดงานอีเวนท์โดดเด่น

นอกจากจะเดินหน้าสร้างประสบการณ์ การครอบครองยานยนต์พลังงานใหม่ให้กับเจ้าของรถยนต์ บีวายดี และ เดนซ่า แล้ว บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ยังยกระดับประสบการณ์การเข้าชมนิทรรศการยานยนต์ ด้วยเป้าหมายที่จะเชิญชวนให้ผู้บริโภคชาวไทย ได้ทำความรู้จักกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีล่าสุดของรถยนต์พลังงานใหม่ได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การจัดนิทรรศการยานยนต์ที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่าง พร้อมมอบความรู้และเพลิดเพลินให้กับผู้เยี่ยมชมงาน

นอกจากมีการจัดแสดงยานยนต์บนพื้นที่ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของงานมอเตอร์โชว์ ในปี 2025 แล้ว บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ยังจัดงาน BYD LAB เป็นครั้งแรกของไทย บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 5,000 ตร.ม. ให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสนวัตกรรมรถยนต์ล่าสุด ผ่านกิจกรรมที่น่าตื่นตา ทั้งการใช้กล้อง Interactive AR เพื่อศึกษาเทคโนโลยีในรถยนต์ผ่านภาพเสมือนจริง พร้อมด้วยไฮไลท์สาธิตรถยนต์ขับเคลื่อนเหนือผิวน้ำของ Yangwang U8 ในสระน้ำลึก 1.5 เมตร นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ทั้งยังมีรถยนต์ บีวายดี ทุกรุ่น ให้ได้ทดลองขับในงานอีกด้วย

รางวัล Automotive Fast Growing Network Excellence Award และ Automotive Event Excellent Award จากเวที Asia Automotive Award 2025 เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ มุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการยานยนต์พลังงานใหม่ ในประเทศไทยอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดเป็นวัฏจักรของยานยนต์พลังงานใหม่ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป

โรงงานฟอร์ด คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบ ประจำปี 2568

โรงงานฟอร์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นดูแลพนักงานทุกมิติ คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบ Total Worker Health ประจำปี 2568

บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ โรงงานเอฟทีเอ็ม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลบุคลากรอย่างครอบคลุมในทุกมิติ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 13 โรงงานต้นแบบระดับประเทศที่ได้รับรางวัล ‘สถานประกอบกิจการต้นแบบด้านการดูแลสุขภาพคนงานแบบองค์รวม’ (Total Worker Health) ประจำปี 2568 โดยนายนพวัตติ์ นิธิดำรงค์รัตน์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เป็นตัวแทนรับมอบโล่รางวัลจาก เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ความสำเร็จในครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก “โครงการพัฒนากลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร” โดยกองความปลอดภัยแรงงาน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเอฟทีเอ็มได้รับเชิญให้เข้าร่วมในฐานะสถานประกอบกิจการที่มีผลงานด้านสุขภาวะโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงงานได้ผ่านการอบรมและพัฒนาระบบการดูแลพนักงานอย่างเข้มข้น เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยให้ครอบคลุมทุกมิติชีวิตของพนักงาน

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้เอฟทีเอ็มได้รับรางวัล คือ การนำเสนอโครงการ ‘Employee Assistance Program’ (EAP) หรือ โปรแกรมให้คำปรึกษาแก่พนักงานที่เน้นการดูแลด้านสุขภาพจิตใจอย่างจริงจัง โดยมีนักจิตวิทยามืออาชีพคอยให้คำแนะนำและกำกับดูแล ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดทั้ง 6 ด้าน และได้รับเลือกให้เป็นโรงงานต้นแบบในที่สุด

“รางวัล Total Worker Health คือ ความภาคภูมิใจที่สะท้อนว่า ฟอร์ดให้ความสำคัญกับ ‘พนักงาน’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร” นายนพวัตติ์ นิธิดำรงค์รัตน์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัย และอาชีวอนามัย โรงงานเอฟทีเอ็ม กล่าว “เหนือสิ่งอื่นใดการได้รับเลือกเป็น 1 ใน 13 โรงงานต้นแบบครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปี่ยมด้วยความสุขและความปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกคนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพใจที่เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากฝ่ายบริหาร”

หัวใจหลักในการบริหารจัดการด้านสุขภาวะของฟอร์ดประกอบด้วย 6 ด้านสำคัญ ดังนี้:

1.นโยบายที่เข้มแข็งและชัดเจน : ขับเคลื่อนและสื่อสารนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสุขภาวะองค์กรสู่พนักงานและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ โดยถ่ายทอดเป็นพันธกิจที่เหมาะสม พร้อมกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPIs) ที่ชัดเจน และมีการทบทวนผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

2.พลังสนับสนุนจากผู้นำ : ฝ่ายบริหารไม่เพียงสนับสนุนด้านงบประมาณ แต่ยังลงมือปฏิบัติเป็นต้นแบบ โดยเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง อาทิ การแข่งขันกีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอล การวิ่ง และโยคะ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมงาน

3.การมีส่วนร่วมในทุกมิติ : ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมและสุขภาพ ทั้งการบริจาคโลหิต การมอบทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพพนักงาน การจัดอบรมโดยวิทยากรด้านการออกกำลังกาย รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กิจกรรมวันสุขภาพจิตโลก และการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

4.กลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ : ดำเนินงานผ่านความร่วมมือของคณะกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการความปลอดภัย (คปอ.) เพื่อร่วมกันวางระบบการดำเนินงานที่คล่องตัว เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อสวัสดิภาพของพนักงานอย่างแท้จริง

5.การบูรณาการแบบองค์รวม : ผสานมิติด้านความปลอดภัยและสุขภาวะให้เป็นเนื้อเดียวกันตามแนวทาง Total Worker Health เพื่อการดูแลพนักงานที่ครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ

6.การตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน : มุ่งเน้นโครงการที่เข้าถึงปัญหาและช่วยเหลือพนักงานได้จริง เช่น โครงการ ‘Employee Assistance Program’ (EAP) ที่ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยามืออาชีพ เพื่อประคับประคองสุขภาพจิตของพนักงานในทุกสถานการณ์

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ครั้งที่ 25

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ครั้งที่ 25 เดินหน้าพัฒนาบุคลากรสู่การบริการลูกค้าระดับมาตรฐานสากล พร้อมฉลอง 2 ตัวแทนไทยคว้ารางวัลจากเวทีการแข่งขันทักษะการบริการระดับโลก

กรุงเทพฯ – 23 มกราคม 2569 : บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผล 7 สุดยอดฝีมือ ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ครั้งที่ 25 ณ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพบุคลากรทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยการแข่งขันปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เชื่อมต่อความเชี่ยวชาญ สู่ประสบการณ์ที่ประทับใจให้กับลูกค้า” ผ่านหัวใจแห่งการบริการ 3 มิติ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญ (Expertise) การสร้างประสบการณ์ที่ดี (Experience) และบริการที่ยอดเยี่ยม (Excellence) พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมฉลองความสำเร็จของตัวแทนประเทศไทย ที่สามารถสร้างชื่อเสียงด้วยการคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทที่ปรึกษา

งานบริการ จากการแข่งขันทักษะการบริการระดับโลก ประจำปี 2568 ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของบุคลากรไทยในระดับสากล

มร.เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนามาตรฐานการบริการอย่างรอบด้านในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ไปจนถึงงานซ่อมบำรุง เราเชื่อมั่นในปรัชญา ‘KOE’ (声) การรับฟังเสียงของลูกค้า และ ‘KANDO’ (感動) การสร้างความประทับใจในทุกจุดสัมผัสของงานบริการและผลิตภัณฑ์ คุณค่าที่แท้จริงเกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความใส่ใจในทุกรายละเอียดและความรู้สึกของลูกค้า

การแข่งขันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมทักษะของพนักงานผู้จำหน่ายเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ส่งต่อความสำเร็จสู่เวทีระดับโลก ซึ่งรางวัลที่ตัวแทนประเทศไทยได้รับ ล้วนเป็นบทพิสูจน์ว่ามาตรฐานงานบริการของไทยนั้นทัดเทียมระดับสากล และเราพร้อมนำมาตรฐานระดับโลกนี้ มาส่งมอบผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 185 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี เสริมสร้างความเชื่อมั่น และความพึงพอใจสูงสุดในทุกพื้นที่”

การแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิครั้งที่ 25 นี้ มีผู้เข้าแข่งขันรวมทั้งสิ้นกว่า 4,235 คน ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น เหลือเพียง 65 คน ในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเลิศ 7 คน ที่เป็นที่สุดของแต่ละประเภทงานบริการ ครอบคลุมสถานีทดสอบ ทั้ง 7 ประเภทงานบริการลูกค้าอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่ ที่ปรึกษาการขาย (Sales Consultant) ที่พร้อมให้ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า รวมถึงพาลูกค้าไปทดลองขับรถยนต์ เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ ตามด้วย เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relations Officer) ดูแลการสื่อสารและการนัดหมาย รวมถึงช่วยคลายความกังวลของลูกค้า เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการรับบริการ ที่ปรึกษางานบริการ (Service Advisor) จะเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างลูกค้าและฝ่ายเทคนิค รับฟังความต้องการและให้คำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างตรงจุด ในขั้นตอนของการตรวจสอบและซ่อมบำรุง ช่างเทคนิคเช็กระยะ (Periodic Maintenance Technician) จะรับผิดชอบการตรวจเช็ก บำรุงรักษาตามระยะ อย่างถูกต้องและเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นความรวดเร็วและความปลอดภัย ส่วน ช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา (Diagnostic Technician) จะทำงานประสานกับศูนย์บริการอย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาทางเทคนิคอย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับ เจ้าหน้าที่อะไหล่ (Parts Officer) ที่ดำเนินการบริหารจัดการอะไหล่ให้พร้อมสนับสนุนงานซ่อมบำรุงให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า และในกรณีที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ ที่ปรึกษางานบริการศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง (Service Advisor (BP)) จะดูแลงานซ่อมสีและตัวถังให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานของแบรนด์ ด้วยศูนย์ซ่อมสีและตัวถังกว่า 90 แห่ง ทั่วประเทศ

ไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในปีนี้ คือการนำ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มาใช้เป็นรถยนต์หลักในการจำลองสถานการณ์การแข่งขัน เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ การเลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะได้ทดสอบความรู้ ความแม่นยำ และความพร้อมเชิงเทคนิคในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่หลากหลายที่ อาจเกิดขึ้นจริง เพื่อสะท้อนถึงศักยภาพในการให้บริการ และการรับมือกับเทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ

“ที่ปรึกษาการขายไม่ใช่แค่แนะนำรถ แต่คือการรับฟังลูกค้าอย่างแท้จริง

ถ้าเราตั้งใจ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ”

รางวัลชนะเลิศ ประเภทที่ปรึกษาการขาย

นายปรเมษฐ์ ยุทธานันท์

บริษัท มิตซู ช.เอราวัณ นครปฐม จำกัด

“เราต้องดูแลลูกค้าเหมือนที่เราอยากได้รับการดูแล

นี่คือคติประจำใจที่ดิฉันยึดมั่นมาตลอดในการทำงานค่ะ”

รางวัลชนะเลิศ ประเภทเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์

นางสาวบุษยา สุทธินันท์

บริษัท มิตซูเจียงหนองคาย จำกัด (สำนักงานใหญ่)

“ความเข้าใจและความใส่ใจ คือหัวใจของหน้าที่บริการ

การรักษามาตรฐานให้ดีในทุกวัน คือสิ่งที่พาดิฉันมาถึงความสำเร็จในวันนี้ค่ะ”

รางวัลชนะเลิศ ประเภทที่ปรึกษางานบริการ

นางสาวธนพรรณ จินดาพล

บริษัท เธียรสิน มอเตอร์ส จำกัด

“ทุกการตรวจเช็กคือความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของลูกค้า

และรางวัลนี้คือความคุ้มค่าของการฝึกฝนครับ”

รางวัลชนะเลิศ ประเภทช่างเทคนิคเช็กระยะ

นายสุรศักดิ์ เอี่ยมใย

บริษัท เอจีอี ออโต้ แกลเลอรี่ จำกัด

“แม้จะมีแรงกดดัน แต่หากเราใจเย็นและทำตามมาตรฐาน ทุกอย่างจะออกมาดีครับ

ทุกความผิดพลาดในอดีตคือบทเรียน ที่ทำให้วันนี้เราทำได้ดีกว่าเดิมครับ”

รางวัลชนะเลิศ ประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา

นายอนุรักษ์ ใหม่จันทร์

บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด (สาขาแม่โจ้)

“เมื่อเราทำงานด้วยใจรักและความทุ่มเท

ทักษะและความมั่นใจก็จะเติบโตไปพร้อมกัน”

รางวัลชนะเลิศ ประเภทเจ้าหน้าที่อะไหล่

นายเชวง ดังสท้าน

บริษัท ซุ่นหลี ออโต้เฮ้าส์ จำกัด

“ความสำเร็จครั้งนี้การันตีสิ่งที่ดิฉันทำในทุก ๆ วัน

 และย้ำเตือนให้รักษามาตรฐานที่ดีและพัฒนาตัวเองต่อไปค่ะ”

รางวัลชนะเลิศ ประเภทที่ปรึกษางานบริการศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง

นางสาวรัชฎาภรณ์ โสมเมา

บริษัท ไทยธาดา มอเตอร์ จำกัด (สาขาพนมสารคาม)

ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จจากการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับนานาชาติของพนักงานผู้จำหน่ายด้าน “ที่ปรึกษางานบริการ” และ “ช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา” ในการแข่งขันทักษะการบริการระดับโลก (Global Service Skills Contest) ประจำปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ที่ประเทศญี่ปุ่น ตัวแทนจากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลได้ทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ นายไพรัตน์ หงษ์จอหอ จาก บริษัท อาร์.เอ็ม.เอ.เทรดดิ้ง จำกัด (ลุมพินี) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา และ นางสาวกาญจนา ปิติยะ จากบริษัท ทีเคซี มิตซูตาก จำกัด (สำนักงานใหญ่) ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทที่ปรึกษางานบริการ สะท้อนถึงศักยภาพและมาตรฐานความเป็นมืออาชีพของบุคลากรจากเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศได้อย่างชัดเจน

นายไพรัตน์ หงษ์จอหอ จาก บริษัท อาร์.เอ็ม.เอ.เทรดดิ้ง จำกัด (ลุมพินี) เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา เผยถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “รางวัลนี้เป็นผลจากการฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง งานของผมคือการวิเคราะห์ปัญหาให้แม่นยำที่สุด เพราะยิ่งแก้ได้ตรงจุด ลูกค้าก็ยิ่งมั่นใจ ความเชี่ยวชาญเกิดจากการเรียนรู้และลงมือทำซ้ำๆ จนสามารถนำไปใช้ในงานจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ครับ”

นางสาวกาญจนา ปิติยะ จากบริษัท ทีเคซี มิตซูตาก จำกัด (สำนักงานใหญ่) เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทที่ปรึกษางานบริการ เผยมุมมองต่อประสบการณ์ครั้งนี้ว่า “งานบริการเริ่มจากการทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยการรับฟังและอธิบายทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน การได้แข่งขันระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ด้านมาตรฐานบริการ ดิฉันขอบคุณมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สำหรับโอกาสในการพัฒนาทักษะ และจะนำความรู้กลับมาส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าต่อไปค่ะ”

ภาพข่าว:

มร. เรียวอิจิ อินาบะ (กลาง) กรรมการผู้จัดการใหญ่ และนายสาโรจน์ มะอาจเลิศ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมฉลองความสำเร็จกับ 7 ผู้ชนะเลิศ จากการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ครั้งที่ 25 ณ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันทักษะรถยนต์ ประจำปี ครั้งที่ 25 ทั้ง 7 สายงาน ได้แก่ (จากซ้ายไปขวา)

-นางสาวรัชฎาภรณ์ โสมเมา บริษัท ไทยธาดา มอเตอร์ จำกัด (สาขาพนมสารคาม) จ. ฉะเชิงเทรา รางวัลชนะเลิศ ประเภทที่ปรึกษา

งานบริการศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง

-นายสุรศักดิ์ เอี่ยมใย บริษัท เอจีอี ออโต้ แกลเลอรี่ จำกัด กรุงเทพมหานคร รางวัลชนะเลิศ ประเภทช่างเทคนิคเช็กระยะ

-นายอนุรักษ์ ใหม่จันทร์ บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด (สาขาแม่โจ้) จ. เชียงใหม่ รางวัลชนะเลิศ ประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา

-นายปรเมษฐ์ ยุทธานันท์ บริษัท มิตซู ช.เอราวัณ นครปฐม จำกัด จ. นครปฐม รางวัลชนะเลิศ ประเภทที่ปรึกษาการขาย

-นางสาวธนพรรณ จินดาพล บริษัท เธียรสิน มอเตอร์ส จำกัด จ. ภูเก็ต รางวัลชนะเลิศ ประเภทที่ปรึกษางานบริการ

-นางสาวบุษยา สุทธินันท์ บริษัท มิตซูเจียงหนองคาย จำกัด (สำนักงานใหญ่) จ. หนองคาย รางวัลชนะเลิศ ประเภทเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์

-นายเชวง ดังสท้าน บริษัท ซุ่นหลี ออโต้เฮ้าส์ จำกัด จ. สมุทรปราการ รางวัลชนะเลิศ ประเภทเจ้าหน้าที่อะไหล่

ฟอร์ด เข้าซื้อโรงงานซูซูกิที่ระยอง

ฟอร์ด ขยายลงทุนเชิงกลยุทธ์ในไทย เข้าซื้อโรงงานที่ระยอง เพื่อขยายฐานการผลิต

ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย ได้ลงนามในสัญญาเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) เพื่อยกระดับฐานการผลิตและสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน โรงงาน FTM และออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) คือหัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตในระดับภูมิภาคของฟอร์ด โดยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถยนต์อเนกประสงค์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไปทั้งในประเทศไทยและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ฟอร์ดได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยด้วยยอดเงินลงทุนสะสมมากกว่า 1.33 แสนล้านบาท (3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

พื้นที่โครงการแห่งใหม่นี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 412.5 ไร่ (66 เฮกตาร์) พร้อมพื้นที่อาคารรวม 65,000 ตารางเมตร โดยโรงงานเดิมก่อสร้างขึ้นในปี 2555 จุดเด่นสำคัญ คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับโรงงานเอฟทีเอ็ม (FTM) และอยู่ในเขตปลอดอากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ การขยายฐานการผลิตครั้งนี้จะเสริมความยืดหยุ่นให้ฟอร์ดพร้อมรองรับความต้องการรถยนต์ในหลากหลายกลุ่มประเภท (segment) ทั่วภูมิภาค และยกระดับศักยภาพการผลิตของไทยในระยะยาว

“การลงทุนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทย ภายในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของฟอร์ด” อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ (International Market Group) กล่าว “เรามีความภาคภูมิใจในศักยภาพของทีมงานและมาตรฐานรถยนต์ระดับโลกที่ผลิตขึ้นจากฐานการผลิตแห่งนี้ ซึ่งการเข้าซื้อโรงงานจะช่วยเสริมขีดความสามารถและสร้างความยืดหยุ่นในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในวาระที่ฟอร์ดกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การเข้าซื้อโรงงานที่มีศักยภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งนี้ คือหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของฟอร์ดที่มีต่อประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของเราในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและการส่งออกของฟอร์ดในภูมิภาคอย่างแท้จริง

ฟอร์ดเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยฟอร์ดพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาวและการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่า นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะบุคลากรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสอดรับกับเป้าหมายระดับชาติในการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ตอกย้ำฐานะของประเทศไทยในฐานะฐานการส่งออกที่สำคัญ และพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ฟอร์ดจะทำการประเมินแผนการบูรณาการพื้นที่แห่งนี้ให้เข้ากับโครงสร้างการดำเนินงานเดิมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อรองรับแผนการผลิตในอนาคต

ฟอร์ด เรซซิ่ง รีแบรนด์ครั้งใหญ่พร้อมลุยทั่วโลก

ฟอร์ด เรซซิ่ง เปิดตำนานบทใหม่จากดีทรอยท์ รีแบรนด์ครั้งใหญ่พร้อมลุยเส้นทางหฤโหดในไทยและทั่วโลก

ดีทรอยท์ สหรัฐอเมริกา, 19 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังของสถานีรถไฟมิชิแกนเซ็นทรัล (Michigan Central Station) ใจกลางเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวฤดูกาลแข่งรถระดับโลก (Global Season Launch) เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกึกก้องส่งสัญญาณการเริ่มต้นของฤดูกาลแข่งขัน เพื่อเป็นการประกาศประวัติศาสตร์บทใหม่ของมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการรีแบรนด์จาก ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) สู่ชื่อที่ชัดเจน ดุดัน และตั้งใจมากกว่าเดิม ฟอร์ด เรซซิ่ง (Ford Racing)

จากสนามแข่งสู่ถนนจริง นิยามแรกของ ฟอร์ด เรซซิ่ง : ไฮไลท์สำคัญที่สะกดทุกสายตาคือการเปิดตัว มัสแตง ดาร์คฮอร์ส เอสซี (Mustang Dark Horse SC) รถรุ่นแรกที่สะท้อนแนวคิด ฟอร์ด เรซซิ่ง อย่างชัดเจน เพราะนี่คือรถที่หยิบเทคโนโลยีสนามแข่งมาไว้ในสิ่งที่ลูกค้าขับได้จริง ด้วยการผสาน อากาศพลศาสตร์จากสนามแข่ง เข้ากับ เครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จ 5.2 ลิตร และทำให้คำว่า ‘สมรรถนะ’ ไม่ได้อยู่แค่ในพิทเลน แต่มาถึงมือลูกค้าที่สามารถขับได้บนท้องถนน

วิลล์ ฟอร์ด ผู้บริหารระดับสูงและทายาทรุ่นที่ 4 ได้พาย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นในปี 1901 ในวันที่ เฮนรี่ ฟอร์ด คว้าชัยชนะด้วยรถที่เขาเรียกว่า ‘สวีปเทค’ (Sweepstakes) ชัยชนะครั้งนั้นไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัล แต่คือเหตุผลที่ฟอร์ดถือกำเนิดขึ้น และในวันนี้การกลับมาใช้ชื่อ ฟอร์ด เรซซิ่ง คือคำมั่นสัญญาที่จะทลายกำแพงระหว่าง ‘วิศวกรรมสนามแข่ง’ และ ‘รถยนต์ที่ลูกค้าขับในชีวิตประจำวัน’ เพื่อให้ดีเอ็นเอแห่งชัยชนะเดินทางไปถึงหน้าบ้านลูกค้าได้จริง

ฟอร์ด แร็พเตอร์ T1+ บทพิสูจน์ความแกร่งบนเวทีแรลลี่สุดโหดในโลก: ขณะที่สปอร์ตไลท์ยังส่องอยู่ในดีทรอยท์ อีกซีกโลกหนึ่ง ความร้อนระอุและฝุ่นทะเลทรายกำลังตัดสินศักดิ์ศรีบนสนามแข่งที่หลายคนยกให้เป็นสนามที่หฤโหดที่สุดอย่างดาการ์ แรลลี่ (Dakar Rally) ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

ภายในงาน สื่อมวลชน พนักงานฟอร์ด ผู้จำหน่าย รวมถึงแขกผู้มีเกียรติกว่า 200 คนจากทั่วโลก ได้ร่วมรับชมไฮไลต์สุดเข้มข้นจากดาการ์ แรลลี่ (Dakar Rally) ที่แข่งขันระหว่างวันที่ 3-17 มกราคม โดยฟอร์ด เรซซิ่งส่งทัพรถแข่งฟอร์ด แร็พเตอร์ T1+ ลงสนามถึง 8 คัน และเมื่อการแข่งขันอันหฤโหดตลอดสองสัปดาห์จบลง แมทเทียส เอ็กสตร็อม นักแข่งรถแรลลี่ระดับโลกจากทีมแข่งฟอร์ด เรซซิ่ง ปิดฉากการแข่งขันด้วยการคว้าชัยชนะในสเตจสุดท้ายได้สำเร็จ ส่งผลให้ฟอร์ดสามารถคว้าสองรางวัล Overall บนโพเดียมรายการแข่งขันดาการ์ ได้แก่ อันดับที่ 2 ขับโดย นานิ โรมา และผู้นำทาง อเล็กซ์ ฮาโร และอันดับที่ 3 ขับโดย แมทเทียส เอ็กสตร็อม และเอมิล เบิร์กควิสต์ ผู้นำทางสัญชาติสวีเดน นี่คือการประกาศศักดาที่ชัดเจนสำหรับฟอร์ด แร็พเตอร์ T1+ และเป็นสัญญาณว่าฟอร์ด เรซซิ่ง ไม่ได้มาเพื่อลงแข่งเท่านั้น แต่เพื่อ ‘ท้าทายทุกขีดจำกัด’ ในทุกสนาม

ปีที่ ‘ยุ่งที่สุด’ ของฟอร์ด เรซซิ่ง : ฟอร์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในปีที่ ‘ยุ่งที่สุด’ ด้วยแผนลงชิงชัยในสนามแข่ง 34 รายการทั่วโลก สะท้อนทิศทางเดียวกับการรีแบรนด์ครั้งนี้ เพื่อใช้สนามแข่งเป็นห้องทดลองจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่จับต้องได้ในรถสำหรับลูกค้าทั่วโลก

ความร่วมมือกับ Red Bull และ Formula 1 : หลังจากที่ฟอร์ด เปิดตัวความร่วมมือพัฒนาขุมพลังเครื่องยนต์ ‘เรด บูลล์ ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์’ (Red Bull Ford Powertrains) สำหรับการแข่งขัน Formula 1 เมื่อปีที่ผ่านมา ที่งานเปิดตัวฤดูกาลการแข่งขันครั้งนี้ ยังสร้างความตื่นเต้นพุ่งทะยานสู่ขีดสุดเมื่อสปอตไลท์ส่องไปที่การเผยโฉมลวดลายรถใหม่สำหรับปี 2026 ของรถแข่งสองทีม ได้แก่ ออราเคิล เรด บูลล์ เรซซิ่ง (Oracle Red Bull Racing) และ วีซ่า แคช แอป เรซซิ่ง บูลส์ (Visa Cash App Racing Bulls) และเจาะลึกรายละเอียดของขุมพลังเครื่องยนต์ที่ฟอร์ดร่วมพัฒนา นี่คือการหวนคืนสู่สังเวียน Formula 1 อย่างเต็มภาคภูมิ หลังห่างหายไปนานกว่า 22 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าความเร็วในแบบของฟอร์ด ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความแรง แต่คือ ‘นวัตกรรม’ ที่พร้อมท้าทายทุกขีดจำกัด

จากดีทรอยท์และดาการ์…สู่สนามแข่งเมืองไทย : สำหรับแฟนฟอร์ดชาวไทย ความยิ่งใหญ่ระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เรซซิ่ง ได้ถูกส่งต่อมายังสนามแข่งในประเทศไทยอย่างเข้มข้น ผ่านกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของ ฟอร์ด ประเทศไทย:

บนทางเรียบ (On-Road) : ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) ส่งรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ลงแข่งในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ (Thailand Super Series) ตั้งแต่ปี 2563 สร้างความคึกคักให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย พร้อมสร้างความภูมิใจแก่ลูกค้าฟอร์ด

บนทางฝุ่น (Off-Road) : ฟอร์ดสนับสนุนทีม ฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ส่งรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ลงแข่งในรายการแรลลี่นานาชาติสุดโหด Asia Cross Country Rally (AXCR) เพื่อพิสูจน์สมรรถนะบนเส้นทางสุดท้าทายหลายรูปแบบในภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่ปี 2566

บทสรุปแห่งจิตวิญญาณ : การแถลงข่าวในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่า ทุกหยาดเหงื่อในสนามแข่ง ไม่ว่าจะเป็นที่เลอมังส์ ดาการ์ หรือแม้แต่สนามในประเทศไทย คือห้องทดลองจริง ที่เก็บข้อมูลจริง เพื่อนำมาพัฒนารถที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า “เราไม่ได้แค่ไปร่วมการแข่งขัน แต่เราไปเพื่อชนะ” คำกล่าวนี้คือคำมั่นสัญญาที่ฟอร์ดมอบให้กับแฟนๆ ฟอร์ดและลูกค้าทุกคน ว่ารถฟอร์ดทุกคันที่คุณขับ คือผลผลิตจากจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ของ ฟอร์ด เรซซิ่ง ที่พร้อมจะพาคุณไปสู่ทุกจุดหมายด้วยความภาคภูมิใจ

ฟอร์ด ส่งโปรแรงรับต้นปี 2569

ฟอร์ด ส่งโปรแรงรับต้นปี 2569 “NEW YEAR, NEW FORD” มอบส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบแคมเปญแรงรับต้นปี ‘NEW YEAR, NEW FORD’ สิทธิพิเศษ! สำหรับลูกค้าครอบครัวฟอร์ด รับส่วนลดมูลค่าสูงสุด 200,000 บาท เพียงเพิ่มเพื่อนใน Ford Line OA @FordThailand และพิมพ์คำว่า FordFamily เพื่อรับรหัสส่วนลด (จำกัด 1 ท่านต่อ 1 รหัส) สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2569*

โดยรถยนต์ฟอร์ดที่เข้าร่วมแคมเปญ New Year, New Ford ได้แก่

•ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร – รับส่วนลดพิเศษ 200,000 บาท จำกัด 60 สิทธิ์

•ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 หรือ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 – รับส่วนลดพิเศษ 145,000 บาท จำกัด 40 สิทธิ์

•ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่น 4×2 – รับส่วนลดพิเศษ 168,000 บาท จำกัด 30 สิทธิ์

•ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่น 4×4 – รับส่วนลดพิเศษ 200,000 บาท จำกัด 70 สิทธิ์

“ฟอร์ดมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ง่ายและสะดวกขึ้น พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ให้ครอบครัวฟอร์ด ด้วยส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แคมเปญนี้เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่กำลังมองหารถใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีล้ำสมัย อีกทั้งยังตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย และมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบาย” นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

หมายเหตุ :

การสงวนสิทธิ์ : สิทธิ์ราคาพิเศษนี้ สงวนไว้สำหรับลูกค้าสมาชิก Ford Family เท่านั้น โดยลูกค้าจะต้องทำการเพิ่มเพื่อน (Add Friend) ใน Ford Line Official Account (OA) @FordThailand พร้อมพิมพ์คำว่า FordFamily เพื่อรับรหัสส่วนลดราคา มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท (จำกัด 1 คนต่อ 1 โค้ด)

ข้อกำหนดชื่อผู้ซื้อ : ชื่อผู้ซื้อและผู้รับรถยนต์ ต้องตรงกับชื่อที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิก Ford Family เท่านั้น ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้

จำนวนสิทธิ์ : สิทธิ์ราคาพิเศษมีจำนวนจำกัด และขอสงวนสิทธิ์การให้ส่วนลดราคาตามลำดับก่อนหลังตามข้อมูลในระบบของฟอร์ด (First Come, First Serve)

ระยะเวลาแคมเปญ : ลูกค้าสามารถทำการจองรถและรับรถได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 มีนาคม 2569 เท่านั้น

เงื่อนไขการซื้อ : การซื้อรถยนต์ภายใต้สิทธิ์นี้จะต้องเป็นไปตามราคาพิเศษที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดไฟแนนซ์ หรือการซื้อด้วยเงินสด (ไม่สามารถนำส่วนลดมาซับดาวน์ หรือเปลี่ยนเป็นของแถมและอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆได้)

การรับประกัน : รถยนต์ที่จำหน่ายภายใต้สิทธิ์นี้ยังคงได้รับการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานเป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

การรวมแคมเปญ : ลูกค้าไม่สามารถใช้สิทธิ์ราคาพิเศษนี้ร่วมกับแคมเปญส่งเสริมการขายอื่นๆ ของบริษัทฯ ได้

•ไม่รวมประกันภัยชั้นหนึ่ง

ฟอร์ด เผยที่มาชื่อ “เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้” สานต่อตำนาน F-Series

สำหรับฟอร์ด คำว่า ‘ซูเปอร์ ดิวตี้ (Super Duty)’ ไม่ใช่เพียงชื่อรุ่นหรือกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับรถรุ่นใหม่ แต่คือปรัชญาการทำงาน ที่บ่งบอกถึงรถสมรรถนะสูง เบื้องหลังชื่อนี้คือรากฐานความแกร่งที่ฝังลึกถึงระดับโครงสร้าง ผ่านบทพิสูจน์ความทรหดและการทำงานหนักมาอย่างยาวนาน

กำเนิดจากขุมพลังดีเอ็นเอพันธุ์แกร่ง

ตำนานเริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1950 เมื่อวิศวกรของฟอร์ดตระหนักว่าลูกค้ากลุ่มรถบรรทุกหนักต้องการพละกำลังและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม จึงได้พัฒนาเครื่องยนต์ V8 พร้อมประทับตรา ‘Super Duty’ เพื่อการันตีสมรรถนะในการแบกรับภารกิจสุดโหด และถูกนำไปติดตั้งในรถบรรทุก Extra Heavy Duty ของฟอร์ด แม้เวลาผ่านไป แต่ปรัชญาดังกล่าวยังคงอยู่  ดังปรากฎในโบรชัวร์ปี 1993 ที่ระบุว่า ‘สิ่งที่อยู่ใต้โครงสร้างตัวรถของคุณต่างหากคือหัวใจสำคัญ… F-Super Duty คือนิยามของความแข็งแกร่ง ความทนทาน สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ’

จุดเปลี่ยนปี 1999: แยกไลน์เพื่อตอบโจทย์ที่ใช่

ในปี 1997 ฟอร์ดเริ่มนำชื่อซูเปอร์ ดิวตี้ มาใช้กับรถกระบะ F-350 ซึ่งมาพร้อมตัวเลือกทั้งแบบแค็บแชสซีในระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และแบบแชสซีเปล่าในระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งรุ่นย่อยนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัว ‘F-Series Super Duty’ แยกออกมาอย่างชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้งานทั่วไป และกลุ่มที่ต้องการรถเพื่อภารกิจหนัก แนวคิดการแยกไลน์อัพผลิตภัณฑ์นี้เองที่ทำให้ฟอร์ดครองใจผู้งานทั่วโลก เพราะช่วยให้ลูกค้าทั้งสองกลุ่มได้รับรถที่ตรงกับความต้องการสูงสุด โดยไม่ต้องลดทอนประสิทธิภาพด้านในด้านหนึ่งลง

บทพิสูจน์ความทรหด: จาก F-Series สู่ Ranger

เพื่อรองรับชื่อของ F-Series Super Duty ฟอร์ดได้ยกระดับมาตรฐานการทดสอบความทนทานขึ้นใหม่ ทั้งการสร้างสนามทดสอบซิลเวอร์ ครีก และการใช้ ‘หุ่นยนต์’ ขับทดสอบอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง บททดสอบสุดโหดเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ ที่สนามทดสอบของฟอร์ด ออสเตรเลีย เหมือนกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเรนเจอร์รุ่นนี้สืบทอดความ ‘เกิดมาแกร่ง’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้: มาตรฐานใหม่ของรถกระบะ!

เช่นเดียวกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ F-Series ในปี 1999 วันนี้ฟอร์ดนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับเรนเจอร์ โดยแบ่งเป็นรุ่นสำหรับใช้งานทั่วไป และ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ สำหรับผู้ที่ต้องการลากจูงและบรรทุกหนักโดยเฉพาะ นี่ไม่ใช่เพียงการนำรถเดิมมาดัดแปลง แต่คือรถกระบะสมรรถนะสูงที่ผลิตออกมาจากโรงงาน ด้วยการออกแบบโครงสร้างแชสซีใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับภารกิจที่ท้าทายยิ่งกว่า ให้มาเป็นรถคู่ใจที่ฟอร์ดส่งตรงถึงมือลูกค้าเพื่อตอบรับทุกเสียงเรียกร้องที่ต้องการ ‘มากกว่า’ รถกระบะทั่วไป

เตรียมพบกับ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ เร็วๆ นี้

ฟอร์ด คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบสุขภาพ ประจำปี 2568

โรงงานฟอร์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นดูแลพนักงานทุกมิติ คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบ Total Worker Health ประจำปี 2568

บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ โรงงานเอฟทีเอ็ม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลบุคลากรอย่างครอบคลุมในทุกมิติ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 13 โรงงานต้นแบบระดับประเทศที่ได้รับรางวัล “สถานประกอบกิจการต้นแบบด้านการดูแลสุขภาพคนงานแบบองค์รวม” (Total Worker Health) ประจำปี 2568 โดยนายนพวัตติ์ นิธิดำรงค์รัตน์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เป็นตัวแทนรับมอบโล่รางวัลจาก เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ความสำเร็จในครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก “โครงการพัฒนากลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร” โดยกองความปลอดภัยแรงงาน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเอฟทีเอ็มได้รับเชิญให้เข้าร่วมในฐานะสถานประกอบกิจการที่มีผลงานด้านสุขภาวะโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงงานได้ผ่านการอบรมและพัฒนาระบบการดูแลพนักงานอย่างเข้มข้น เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยให้ครอบคลุมทุกมิติชีวิตของพนักงาน

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้เอฟทีเอ็มได้รับรางวัล คือ การนำเสนอโครงการ ‘Employee Assistance Program’ (EAP) หรือ โปรแกรมให้คำปรึกษาแก่พนักงานที่เน้นการดูแลด้านสุขภาพจิตใจอย่างจริงจัง โดยมีนักจิตวิทยามืออาชีพคอยให้คำแนะนำและกำกับดูแล ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดทั้ง 6 ด้าน และได้รับเลือกให้เป็นโรงงานต้นแบบในที่สุด

“รางวัล Total Worker Health คือ ความภาคภูมิใจที่สะท้อนว่า ฟอร์ดให้ความสำคัญกับ ‘พนักงาน’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร”

นายนพวัตติ์ นิธิดำรงค์รัตน์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัย และอาชีวอนามัย โรงงานเอฟทีเอ็ม กล่าว “เหนือสิ่งอื่นใดการได้รับเลือกเป็น 1 ใน 13 โรงงานต้นแบบครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปี่ยมด้วยความสุขและความปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกคนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพใจที่เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากฝ่ายบริหาร”

หัวใจหลักในการบริหารจัดการด้านสุขภาวะของฟอร์ดประกอบด้วย 6 ด้านสำคัญ ดังนี้:

1.นโยบายที่เข้มแข็งและชัดเจน : ขับเคลื่อนและสื่อสารนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสุขภาวะองค์กรสู่พนักงานและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ โดยถ่ายทอดเป็นพันธกิจที่เหมาะสม พร้อมกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPIs) ที่ชัดเจน และมีการทบทวนผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

2.พลังสนับสนุนจากผู้นำ : ฝ่ายบริหารไม่เพียงสนับสนุนด้านงบประมาณ แต่ยังลงมือปฏิบัติเป็นต้นแบบ โดยเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง อาทิ การแข่งขันกีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอล การวิ่ง และโยคะ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมงาน

3.การมีส่วนร่วมในทุกมิติ : ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมและสุขภาพ ทั้งการบริจาคโลหิต การมอบทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพพนักงาน การจัดอบรมโดยวิทยากรด้านการออกกำลังกาย รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กิจกรรมวันสุขภาพจิตโลก และการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

4.กลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ : ดำเนินงานผ่านความร่วมมือของคณะกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการความปลอดภัย (คปอ.) เพื่อร่วมกันวางระบบการดำเนินงานที่คล่องตัว เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อสวัสดิภาพของพนักงานอย่างแท้จริง

5.การบูรณาการแบบองค์รวม : ผสานมิติด้านความปลอดภัยและสุขภาวะให้เป็นเนื้อเดียวกันตามแนวทาง Total Worker Health เพื่อการดูแลพนักงานที่ครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ

6.การตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน : มุ่งเน้นโครงการที่เข้าถึงปัญหาและช่วยเหลือพนักงานได้จริง เช่น โครงการ ‘Employee Assistance Program’ (EAP) ที่ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยามืออาชีพ เพื่อประคับประคองสุขภาพจิตของพนักงานในทุกสถานการณ์

MOTOR EXPO 2026 เผยแนวคิด “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์”

IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เพื่อมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ทุกประเภท ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ อย่างครบครัน

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เผยว่า แนวคิดของการจัดงานปีนี้ ต้องการสื่อถึงงาน “มหกรรมยานยนต์” ที่รวบรวมรถยนต์ทุกประเภท และทุกระดับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชม และเลือกซื้อตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังมียานยนต์ประเภทอื่นที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจักรยานยนต์ และเรือ

พื้นที่งานทุกตารางนิ้ว เต็มไปด้วยรถยนต์ประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซีดาน, สปอร์ท, เอสยูวี, ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี, เอมพีวี, พิคอัพ ฯลฯ แต่ละประเภทล้วนเป็นรุ่นล่าสุดในตลาด ยิ่งกว่านั้น รถเหล่านี้ยังมีความหลากหลายในด้านต่างๆ อาทิ ระบบขุมกำลัง แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน เชื้อเพลิงเบนซิน และดีเซล, แบบไฮบริด, พลัก-อิน ไฮบริด และแบบไฟฟ้า 100% ระบบขับเคลื่อน แบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ระบบอำนวยความสะดวก ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ถึงระดับช่วยขับอัตโนมัติ ขณะที่ราคาจำหน่าย เริ่มตั้งแต่หลักแสนต้น จนถึงหลักหลายล้านบาท ส่วนจักรยานยนต์ ก็มีให้เลือกทุกรูปแบบ ทุกขนาดเครื่องยนต์ และทุกระดับราคา เช่นเดียวกัน

นี่คือจุดเด่นของงาน “มหกรรมยานยนต์” และด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ที่ต้องการสัมผัสรถยนต์ และจักรยานยนต์ ทุกรุ่นทุกแบรนด์อย่างครบครัน เราจึงกำหนดแนวคิดของงานปีนี้ว่า “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์ – Here, There and Every Car”

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”