Home Blog Page 10

“FIXFIT” ขยายศูนย์บริการรถยนต์ทางเลือกใหม่ สาขาบ้านโพธิ์

“ฟิกซ์ฟิต” ขยายศูนย์บริการทางเลือกใหม่ เปิดสาขาบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ยกระดับการดูแลรถยนต์ครบวงจร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดศูนย์บริการรถยนต์ “ฟิกซ์ฟิต” สาขาบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569

ฟิกซ์ฟิต (FIXFIT) ศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ทางเลือกใหม่ ภายใต้การควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดให้บริการรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนอกระยะเวลารับประกัน ที่ต้องการความสะดวก คุ้มค่า และคุณภาพที่เชื่อถือได้ โดยทีมช่างผู้ชำนาญ พร้อมอะไหล่คุณภาพ ที่พร้อมให้บริการครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ศูนย์บริการรถยนต์ฟิกซ์ฟิตเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสาขาพร้อมให้บริการจำนวน 21 สาขา และตั้งเป้าหมายในการเปิดให้บริการมากกว่า 40 สาขา ภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดบริการหลังการขาย และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

www.fixfitthailand.com

OA : @fixfixfitthailand

Facebook : FIX FIT Thailand

รายชื่อสาขาศูนย์บริการ FIXFIT (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2569)

ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล

1. ฟิกซ์ฟิตสาขา บางนา กม.25 (บางเสาธง) โทร (063) 203-0890

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 19.00 น.

2. ฟิกซ์ฟิตสาขา บางเมือง (ศรีนครินทร์) โทร (085) 480-2947,090-907-0400

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

3. ฟิกซ์ฟิตสาขา อ่อนนุช (อ่อนนุช-ประเวศ) โทร (085) 488-8522

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

4. ฟิกซ์ฟิตสาขา ปทุมธานี (ตรงข้ามบิ๊กซีอำเภอเมืองปทุมธานี) โทร (097) 004-5505

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

5. ฟิกซ์ฟิตสาขา ถนนบรมราชชนนี (ทวีวัฒนา) โทร (02) 885-1734

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

6. ฟิกซ์ฟิตสาขา นครปฐม (โลตัสนครชัยศรี) โทร (094) 545-3030

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.

7. ฟิกซ์ฟิตสาขา กิ่งแก้ว (บางพลี) โทร (02) 027-7899 กด 2

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

8. ฟิกซ์ฟิตสาขา ปทุมธานี (คลอง4 ธัญบุรี) โทร (02) 577-3780

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

9. ฟิกซ์ฟิตสาขา พี สี่เก้า งามวงศ์วาน โทร 02-000-7619, 095-402-4711

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.30 – 17.30 น.

10. ฟิกซ์ฟิตสาขา สุพรรณบุรี (สามชุก) โทร (099) 614-7999

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

ภาคเหนือ

1. ฟิกซ์ฟิตสาขา เชียงราย (บ้านดู่) โทร (081) 980-8855

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

2. ฟิกซ์ฟิตสาขา เชียงราย (ร่องขุ่น) โทร (065) 931-8484

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

3. ฟิกซ์ฟิตสาขา อุตรดิตถ์ โทร (088) 282-0934

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1. ฟิกซ์ฟิตสาขา กาฬสินธุ์ (ในปั้มบางจากตรงข้าม รร.เซนต์โยเซฟฯ) โทร (063) 216-2662, 043-812244

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 19.00 น.

วันอาทิตย์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

2. ฟิกซ์ฟิตสาขา อำนาจเจริญ (ในโตโยต้าชัวร์ตรงข้ามพระใหญ่) โทร (099) 082-3111, (087) 228-8009

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

3. ฟิกซ์ฟิตสาขา บ้านไผ่มิลเลอร์ โทร (080) 404-3338

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

4. ฟิกซ์ฟิตสาขา ขอนแก่น (ศรีจันทร์) โทร (093) 324-6565

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.

ภาคตะวันออก

1. ฟิกซ์ฟิตสาขา ฉะเชิงเทรา (ตรงข้ามโรบินสัน) โทร (038) 500-567

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.

2. ฟิกซ์ฟิตสาขา ชลบุรี (บ้านสวน) โทร (081) 943-9222

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.

3. ฟิกซ์ฟิตสาขา ชลบุรี (โลตัสพนัสนิคม) โทร (085) 275-5222

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.

4. ฟิกซ์ฟิตสาขา ฉะเชิงเทรา (บ้านโพธิ์) โทร (094) 431-5005

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.

ลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 25

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ฟิล์มกันสะเก็ดหินและฟิล์มกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์” ผลิตโดยบริษัท อีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร “แอลลักซ์” คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย www.laminafilms.com

ส่งมอบอาคารเรียน : นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด (ที่สองจากซ้าย)  นายนิราช แสนสุภา ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 1 (ที่ 3 จากซ้าย) ดร.มงคล รอพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง (ขวาสุด) และนายนิคม เพชรกำเนิด    ประธานกลุ่มกระทิงโทน (ซ้ายสุด) ร่วมลงนามส่งมอบอาคารเรียนลามิน่าสานฝัน#24 ปีที่ 25 แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง จ.กำแพงเพชร

เดินหน้าสานต่อกิจกรรมตอบแทนสังคมไทยให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมแก่เยาวชนของชาติ ด้วยโครงการ “ลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน” โครงการ 24 ปีที่ 25 ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ขนาด 2 ห้องเรียน 1 ห้องโสตทัศนศึกษา ให้แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง ตำบลท่าขุนราม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร และได้ดำเนินการส่งมอบอาคารเรียนในเทศกาลวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา

โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ริเริ่มขึ้นจากความตั้งใจของผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ด้วยความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องเติบโตเคียงคู่ไปกับการตอบแทนสังคมและประเทศชาติ บริษัทฯ จึงได้ริเริ่มโครงการที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กและเยาวชน เพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

ซึ่งเป็นที่มาของการก่อสร้างและส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน และทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่องถึง 25 ปี รวม 24 โครงการ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอดจากกัลยาณมิตรกลุ่มต่างๆ ทุกภาคส่วน ได้แก่ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกระทิงโทน, ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย, ผู้จำหน่ายรถยนต์, ลูกค้าผู้ใช้ฟิล์มรถยนต์และฟิล์มอาคารลามิน่า, สื่อมวลชนและบุคคลผู้เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของบริษัทฯ ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะผู้นำตลาดฟิล์มกรองแสงอันดับหนึ่งในประเทศไทยมายาวนานตลอดกว่า 3 ทศวรรษ ซึ่งในปีนี้ นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด นำทีมผู้บริหารและตัวแทนพนักงานร่วมส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง

โดยมี นายนิราช แสนสุภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ดร.มงคล รอพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง เป็นผู้แทนรับมอบ  ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายเบอร์นาร์ด เชีย นางสเตฟานี เชีย และ นายซามูเอล เชีย จากวินโดว์ คูล พีทีอี ลิมิเต็ด (ลูมาร์ สิงคโปร์) พร้อมผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหน่าย และกลุ่มจิตอาสากระทิงโทนนำโดย นายนิคม เพชรกำเนิด ประธานกลุ่ม นายสันติ แสนอาจ ประธานที่ปรึกษาและควบคุมการก่อสร้าง รวมถึงผู้บริหารลามิน่าฟิล์ม นายชัยณรงค์ สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ร่วมส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่

โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง  มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปี่ที่ 6 รวมทั้งหมด 175 คน เพิ่มเติมขึ้นจาก 64 คนในช่วงเวลาเพียง 2 ปี ทำให้ห้องเรียนเดิมไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการเรียน โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน จึงดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ พร้อมมอบทุนการศึกษา 100 ทุน และมอบอุปกรณ์กีฬาแก่โรงเรียนในพื้นที่ รวม 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง โรงเรียนวัดราษฎร์เจริญพร โรงเรียนบ้านไทรย้อย โรงเรียนบ้านน้ำโท้ง และโรงเรียนสหวิทยาคม รวมถึงนักเรียนกว่า 408 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมครูอาสากับทีมครูอาสาลามิน่า จะได้รับกระเป๋าเป้บรรจุอุปกรณ์เครื่องเขียนและของขวัญวันเด็กอีกด้วย

นอกจากความร่วมมือของผู้นำชุมชนและชาวบ้านทำให้การก่อสร้างอาคารลามิน่าสานฝันลุล่วงรวดเร็วก่อนกำหนด แต่สืบเนื่องจากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงทางโรงเรียน มีรถรับส่งนักเรียนฟรี และมีอาหารเช้าฟรี ห้องอาหารเดิมจึงไม่เพียงพอ “โครงการลามิน่ามินิสานฝัน” ได้เข้าดำเนินการปรับปรุงและต่อเติมโรงอาหาร ให้แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง พร้อมส่งมอบเป็นโครงการที่ 11 อีกด้วย

อีกทั้งลามิน่าฟิล์มยังได้รับความร่วมมือจากสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชรและโรงพยาบาลทรายทองวัฒนา จัดทีมทันตกรรมและบุคลากรทางการแพทย์ออกหน่วยให้บริการทันตกรรมแก่นักเรียนและครู ในโครงการ “ลามิน่าสร้างฝันปันรอยยิ้ม” ครั้งที่ 15 ซึ่งทางลามิน่าฟิล์มส่งมอบยูนิตทันตกรรมเคลื่อนที่ครบชุดให้กับโรงพยาบาลทรายทองวัฒนา เพื่อเพิ่มโอกาสรับบริการทางด้านทันตกรรมให้กับชุมชน โดยมี ทพญ.พัชรี เรืองงาม ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร ทพญ.นิสามณี ปิยะวงษ์ ทันตแพทย์ชำนาญการหัวหน้างานทันตกรรม โรงพยาบาลทรายทองวัฒนา เป็นตัวแทนรับมอบ

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษในฐานะผู้นำธุรกิจฟิล์มกรองแสงอันดับ 1 ของเมืองไทย บริษัทฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนภายใต้เจตนารมณ์ “ลามิน่าขอเติบโตเคียงคู่สังคมไทย” ผ่านโครงการเพื่อสังคมต่างๆ นอกเหนือจากลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ลามิน่ามินิสานฝัน ลามิน่าสร้างฝันปันรอยยิ้ม ยังมีโครงการรักษ์โลกกับลามิน่า เพื่อติดฟิล์มให้โลก

รวมถึงสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย มูลนิธิชัยพัฒนา ตั้งแต่ พ.ศ.2548 ทุนมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ พ.ศ.2553 สนับสนุนทุนวิจัยขั้นสูงด้านเภสัชวิทยา ศิริราชมูลนิธิ และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งทุกโครงการล้วนเกิดจากพลังความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อส่งมอบความสุขคืนสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตลอดไป

อีกทั้ง นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ได้รับรางวัลประชากรหญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจ HER AWARDS, UNFPA THAILAND 2024 ในฐานะผู้เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มคนเปราะบางเพื่อให้หลุดพ้นจากบริบทปัญหาด้านต่างๆ รวมทั้งสร้างโอกาสให้ต่อยอดพัฒนาสู่การพึ่งตนเองและการยกระดับคุณภาพชีวิต จากโครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียนที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยในถิ่นทุรกันดารมาตลอด 25 ปี อีกทั้งยังได้รับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ประจำปีการศึกษา 2566 จากผลงานและความสำเร็จในการประกอบสัมมาชีพอันเป็นที่ประจักษ์

Grandprix Runbike Championship 2025

4 อีเว้นท์ 8 สนาม สู่ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ความฝันสูงสุดของนักแข่งขาไถตัวจิ๋ว Grandprix Runbike 2025

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดย คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายงานการผลิต สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการกีฬาเยาวชนไทย ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับ Runbike Championship Series (R.C.S) ประเทศญี่ปุ่น จัดการแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการระดับโลกเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “GRANDPRIX RUNBIKE CHAMPIONSHIP AFFILIATED WITH R.C.S JAPAN. 2025”

ตลอดปีการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship 2025 ได้ผ่านการขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นจากเหล่านักกีฬาขาไถเยาวชนตัวจิ๋ว โดยจัดการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 4 อีเว้นท์ 8 สนาม ซึ่งแต่ละสนามล้วนเต็มไปด้วยความท้าทาย ความเร็ว และพัฒนาการของนักแข่งตัวน้อยที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทุกสนามการแข่งขัน บรรยากาศการแข่งขันในแต่ละอีเว้นท์เต็มไปด้วยความคึกคักจากนักแข่ง ผู้ปกครอง และกองเชียร์ ที่ร่วมกันสร้างสีสันให้กับสนามอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลัง ไม่เพียงเป็นการประชันฝีมือด้านทักษะการทรงตัวและความเร็วเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ การปลูกฝังวินัย น้ำใจนักกีฬา และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยตามมาตรฐานการแข่งขันระดับสากลของ Runbike Championship Series (R.C.S) ประเทศญี่ปุ่น

เข้าสู่เวทีแห่งเกียรติยศใน พิธีมอบถ้วยพระราชทานฯ และถ้วยรางวัลประจำปี Grandprix Runbike Championship 2025 ซึ่งนับเป็นบทสรุปแห่งความสำเร็จของความพยายาม ความมุ่งมั่นของนักแข่งตัวน้อย และแรงสนับสนุนจากครอบครัวอย่างแท้จริง โดยได้มีการจัด พิธีมอบถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมถ้วยรองชนะเลิศประจำปี จากการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship 2025 ขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ ห้อง Bangkok Dinner Theatre ชั้น 1 สยามอะเมซิ่งพาร์ค เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจของนักกีฬาเยาวชน ผู้ปกครอง และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ

ภายในงานเริ่มต้นด้วยการลงทะเบียนและต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ จากนั้นพิธีกรกล่าวเปิดงานและเชิญชมวีดิทัศน์ประมวลภาพการแข่งขันตลอดปี 2025 ก่อนที่ คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา ในฐานะประธานจัดการแข่งขัน จะกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ และเข้าสู่พิธีมอบถ้วยรองชนะเลิศในรุ่นต่างๆ รวมถึงพิธีมอบถ้วยพระราชทานฯ ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของนักกีฬาตัวน้อยทุกคน

สำหรับรายชื่อนักกีฬาเยาวชน ที่ได้รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทั้ง 17 รุ่น  ประกอบด้วย

1.รุ่นอายุ 2 ปี (2.1–3.0 ปี) :                    ปราชญ์วินท์ คงถาวร (Intro)

2.รุ่นอายุ 3 ปี B (3.1–3.6 ปี) :                ณวิณชาร์ล ณ สงขลา (Nawin)

3.รุ่นอายุ 3 ปี A (3.7–4.0 ปี) :                นภัสดล ฉันสำราญ (Kimhan)

4.รุ่นอายุ 4 ปี B (4.1–4.6 ปี) :                ธนเดช จังเกตุทอง (OSCAR)

5.รุ่นอายุ 4 ปี A (4.7–5.0 ปี) :                ตฤณธนา เครือชารี (KEN)

6.รุ่น Open Junior (3.1–5.0 ปี) :           ตฤณธนา เครือชารี (KEN)

7.รุ่น GIRL (3.1–5.0 ปี) :                       กมลเนตร ดีแก้วเกศ (August)

8.รุ่นอายุ 5 ปี B (5.1–5.6 ปี) :                วรินทร ไวกุลเพ็ชร (SIPTHIS)

9.รุ่นอายุ 5 ปี A (5.7–6.0 ปี) :                ณวุฒิ เขมะจิรเสฐ (Arleng)

10.รุ่นอายุ 6 ปี B (6.1–6.6 ปี) :              สรวิชญ์ จันทนนัฏ (BLUE)

11.รุ่นอายุ 6 ปี A (6.7–7.0 ปี) :              อิทธิกร อินถา (Filippo)

12.รุ่น Open Senior (5.1–7.0 ปี) :         ปภาวิน วะรีวะราช (Na-Nine)

13.รุ่น GIRL (5.1–7.0 ปี) :                     ณัฐธยาน์ มะตัง (Kiki)

14.รุ่นอายุ 7 ปี (7.1–8.0 ปี) :                  ณัฐพล วิเชียรโชติ (SKY)

15.รุ่นอายุ 8–9 ปี (8.1–9.0 ปี) :             ณัฐพล วิเชียรโชติ (SKY)

16.รุ่น Open Pro (7.1–13.0 ปี) :           ฐปณนม์ อมตะ (Nub-Tang)

17.รุ่น GIRL (7.1–9.0 ปี) :                     รินรดา เกษตรภิบาล (LITTLE)

การแข่งขัน “GRANDPRIX RUNBIKE CHAMPIONSHIP AFFILIATED WITH R.C.S JAPAN. 2025” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขันของเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานกีฬาเยาวชนไทยอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างพัฒนาการ ทักษะ และวินัยในระดับสากล พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแข่งขันจักรยานทรงตัวระดับนานาชาติ ติดตามข่าวสารและผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ที่ Facebook : Grandprix Runbike Championship, GP Motorsport และทุกช่องทางโซเชียลมีเดียในเครือ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

Mazda6e ร้อนแรงต่อเนื่องยอดจองสิทธิ์ทะลุ 4,000

The All-Electric Mazda6e ร้อนแรงต่อเนื่องยอดจองสิทธิ์ทะลุ 4,000 เปิดให้ผู้ที่สนใจจองแพ็กเกจถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้เท่านั้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 22 มกราคม 2569 – หลังจากออกเดินสายโชว์ตัวทั่วประเทศ มาสด้าเผย The All-Electric Mazda6e ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากแฟนๆ มาสด้าและลูกค้าในประเทศไทย คว้ายอดจอง Mazda6e Premiere Package* แล้วกว่า 4,000 สิทธิ์ หลังจากเปิดตัวเพียงสองเดือน พร้อมเชิญชวนลูกค้าที่สนใจชมยนตรกรรมคันจริงในโค้งสุดท้ายของกิจกรรม Mazda6e Electric Showcase ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 มกราคม 2569 ณ โชว์รูมมาสด้า ชูเกียรติยนต์ ปัตตานี และ มาสด้า มหาราช จันทบุรี ก่อนจะนำไปจัดแสดงให้ลูกค้าในจังหวัดพัทลุงได้ชมในวันที่ 27 มกราคม 2569 ณ โชว์รูมมาสด้า พัทลุง และที่งาน Mazda Expo ณ เซ็นทรัล ชลบุรี ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2569 – 4 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลพร้อมลงทะเบียนได้ที่โชว์รูมมาสด้าดังกล่าว โดยสิทธิพิเศษ Mazda6e Premiere Package* จะเปิดให้จองสิทธิ์ได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าเป็นอย่างสูงที่ให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e อย่างเนืองแน่น ด้วยยอดจองสิทธิ์ ‘Mazda6e Premiere Package’* มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องกว่า 4,000 สิทธิ์ แสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าและแฟนๆ ที่รอคอยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้า โดยรถรุ่นนี้เป็นรถที่มาสด้าพัฒนาขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในสไตล์ของมาสด้า มีดีไซน์สง่างาม เพียบพร้อมด้วยดีเอ็นเอของมาสด้าที่โดดเด่นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความสนุกสนานในการขับขี่ สมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล ตอบสนองฉับไว ราบรื่น และเป็นธรรมชาติ รวมถึงระบบช่วงล่างอันลือชื่อที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าและแฟนๆ มาสด้าจากทั่วโลก

มาสด้าเปิดโอกาสให้ลูกค้าจองรับสิทธิ์กับ ‘Mazda6e Premiere Package’* อาทิ ส่วนลดพิเศษ 20,000 บาท* แพ็กเกจบำรุงรักษารถ Electric Mazda Care นาน 10 ปี* พร้อมรับสิทธิ์สุ้นร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ Mazda6e Premiere Experience ทั้งการทดลองขับ “Premiere Test Drive”, การเข้าร่วมงาน “Premiere Celebration Event” และสิทธิ์รับรถล็อตแรก “Premiere Delivery” รวมมูลค่าสูงสุดถึง 70,000 บาท* ซึ่งมาสด้าจะเปิดให้จองรับสิทธิ์ถึง 31 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น สำหรับลูกค้าที่สนใจชมยนตรกรรม The All-Electric Mazda6e คันจริง สามารถเข้าชมได้ ตามวัน เวลา และสถานที่ดังต่อไปนี้

•23-24 ม.ค. 69     มาสด้า ชูเกียรติยนต์ ปัตตานี และ มาสด้า มหาราช จันทบุรี

•26-27 ม.ค. 69     มาสด้า พัทลุง

•29 ม.ค. 69 – 4 ก.พ. 69 เซ็นทรัล ชลบุรี ณ ลานกิจกรรมชั้น 1

สำหรับลูกค้าในจังหวัดอื่นๆ หรือ ลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทางไปชมรถคันจริง สามารถรับชม The All-Electric Mazda6e แบบ 360 องศา ได้ผ่าน Mazda Virtual Showroom พร้อมจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package* ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน

•ชม The All-Electric Mazda6e : https://www.mazda.co.th/th/mazda6e-virtual-showroom

•จองสิทธิ์รับแพ็กเกจ : https://www.mazda.co.th/th/mazda6e-pre-register

“มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนและยินดีที่รอคอยเพื่อรับรถ The All-Electric Mazda6e มาสด้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบความเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและครอบครัวให้ดีที่สุด เพื่อแทนคำขอบคุณที่ลูกค้าเชื่อมั่นให้มาสด้าได้ดูแล เพื่อให้รถยนต์มาสด้าเป็นตัวแทนในการส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน” นายภพนิพิฐ กล่าวเพิ่มเติม

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

ซูซูกิ เปิดแผนธุรกิจปี 2569 ยันเสริมทัพอีก 3 รุ่น

ซูซูกิ เปิดแผนธุรกิจปี 2569 แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่น เดินหน้าขยายเครือข่ายบริการครอบคลุมทั่วประเทศ ชูมาตรฐานงานบริการและคลังอะไหล่แท้ที่พร้อมรองรับทุกความต้องการ

20 มกราคม 2569-กรุงเทพมหานคร-บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจประจำปี 2569 แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพตลาดยานยนต์ไทย เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่น ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี พร้อมยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย เปิดช่องทางลูกค้าสั่งซื้ออะไหล่ออนไลน์จากคลังอะไหล่สำรอง พร้อมเร่งขยายเครือข่ายเพื่อครอบคลุมการบริการลูกค้าซูซูกิทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงความพร้อมและแผนงานรองรับการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า ซูซูกิยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และการรักษาคุณภาพงานบริการที่เป็นจุดแข็งสำคัญ เพื่อให้แบรนด์ซูซูกิเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยต่อไปอย่างมั่นคงในอนาคต พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 นี้ ซูซูกิมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 3 รุ่น ประเภท B-SUV (BEV), Crossover SUV และ Mini-SUV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การนำเข้ารถยนต์ Global Model เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อปี 2567 โดยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ดังกล่าว จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทั้งการใช้งานที่เน้นความคล่องตัวในเมือง และความอเนกประสงค์สำหรับการเดินทางไกล พร้อมยังคงเน้นความคุ้มค่าคุ้มราคาเป็นสำคัญ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปีนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และกระตุ้นความต้องการในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยซูซูกิได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน  โดยเฉพาะการยกระดับศักยภาพบุคลากรของผู้จำหน่าย เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศ รองรับการดูแลผลิตภัณฑ์และลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ความสำคัญของงานบริการหลังการขายที่จะเป็นกุญแจสำคัญในปี 2569 เราจะยกระดับและพัฒนาในแต่ละส่วนงานบริการเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและลดความกังวลให้แก่ลูกค้าในระยะยาว โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. โปรแกรมฟรีเช็กระยะยาวนานถึง 7 ปี

ซูซูกิเดินหน้า โปรแกรมฟรีเช็กระยะนานถึง 7 ปี สำหรับผู้ใช้รถยนต์ SUZUKI FRONX และ SUZUKI SWIFT เพื่อส่งเสริมความอุ่นใจในการใช้งานระยะยาว ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลบำรุงรักษารถยนต์ได้ต่อเนื่องตามระยะที่กำหนด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและคลายความกังวลในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในด้านสมรรถนะและความพร้อมใช้งานของรถยนต์ซูซูกิให้คงประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ

2. ขยายการรับประกันคุณภาพงานซ่อมและอะไหล่ เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร

ซูซูกิยกระดับความคุ้มครองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าหลังเข้ารับบริการ ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพงานซ่อมและอะไหล่ จากระยะเวลาเดิม 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดถึงก่อน) เพื่อยืนยันถึงมาตรฐานการซ่อมและคุณภาพของอะไหล่แท้ซูซูกิที่ผลิตตามมาตรฐานเดียวกับโรงงานประกอบรถยนต์ มั่นใจได้ในความทนทานและความปลอดภัยสูงสุด

3. ชูความเป็นมาตรฐานและยกระดับงานบริการที่เหนือความคาดหมายด้วยระบบ S-Solution

ซูซูกิได้พัฒนาแนวทางการให้บริการ S-Solution เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างรอบด้าน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในทุกขั้นตอนของการเข้ารับบริการ ระบบ S-Solution จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลงานบริการ งานซ่อมบำรุงที่จะมาพร้อมภาพถ่ายประกอบงานซ่อม สามารถตรวจสอบรายละเอียดงานซ่อมได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และติดตามความคืบหน้าได้อย่างสะดวกผ่านช่องทาง Suzuki Application และ LINE Official Account ส่งผลให้กระบวนการบริการมีความรวดเร็ว โปร่งใส และเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

4. ระบบการจัดการชิ้นส่วนอะไหล่สำรอง เพื่อความรวดเร็วในการให้บริการ

ซูซูกิมีการบริหารจัดการคลังสำรองอะไหล่ไว้ในระบบ ครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่น เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์บริการทั่วประเทศได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนารูปแบบช่องทางการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่แท้ผ่านระบบช่องทางออนไลน์ ที่จะพร้อมให้บริการได้ในเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงอะไหล่แท้ของ Suzuki  ของลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ระบบดังกล่าวจะถูกออกแบบให้ลูกค้าสามารถค้นหาและสั่งซื้ออะไหล่แท้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในคุณภาพ โดยมีการเชื่อมโยงกับผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การจัดส่งและบริการหลังการขายเป็นไปตามมาตรฐานของ Suzuki

นอกจากนั้น ซูซูกิยังมีแผนเดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการเข้ารับบริการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค พร้อมยกระดับการเข้าถึงบริการมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ซูซูกิจะให้ความสำคัญกับการขยายศูนย์บริการในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานสูง รวมถึงพื้นที่ที่ยังไม่มีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้เปิดศูนย์บริการ 2S เพิ่มจำนวน 4 แห่ง และในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีกจำนวน 5 แห่ง เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึงและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการในทำเลสำคัญทั่วประเทศ

ศูนย์บริการ 2S ให้บริการงานซ่อมบำรุงและบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ โดยช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการอบรมจากบริษัทฯ พร้อมเครื่องมือมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพในการใช้งานของลูกค้า โดยครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่การตรวจเช็กและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก การเปลี่ยนไส้กรองอากาศและไส้กรองแอร์ ตรวจเช็กระบบช่วงล่างและยางรถยนต์ ไปจนถึงระบบไฟ แบตเตอรี่ และการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน

นอกจากนี้ ศูนย์บริการ 2S ยังจำหน่ายและติดตั้ง อะไหล่แท้ซูซูกิ ซึ่งผลิตตามมาตรฐานเดียวกับชิ้นส่วนที่ใช้ในสายการผลิตจากโรงงาน ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ มีความทนทานสูง พร้อมระบบสำรองและกระจายอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างรวดเร็ว

ศูนย์บริการ 2S จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมศักยภาพงานบริการของซูซูกิ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยซูซูกิให้การสนับสนุนผู้จำหน่ายอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องของการฝึกอบรมบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ อาทิ ป้ายสัญลักษณ์ SUZUKI การออกแบบศูนย์บริการ และอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เพื่อให้ศูนย์บริการ 2S สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันซูซูกิมีศูนย์บริการระดับมาตรฐาน 3S (Sales, Service & Spare Parts) จำนวน 85 แห่งครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีแผนที่จะขยายและพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการเหล่านี้ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายศูนย์บริการ รวมถึงการยกระดับศูนย์ซ่อมสีและตัวถังให้มีความพร้อมสูงสุด ทั้งในเรื่องของด้านการบริหารจัดการ การจัดฝึกกอบรมบุคลากรเพื่อพัฒนาศักยภาพการขายรถยนต์ซูซูกิ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแบบรอบด้านสำหรับที่ปรึกษาการขาย รวมถึงการฝึกอบรมทักษะของบุคลากรที่ปรึกษางานบริการและการฝึกอบรมทักษะของช่างเทคนิค เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในระยะยาว และพร้อมรองรับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิในอนาคตอีกด้วย

นายทาดาโอะมิ ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมตลาดว่า “ในปี 2568 ตลาดรถยนต์รวมมียอดขายอยู่ที่จำนวน 622,395 คัน เติบโตขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 8.68%   ซึ่งมีแนวโน้มทรงตัวจากการแข่งขันราคาที่รุนแรง ส่วนในปี 2569 นี้ เราต้องจับตาดูการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะส่งผลต่อราคาและทิศทางของผู้บริโภคที่เริ่มมองหารถยนต์ที่ปล่อย CO2 ต่ำมากขึ้น”

นายทาดาโอะมิ กล่าวสรุปตอนท้ายว่า “ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขายและความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเสมอมา โดยเราเชื่อว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพรุ่นใหม่ ผสานกับการขยายศูนย์บริการที่ครอบคลุมเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ซูซูกิพร้อมยึดมั่นในแนวทาง ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ เพื่อพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทย พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลาตลอดไป”

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม มอบเงินสนับสนุน 900,000 บาท แก่ 3 โรงเรียน ส่งเสริมการศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ ตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรที่เติบโตควบคู่กับสังคมไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม มอบเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 900,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 3 แห่ง ใน 3 จังหวัด เพื่อนำไปใช้สนับสนุนโครงการด้านพลังงานสะอาด การพัฒนาทางการศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนี้

•โรงเรียนวัดท่าแคลง จังหวัดจันทบุรี ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 300,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืน ควบคู่กับโครงการพัฒนาฟาร์มเชิงนิเวศ มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน ฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศ และสนับสนุนการเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืน อันจะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่นักเรียนและชุมชนโดยรอบ

•โรงเรียนวัดหนามแดง (คัณฑาโรราษฎร์บำรุง) จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 300,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืนและโครงการปรับปรุงโรงเรียนเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายในการลดค่าใช้จ่าย      ด้านพลังงานไฟฟ้า พร้อมยกระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน

•โรงเรียนวัดไผ่จรเข้ จังหวัดนครปฐม ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 300,000 บาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืน และโครงการห้องเรียนดิจิทัลอัจฉริยะ มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว พร้อมนำเทคโนโลยีการเรียนการสอนสมัยใหม่มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนในการก้าวสู่โลกยุคดิจิทัล

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของคณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุในการมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ เยาวชนไทย พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

MOTOR EXPO จับรางวัลคืนกำไรผู้ชมอลังการ

MOTOR EXPO คืนกำไรผู้ชมงานสุดอลังการ จับรางวัล รถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน

“IMC สื่อสากล” จับรางวัลหาผู้โชคดีจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ลุ้นรถยนต์ 3 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน จากกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมที่ “ซื้อรถ…ชิงรถ” “ซื้อบัตร…ชิงรถ” “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” และ “ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล” ณ ห้องรอยัลจูบิลี อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ในวันพุธที่ 21 มกราคม 2569

สำหรับรายชื่อผู้โชคดีที่ผ่านการตรวจสอบตามกฎกติกาของการชิงรางวัลแล้ว จะประกาศ ทางเวบไซท์ motorexpo.co.th, autoinfo.co.th, ทาง Line @motorexpo ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และทางนิตยสาร “ฟอร์มูลา”, 4 WHEELS  ฉบับประจำเดือนเมษายน 2569

กรังด์ปรีซ์ฯ ผนึก MOTONATION เปิดเวทีแห่งเกียรติยศอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับภูมิภาค

กรังด์ปรีซ์ฯ ผนึก MOTONATION เปิดเวทีแห่งเกียรติยศระดับภูมิภาค ในงานมอบรางวัล  The 5th Asia Automotive Award 2025 – Thailand Chapter เชิดชูสุดยอดยานยนต์เอเชียครั้ง แรกในไทย

ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับภูมิภาคอีกครั้ง ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานประกาศรางวัล The 5th Asia Automotive Award 2025 – Thailand Chapter (AAA) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกนอกประเทศมาเลเซีย โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ASIAAUTO VENTURE SDN BHD (MOTONATION) ประเทศมาเลเซีย และ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อมการสนับสนุนจาก สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย (TSAE) และสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (TAJA) โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในค่ำคืนวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยได้รับเกียรติจากคุณศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลในครั้งนี้ ท่ามกลางผู้บริหารระดับสูง ผู้นำองค์กร และบุคลากรสำคัญจากอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วภูมิภาคเอเชีย ที่เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายใต้บรรยากาศสุดหรูในธีม Black-Tie พร้อมโชว์สุดพิเศษ ด้วยการแสดงโขน ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่ผสมผสานการรำ และดนตรีไทย เพื่อเล่าเรื่องราวในวรรณคดีของไทย ในชุด “ยกรบชิงสีดา“ จากคณะไก่แก้วการละคร สร้างความประทับใจกับแขกที่เข้าร่วมภายในงานเป็นอย่างมาก

รางวัล Asia Automotive Award ได้รับการยอมรับในฐานะเครื่องหมายแห่งความเป็นเลิศของอุตสาหกรรมยานยนต์เอเชีย ครอบคลุมมากกว่า 11 สาขารางวัล อาทิ นวัตกรรม (Innovation), ความยั่งยืน (Sustainability), มอเตอร์สปอร์ต (Motorsport), ผลิตภัณฑ์หลังการขาย (Aftermarket), ความเป็นผู้นำ (Leadership) และรางวัลอันทรงเกียรติอื่นๆ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายประเทศร่วมพิจารณาตัดสินอย่างเข้มข้นและโปร่งใส

Mr. Por Boon Kuan ประธานจัดงาน The 5th Asia Automotive Award 2025 – Thailand Chapter ประธานจัดงานกล่าวว่า “การนำเวที Asia Automotive Award มาจัดที่ประเทศไทยในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชีย และเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แสดงความสามารถในระดับนานาชาติ”

ด้าน คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าปฏิบัติการ สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงานกล่าวว่า “การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน The 5th Asia Automotive Award 2025 – Thailand Chapter ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นประตูสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม เวทีแห่งนี้ไม่เพียงเชิดชูความสำเร็จ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้วงการยานยนต์เอเชียก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน”

การจัดงาน The 5th Asia Automotive Award 2025 – Thailand Chapter ในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นจุดหมายสำคัญที่สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคและเป็นเวทีแห่งเกียรติยศที่รวมสุดยอดผู้ประกอบการยานยนต์จากทั่วเอเชียไว้อย่างสมศักดิ์ศรี ติดตามผลการตัดสินเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการได้ที่ https://asiaautomotiveawards.com

บีวายดี ประกาศราคารถยนต์ใหม่ปี 2569 ตามมาตรการ EV 3.5

บีวายดี ประเทศไทย ประกาศราคาจำหน่ายรถยนต์ใหม่ปี 2569 ตามมาตรการ EV 3.5 พร้อมทั้งผลิตรถยนต์ชดเชยครบตามมาตรการ EV 3.0 พร้อมส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งยังเป็นผู้นำยานยนต์พลังงานใหม่ ด้วยยอดจดทะเบียนอันดับ 1 ของไทย

•พร้อมประกาศราคาใหม่รถยนต์ บีวายดี ตามมาตรการ EV 3.5 พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว

•บีวายดี ประเทศไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการผลิตรถยนต์ชดเชยตามมาตรการ EV 3.0 ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งเพื่อการจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ

•บีวายดี ประเทศไทย นำเข้ารถยนต์จากประเทศจีน มาจำหน่ายในประเทศไทยระหว่างปี 2565 – 2566 จำนวน 39,030 คัน และดำเนินการผลิตรถยนต์คืนจากโรงงานในประเทศ จนครบจำนวน 59,694 คัน

•ตอกย้ำการเป็นผู้นำยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย หลัง บีวายดี มียอดจดทะเบียนรถยนต์ EV และ PHEV สูงสุดของไทย* ใน 9 ประเภท

กรุงเทพฯ – 19 มกราคม 2569 – บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทย ที่ให้การสนับสนุนรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า จนเติบโตอย่างต่อเนื่องขึ้นสู่การเป็นอันดับ 1 ของวงการยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย ครอบคลุมทั้งรถยนต์ขุมพลัง EV และ PHEV ในชื่อ Super DM-i พิสูจน์จากการที่ บีวายดี มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2568 สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของไทย*ใน 9 ประเภท บริษัทฯ ขอให้คำมั่นในการส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศต่อไป ผ่านการดำเนินงานตามมาตรการ EV 3.0 ด้วยการผลิตรถยนต์ชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์นำเข้าทั้งหมดจนครบถ้วน โดยรถยนต์ที่ผลิตขึ้นทั้งหมดนี้ มีทั้งเพื่อจำหน่ายภายในประเทศไทย และส่งออกไปต่างประเทศรวม 8 ตลาดด้วยกัน

นายหยู่ปิน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “บีวายดี ประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยสู่อีกระดับ พิสูจน์จากการลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค มิใช่เพื่อการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ให้ชาวโลกได้เห็นถึงคุณภาพการผลิตรถยนต์ จากฝีมือของแรงงานไทยที่มากด้วยทักษะขั้นสูง”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ จะร่วมมือกับ บีวายดี ประเทศไทย เพื่อส่งมอบยานยนต์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีระดับชั้นนำ ให้กับผู้บริโภคชาวไทยต่อไป ทั้งยังพร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่ารถยนต์ที่ บีวายดี ผลิตขึ้นจากโรงงานในประเทศไทยมีคุณภาพตามมาตรฐานระดับนานาชาติ พิสูจน์ได้จากการผ่านมาตรฐานส่งออกไปต่างประเทศ และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเช่นกัน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดเผยว่า “เรเว่ ขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยทุกท่านที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ บีวายดี เพราะท่านได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการร่วมสร้างความยั่งยืน ซึ่งมิใช่เพียงเรื่องของอากาศที่สะอาดขึ้น จากการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทย ให้เติบโตขึ้นสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้วย”

•สถิตินำเข้ารถยนต์จากประเทศจีน และสถิติผลิตรถยนต์ชดเชยของ บีวายดี ประเทศไทย

-สถิตินำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายในประเทศไทย ระหว่างปี 2565 – 2566 เป็นจำนวน 39,030 คัน

-สถิติผลิตรถยนต์คืนจากโรงงานในประเทศ ระหว่างปี 2567-2568 เมื่อคำนวณรถยนต์ส่วนที่ส่งออกเป็นการผลิตชดเชย 1.5 เท่า บริษัทฯ ได้ผลิตชดเชยครบถ้วนทั้งหมด รวม 59,694 คัน

•สถิติและแผนการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตโดย บีวายดี ประเทศไทย ไปต่างประเทศ

-ปี 2568 มีสถิติส่งออกรถยนต์ เป็นจำนวน 10,250 คัน โดยส่งออกไปยังประเทศในโซนยุโรป อาเซียน และ โอเชียเนีย

•โรงงาน บีวายดี ประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยต่อไป

โรงงาน บีวายดี ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ สำหรับการจำหน่ายภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก ทั้งยังนับเป็นโรงงานแห่งแรกของ บีวายดี ที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน มีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คัน/ปี ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ มีการลงทุนในประเทศไทยแล้วรวมประมาณ 35,925 ล้านบาท และมีการจ้างงาน 6,100 อัตรา ในจำนวนนี้เป็นพนักงานสัญชาติไทยราว 92%

สำหรับการผลิตรถยนต์มีทั้งหมด 4 รุ่น ครอบคลุมทั้งรถยนต์ขุมพลัง EV และ PHEV ประกอบด้วย BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEALION 6 DM-i และ BYD SEAL 5 DM-i นอกจากนั้น รถยนต์ บีวายดี ที่ผลิตในประเทศไทยจำนวน 3 รุ่น ซึ่งมี BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3 และ BYD SEALION 6 DM-i  ได้รับใบรับรอง Made in Thailand เนื่องจากมีสัดส่วน Local Content ในอัตรา 45-50% โดยในอนาคต จะมีการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

-บีวายดี มียอดจดทะเบียนรถยนต์ EV และ PHEV สูงเป็นอันดับ 1 ของไทย ใน 9 ประเภท*

-บีวายดี: แบรนด์ที่มียอดรวมจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า สูงสุดเป็นอันดับ 1

-BYD DOLPHIN: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม EV

-บีวายดี: แบรนด์ที่มียอดรวมจดทะเบียนรถยนต์ PHEV สูงสุดเป็นอันดับ 1

-BYD SEALION 6: รถยนต์ PHEV รุ่นที่มียอดจดทะเบียน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม PHEV

-BYD SEAL: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม D-Segment

-BYD ATTO3: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม B-SUV

-BYD SEALION 7: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม C-SUV

-BYD M6: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม MINI MPV

-DENZA D9: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม VAN MPV

•ราคาใหม่ของรถยนต์ บีวายดี ตามมาตรการ EV 3.5 ซึ่งพร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้ว

รุ่นรุ่นย่อยราคาเดิม (บาท)ราคาใหม่ (บาท)
BYD SEAL 5 DM-iPremium699,900699,900
BYD SEALION 6 DM-iDynamic899,900899,900
Premium999,900999,900
BYD SEALDynamic799,900989,900
BYD M6Dynamic749,900909,900
Extended849,9001,009,900
BYD SEALION 7Premium1,074,9001,264,900
AWD Performance1,174,9001,364,900

บีวายดี ประเทศไทย และ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ขอให้คำมั่นว่า จะไม่หยุดยั้งในการส่งมอบยานยนต์พลังงานใหม่ ที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและคุณภาพให้กับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์การครอบครองยนตรกรรมสู่อีกขั้น พร้อมกับการสร้างความยั่งยืนในกับสังคมไทย มิใช่เพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สู่การเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคต่อไป

*ข้อมูลจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ กรมขนส่งทางบกในประเทศไทยปี 2568

มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา THE GIVER

มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา “THE GIVER” ถ่ายทอดแนวคิด “เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ” สานต่อเจตนารมย์การให้อย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ “TOYOTA GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน”

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อเจตนารมย์การพัฒนาและยกระดับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “TOYOTA GIVING ขับเคลื่อนไทย ให้ยั่งยืน” ซึ่งดำเนินมาแล้วกว่า 3 ทศวรรษ ล่าสุดได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “THE GIVER” เพื่อถ่ายทอดแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน ผ่านข้อความสำคัญ “เพราะเราได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ” สะท้อนปรัชญาการให้ของโตโยต้า ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นระบบ และสามารถต่อยอดผลลัพธ์ในระยะยาว

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ริเริ่มโครงการ “TOYOTA GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยมุ่งหวังให้เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมในลักษณะของการช่วยเหลือในระยะยาว ผ่านการสร้างกรอบการดำเนินงานที่เชื่อมโยงความร่วมมือของมูลนิธิ องค์กร พนักงาน ผู้แทนจำหน่าย และภาคีเครือข่ายในชุมชน เพื่อส่งต่อโอกาสและทรัพยากรสู่สังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม มูลนิธิโตโยต้ามุ่งขยายบทบาทจากการให้ความช่วยเหลือ ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ในสังคมไทย โดยเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาส คุณค่า และแรงบันดาลใจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการ TOYOTA GIVING ได้รับการออกแบบโครงสร้างการให้แบบบูรณาการ ครอบคลุมการพัฒนาสังคมใน 4 มิติหลัก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของคนและชุมชนตั้งแต่ระดับรากฐานไปจนถึงสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ประกอบด้วย การให้การศึกษา การให้สุขภาพ การให้ความเป็นอยู่ และการให้ภูมิปัญญา ซึ่งแต่ละมิติทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ

•การให้การศึกษา มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการทุนการศึกษาหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พร้อมการติดตามและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุน เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยในอนาคต

•การให้สุขภาพ มุ่งส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีให้แก่ชุมชน โดยร่วมกับค่ายจิตอาสาพยาบาลเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ จัดให้มีการตรวจสุขภาพทั่วไปฟรี จากนักศึกษาทุนพยาบาล และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ผ่านโครงการ รถทันตกรรมเคลื่อนที่ให้บริการตรวจสุขภาพฟันและรักษาฟันเชิงรุก พร้อมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ชุมชน โดยมุ่งหวังให้ชุมชนมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

•ขณะเดียวกัน การให้ความเป็นอยู่ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านโครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ “โตโยต้ายั่งยืนวิทยา” เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงด้านสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม แปลงเกษตรพอเพียง ระบบกรองน้ำดื่มมาตรฐาน ระบบสูบน้ำ และระบบไฟฟ้าพลังงานโซลาเซลล์ อันเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

•ส่วนการให้ภูมิปัญญา มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง อาทิ ความปลอดภัยบนท้องถนน การจัดการสิ่งแวดล้อม และแนวคิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาชุด THE GIVER ถูกจัดทำขึ้นเพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณของ TOYOTA GIVING ให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ผ่านการเล่าเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้คนที่เคยได้รับโอกาสทางการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และเติบโตขึ้นพร้อมแรงบันดาลใจในการกลับมาส่งต่อการให้สู่สังคม ภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อความช่วยเหลือถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องในรูปแบบของโอกาส คุณภาพชีวิต และแรงบันดาลใจที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง”

ภาพยนตร์โฆษณา “THE GIVER” จึงไม่เพียงทำหน้าที่สื่อสารบทบาทด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของโตโยต้าเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของแนวคิด TOYOTA GIVING ที่มุ่งปลูกฝังทัศนคติของการเป็นผู้ให้ และเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อคุณค่า เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไทยให้ก้าวไปอย่างยั่งยืน

สามารถติดตามภาพยนตร์โฆษณา “THE GIVER” ได้ทางช่องทางออนไลน์ของ Toyota ได้แก่

YouTube

• Toyota Motor Thailand: https://youtu.be/FVGOH5Z51h4?si=pFmHyQJd4wRsQB4h

Facebook Toyota Happiness Club:

https://www.facebook.com/share/v/1D8kdvd3tK/?mibextid=wwXIfr

Facebook Toyota Motor Thailand:

https://www.facebook.com/share/v/1Cwz1PHajJ/?mibextid=wwXIf

TikTok

• Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth

• Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

#TOYOTAGIVING #THE GIVER

#มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย #ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน