Home Blog

TAIA ชี้ตลาดยานยนต์ทรงตัว จี้รัฐออกมาตรการกระตุ้น

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคาดการณ์ตลาดยานยนต์ยังทรง พร้อมวอนรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องครบวงจร

กรุงเทพฯ 31 มีนาคม 2569 – สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (Thai Automotive Journalists Association : TAJA) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชน (TAIA Meets the Press) ในหัวข้อ “เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” โดยมองแนวโน้มตลาดยานยนต์ปี พ.ศ. 2569 มีแนวโน้มการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่าอาจจะดีขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมี ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เป็นประธาน พร้อมกล่าวปาฐกาถาพิเศษและกล่าวเปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชนในครั้งนี้

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยว่า “ในปี พ.ศ. 2569 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยโดยรวมที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 3.4% โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน และผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และสำหรับตัวเลขรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดผลิตที่ 2 ล้านคัน เติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 4.76 %

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2569 มี ดังนี้

ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569

•การผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกในปี 2569 ยังคงมีสัดส่วนมากกว่าการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับมากกว่า 60% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

•สัดส่วนการผลิตรถยนต์นั่ง xEV มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า HEV BEV และ PHEV ตามลำดับ คาดว่าสัดส่วนของการผลิตรถยนต์นั่ง XEV จะยังคงสัดส่วนมากกว่าการผลิตรถยนต์นั่ง ICE

•ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถกระบะ 1 ตัน ที่สําคัญของโลก และเป็น “Product Champion” ที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเกือบทั้งหมดเป็นรถยนต์กระบ ICE ซึ่งยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศได้ดี

•ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากจากหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของสินเชื่อยานยนต์ที่คงตัวอยู่ในระดับสูง (โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์กระบะ) ส่งผลให้สถานบันการเงินยังคงความเข็มงวดในการปล่อยสินเชื่อต่อไปอีกระยะหนึ่ง และคาดว่าจะทำให้ตลาดรถยนต์กระบะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

•การส่งออกรถยนต์ในปี 2569 มีแนวโน้มคงตัวในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษของประเทศคู่ค้า รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

ความท้าทายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และข้อเสนอแนะ

1.ผลกระทบจากปัญหาสงครามในภูมิภาคตะวันออกลาง

•การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังตะวันออกกลางหยุดชะงัก จากการปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ โดยในปี 2568 ไทยส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึง 200,000 คัน คิดเป็น 21% ของการส่งออกทั้งหมดและเป็นตลาดสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยคาดการณ์ผลกระทบได้คือ

ผลกระทบระยะสั้น

•ภาคอุตสาหกรรมอาจเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ค่าเรือขนส่ง(Freight) ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น

•การขาดแคลนพลังงาน และต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ส่งผลต่อกระบวนการผลิตที่อาจหยุดชะงัก รวมถึงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น

ผลกระทบระยะกลาง – ยาว

•หากสงครามยืดเยื้อ อาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายประเทศต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง

2.มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานเชื้อเพลิงในยานยนต์ใหม่ (New Vehicle Efficiency Standard : NVES) ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งจะมีความเข้มงวดมากขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ผู้ส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยจำเป็นพิจารณารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น HEV PHEV หรือ BEV เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

3.โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับยานยนต์ เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางของโครงสร้างภาษีฉบับใหม่ ทั้งการลดการปล่อย CO2 การติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS รวมถึงการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ

นอกจากนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการต่อภาครัฐ ดังนี้

1.เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง สมาคมฯ ขอให้ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นตลาดรถยนต์ภายในประเทศ เพื่อทดแทนปริมาณรถยนต์ที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันออกกลางได้ รวมถึงมีมาตรการเยียวยาผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม

2.เพื่อเป็นการรักษาตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญของไทยอย่างภูมิภาคออสเตรเลียและโอเชียเนีย สมาคมฯขอให้ภาครัฐหาโอกาสเจรจาเพื่อชะลอหรือผ่อนผัน การบังคับใช้มาตรการ NVES เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมีเวลาปรับตัว

3.มาตรการกระตุ้นยอดขายในประเทศ

3.1. มาตรการระยะสั้น เช่น

3.1.1. มาตรการด้านภาษี : การใช้กลไกการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ การหักค่าใช้จ่ายเงินได้นิติบุคคล สำหรับการซื้อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อจูงใจการซื้อรถยนต์

3.1.2. มาตรการด้านสินเชื่อ : ผ่านการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับกู้ซื้อรถ

3.1.3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ : กระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านงบประมาณประจำปี

3.1.4. มาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐ ให้รวมถึงรถยนต์ XEV ทุกชนิด และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

3.2 มาตรการระยะกลาง – ยาว

3.2.1. มาตรการ สนับสนุนการผลิตภายในประเทศทดแทนการส่งเสริมการนําเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ โดยขอให้มีการกําหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตาม

สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (LOCAL CONTENT) และลดหรือยกเว้นอากรนําเข้าชิ้นส่วนสําคัญสําหรับรถยนต์ไฟฟา xEV ในระยะต้นของการผลิตสําหรับชิ้นส่วนทีไม่มีผู้ผลิตในประเทศไทย

3.2.2. มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยานยนต์

สมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม การเปลี่ยนผ่านของผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ3.2.3.เร่งรัดการเจรจาข้อตกลง FTA โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในการส่งรถยนต์จากประเทศไทย

โดยคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้ จะสามารถกระตุ้นตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ปีนี้ และปีต่อๆ ไป ให้ฟื้นตัวไปสู่ระดับปกติ และดียิ่งขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการมอบรางวัล “TAIA-AIC Traffic Safety Awards 2025” หรือโครงการประกวดมาตรการองค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน โดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้มอบรางวัลให้แก่บริษัทผู้ผลิตยานยนต์จำนวน 12 บริษัท เพื่อเป็นการยกย่องและส่งเสริมว่าบริษัทดังกล่าว ได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม”

นิสสัน เปิดตัว คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

นิสสัน เปิดตัว นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ กับคอนเซปต์ KICKS ON. GAME ON. อิสระใหม่แบบคิกส์ มาพร้อมกับโฉมใหม่ โฉบเฉี่ยว พร้อมเทคโนโลยี ProPILOT เพื่อการขับขี่สนุกเร้าใจ ปลอดภัยเต็มพิกัด

•คอมแพค เอสยูวีที่พัฒนาและผลิตในประเทศไทย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ไลฟ์สไตล์ทันสมัย ด้วยโฉมใหม่สุดโฉบเฉี่ยว มาพร้อมขุมพลัง อี-เพาเวอร์ และ ProPILOT ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง 

•พร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดตัวเริ่มต้นที่ 789,900 บาท และพร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (23 มีนาคม 2569)  นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์คอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด  นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ใหม่โฉบเฉี่ยว พร้อมนวัตกรรมล้ำยุค เครื่องยนต์ อี-เพาเวอร์ ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ProPILOT ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมมอบโปรชั่นพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

มร.โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และอาเซียน กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่น่าภาคภูมิใจของนิสสัน เราได้เปิดตัวรถยนต์เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ รุ่นที่ 4 ซึ่งได้รับการพัฒนา และผลิตขึ้นในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการผลิตในประเทศ และการให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ทันสมัย พร้อมจะเติมเต็มชีวิตให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทางได้อย่างเต็มพิกัด และพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์พิเศษในทุกช่วงเวลาชีวิต”

นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ จะสร้างความประทับใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่ใช้ชีวิตทันสมัย ด้วยคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ติดตั้งเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์ของนิสสัน และรองรับมาตรฐานยูโร 6 ที่เข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งให้ประสบการณ์ประทับใจกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองทันใจ ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ พร้อมจะสร้างความสนุกในทุกเส้นทาง ในแนวคิด “KICKS ON. GAME ON. หรือ อิสระใหม่แบบคิกส์”

“KICKS ON. GAME ON. หรือ อิสระใหม่แบบคิกส์” สะท้อนจิตวิญญาณของ นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ ที่พร้อมปลุกความเร้าใจในทุกการขับขี่ ให้ความมั่นใจที่จะเริ่มต้นทุกการเดินทางด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม และสนุกกับประสบการณ์ที่จะขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า

โฉมใหม่ โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว สะกดทุกสายตา

นิสสัน คิกส์ อี-พาเวอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบให้ทันสมัย โฉบเฉี่ยว และมั่นใจ สะท้อนความปรเาดเปรียว แข็งแกร่ง และพรีเมียมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เปี่ยมพลัง

ด้านหน้า สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ V-Motion ที่เป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน แต่โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสามมิติที่สะดุดตา ไฟหน้าดีไซน์ใหม่เพรียวบางเป็นพิเศษให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างที่ดียิ่งขึ้น ไฟ Daytime Running Lights แบบหางลูกศรที่แยกส่วนกัน 3 เส้น ช่วยเพิ่มลุคทันสมัยและโดดเด่น ฝากระโปรงหน้าที่ยกสูงและกว้าง ช่วยเพิ่มคาแรกเตอร์ที่ทรงพลังและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเพิ่มความน่าสนใจให้ดีไซน์ของตัวรถด้านล่างกับกันชน และซุ้มล้อที่ดูดุดันมากขึ้น

ด้านหลังออกแบบด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายและทันสมัย ช่วยให้ตัวรถดูโดดเด่นแบบมินิมอล ขณะที่ไฟท้ายทรงหกเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์แบบรถ SUV ของนิสสัน ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าจดจำ เห็นชัดสะดุดตาในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะยามค่ำคืน

ห้องโดยสารยุคดิจิทัล ให้ความสดใส พร้อมความสะดวกสบาย

ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ ซึ่งไม่เพียงให้บรรยากาศทันสมัย แต่ยังช่วยให้ใช้งานได้ง่าย จุดเด่นภายในตัวรถ อยู่ที่ Audio Display หน้าจอแสดงผลดิจิทัลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว และ หน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมมาตรวัดความเร็วดิจิทัล เพิ่มความทันสมัย อ่านข้อมูลสำคัญได้สะดวก รวดเร็ว และชัดเจน พร้อมทั้งจัดการระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect ได้ง่ายดายเพื่อการเชื่อมต่อที่ราบรื่นแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto หรือเชื่อมต่อผ่านสาย USB หรือบลูทูธได้สะดวก นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้แอป เลือกเพลง และระบบนำทางได้อย่างสะดวกในทุกเส้นทาง รวมทั้งยังมีที่ชาร์จไร้สาย เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้ตลอดการเดินทาง ห้องโดยสารได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ตั้งแต่แผงคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง ไปจนถึงแผงประตู และช่องแอร์ ทั้งหมดช่วยให้บรรยากาศภายในดูเป็นระเบียบ และใช้งานได้ง่ายขึ้นในทุกจุด พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนังที่มีในทุกรุ่นย่อย เสริมประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสบายให้กับผู้โดยสารด้วยเบาะนั่งแบบ Zero Gravity ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์  ลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกลหรือการขับขี่ในสภาพจราจรหนาแน่น พร้อมบุด้วยวัสดุสังเคราะห์สะท้อนความร้อน ช่วยให้เบาะนั่งสบายแม้ในสภาพอากาศร้อน เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งที่เหมาะสม และรองรับสรีระได้ดีที่สุด เบาะหลังปรับปรุงใหม่ ปรับมุมพนักพิงให้นั่งสบายขึ้น พื้นที่โดยสารที่กว้างขวาง พนักพิงศีรษะขนาดใหญ่ และที่วางแขนตรงกลางพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง  กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นด้านหลังได้อย่างชัดเจนแม้จะมีผู้โดยสารเบาะหลังหรือสัมภาระที่บดบังทัศนวิสัย พื้นที่เก็บสัมภาระจุได้มากถึง 423 ลิตร รองรับกระเป๋าเดินทางหลากหลายขนาดหรือสัมภาระที่ใช้ประจำวันได้อย่างจุใจ

ใหม่ ProPILOT ผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะ พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย Nissan 360 Safety Shield

นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ ให้ความอุ่นใจกับระบบความปลอดภัย และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงมากมาย โดยเฉพาะ ProPILOT ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เป็นเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัตโนมัติ ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 เทคโนโลยี ได้แก่ Intelligent Cruise Control (ICC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า มาพร้อมกับระบบ Stop and Go และ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ช่วยรักษาตำแหน่งรถให้อยู่ในเลน หากรถมีแนวโน้มออกนอกเลน ระบบจะเตือนและประคองรถกลับอย่างนุ่มนวล อีกทั้งยังสามารถหยุดและออกตัวได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระในการขับขี่บนทางด่วนและทางไกล รวมถึงลดความเมื่อยล้าระหว่างเดินทางได้เป็นอย่างดี โดยระบบจะทำงานอย่างต่อเนื่องเมื่อผู้ขับจับพวงมาลัยตลอดเวลา

พร้อมกันนี้ ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ที่ช่วยป้องกันและปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เช่น ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Leading Car Departure Notification – LCDN) จะเตือนผู้ขับขี่เมื่อรถคันหน้าออกตัวแล้วแต่ผู้ขับขี่ยังคงหยุดรถอยู่ ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า (IFCW) ที่ช่วยตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถยนต์ด้านหน้าได้ถึงสองคัน และระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking with Pedestrian Detection (IEB) เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับสายตา Blind Spot Warning ที่ทำงานพร้อมกับเทคโนโลยีป้องกันการชนรถในจุดอับสายตา Intelligent Blind Spot Intervention เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning และระบบ Lane Departure Prevention ระบบเบรคถอยหลังฉุกเฉินอัตโนมัติ Rear Automatic Emergency Braking (RAEB) ระบบตรวจสอบแรงดันลมยางอัตโนมัติ Tire Pressure Monitoring System (TPMS) นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย อาทิ เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถ Rear Cross Traffic Alert (RCTA) มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor พร้อมระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA) และระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เมื่อยล้า Driver Attention Alert (DAA) เพื่อช่วยส่งเสริมการรับรู้ของผู้ขับขี่และยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้น

อี-เพาเวอร์ ขับสนุกเร้าใจแบบรถยนต์ไฟฟ้าแต่ไม่ต้องชาร์จ

เทคโนโลยี อี-เพาเวอร์ ของนิสสันผสานมอเตอร์ไฟฟ้าและอินเวอร์เตอร์ไว้ในชุดเดียว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบ DOHC 12 วาล์วซึ่งรองรับน้ำมันหลากหลายรวมถึง E20 ให้กำลัง 136 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 2.06 kWh ให้การเร่งที่นุ่มนวล ตอบสนองทันใจ เครื่องเดินเงียบ และให้ความรู้สึกขับขี่แบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอกหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่

ระบบ อี-เพดัล สเต็ป (e-Pedal Step) ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ อี-เพาเวอร์ ของนิสสันช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ โดยผู้ขับสามารถเร่งและชะลอความเร็วได้ด้วยแป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว ช่วยให้ควบคุมระยะห่าง เข้าโค้ง ลงทางลาด หรือผ่านลูกระนาดได้อย่างมั่นใจ รวมทั้งยังช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ (Regenerative Braking) ระหว่างการชะลอความเร็ว

เกรด และสี

นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ V, VL และ SV พร้อมสีตัวถังภายนอก 6 สี ได้แก่ สีฟ้า อิเล็กทริก ไซแอน (Electric Cyan) (สีใหม่) สีเกรย์ สกาย เพิร์ล (Gray Sky Pearl) (สีใหม่) สีขาวสตอร์มไวท์ (Storm White) สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) สีเทา กันเมทัลลิก (Gun Metallic) และ สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) และมีตัวเลือก สีภายนอกแบบทูโทนหลังคาดำ สำหรับรุ่น VL และ SV สำหรับผู้ที่ต้องการความโดดเด่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

โทนสีภายในห้องโดยสาร เป็นโทนสีดำ-เทาเข้ม ในทุกรุ่นย่อย และเพิ่มทางเลือกโทนสีฟ้า-เทา Moonstone ที่มอบความรู้สึกหรูหรา ทันสมัย ในเกรด SV

ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ “SAY YES”

นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มตั้งแต่ รุ่น V 839,000 บาท รุ่น VL ราคา 899,000 บาท และรุ่น SV ราคา 929,000 บาท

พิเศษสุดเฉพาะช่วงเปิดตัว นิสสัน เตรียมมอบความคุ้มค่าให้คุณเป็นเจ้าของ นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ ได้ง่ายๆ ด้วยราคาพิเศษในรุ่น V เพียง 789,900 บาท รุ่น VL เพียง 849,900 บาท และรุ่น SV เพียง 899,900 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.49% พร้อมอุ่นใจด้วยการรับประกันที่ครอบคลุม ได้แก่ รับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กม.* รับประกันระบบอี-เพาเวอร์ 5 ปี หรือ 150,000 กม.* และการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** ฟรีประกันภัยชั้น 1 NPP เฉพาะรุ่น VL และ SV** โดยต้องจองรถตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 และออกรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569**

นอกจากการเปิดตัวนิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ ใหม่ แล้ว นิสสัน ยังได้นำรถยนต์หลักทุกรุ่นมาโชว์ในงาน ได้แก่ รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง นิสสัน เซเรน่า อี-เพาเวอร์ สีแคชมียร์ โกลด์ (Beige Cashmere Gold หลังคาดำ) รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด*** รถยนต์ คอมแพคซีดาน นิสสัน อัลเมร่า รถยนต์พรีเมียมเอสยูวี นิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-เพาเวอร์ อี-ฟอร์ซ รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว นิสสัน เซเรน่า และ รถกระบะ ทน พร้อม ลุย นิสสัน นาวารา

เพื่อช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพสูงจากนิสสันได้ง่ายขึ้น นิสสันส่งแคมเปญพิเศษ “SAY YES” ที่มอบข้อเสนอหลากหลายตั้งแต่ดอกเบี้ยต่ำ ดาวน์น้อย ผ่อนสบายนานสุด 84 เดือน ** และข้อเสนอพิเศษเฉพาะรุ่นหลัก ได้แก่ ส่วนลด 100,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับนิสสัน เซเรน่า อี-เพาเวอร์  และ ดอกเบี้ย 0% พร้อมประกันภัยชั้น 1 สำหรับนิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-เพาเวอร์ อี-ฟอร์ซ

*แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

**ขึ้นกับเงื่อนไขของบริษัทฯ

***ค่าสีพิเศษ แคชเมียร์โกลด์ หลังคาดำ 20,000 บาท

ซูซูกิ อัดแคมเปญจัดเต็มรับ Motor Show 2026

ซูซูกิ จัดหนักรับมอเตอร์โชว์ อัดแคมเปญ “FRONX BIG DEAL” เผยโฉม ALL NEW SUZUKI e VITARA รับข้อเสนอพิเศษสุดเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

23 มีนาคม 2569-กรุงเทพมหานคร : นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า “ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยนอกจากจะมองหาความคุ้มค่าและการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันแล้ว ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ด้วยเหตุนี้ ซูซูกิจึงยังคงยึดมั่นในนโยบายการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมยกระดับงานบริการหลังการขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบความมั่นใจและความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่ลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ในปีนี้ ซูซูกิได้ยกทัพยนตรกรรมมาจัดแสดง โดยนำเสนอไฮไลต์สำคัญอย่าง ALL NEW SUZUKI FRONX สปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุดที่พร้อมตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างลงตัว พร้อมด้วยการเผยโฉม ALL NEW SUZUKI e VITARA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเปี่ยมประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งานจริงในยุคปัจจุบันให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

ALL NEW SUZUKI FRONX ถือเป็นยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวีที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งล่าสุดได้สร้างความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัล “THE YOUNG ICONIC SUV AWARD” จากเวทีรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี Car of the Year 2026 เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงภาพลักษณ์อันโดดเด่นรวมถึงประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

ALL NEW SUZUKI FRONX มาพร้อมขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ที่มีความทนทานและบำรุงรักษาง่าย มีให้เลือกทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ K15C ที่มาพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ (DUALJET) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี  และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มอบสมรรถนะในการขับขี่ที่คล่องตัว พร้อมระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน อุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง และเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ซึ่งประกอบไปด้วย

ระบบความปลอดภัยครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT 

• ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBSII)

• จอแสดงข้อมูล Head-up display (HUD)

• ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)

• ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)

• ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)

• ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)

• ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning

• ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)

• ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)

• ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)

• กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor

• เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

ALL NEW SUZUKI FRONX มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 689,000 บาท มาพร้อมหลากหลายเฉดสีทั้งสีมาตรฐานและเฉดสีทูโทน นอกจากนี้ ซูซูกิ ได้จัดแคมเปญพิเศษ “FRONX BIG DEAL” สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ที่จองตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 10 เมษายน 2569 รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

•อัตราดอกเบี้ย 0% สําหรับลูกค้าดาวน์เริ่มต้น 25% ผ่อนสูงสุด 48 งวด

•หรือ เลือกรับ บัตรเงินสดเติมน้ำมัน หรือ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่า 50,000 บาท ฟรี !

•หรือ เลือกรับ ฟรี SUZUKI FRONX MAINTENANCE PACKAGE 7 ปี พร้อม ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.29%

•ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

อีกหนึ่งรุ่นที่ซูซูกินำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้คือ ALL NEW SUZUKI e VITARA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวเพื่อตอบรับกระแสความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มองหาความหลากหลายในยนตรกรรมพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ALL NEW SUZUKI e VITARA พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่ผสมผสานสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานตามเอกลักษณ์ของซูซูกิ เข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ALLGRIP-e เทคโนโลยีเฉพาะที่ช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้าและล้อหลังอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมมอบเสถียรภาพการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพผิว สามารถรองรับการชาร์จไฟทั้งแบบกระแสสลับ และการชาร์จเร็วด้วยกระแสตรง เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานสูงสุด

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเผยโฉม ALL NEW SUZUKI e VITARA ในงานนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยคุณภาพอันเป็นมาตรฐานสากลและดีไซน์ที่โดดเด่น จะทำให้รถรุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างน่าสนใจ”

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์หลักแล้ว ซูซูกิยังนำรถยนต์รุ่นอื่นๆ มาจัดแสดง พร้อมกับแคมเปญและข้อเสนอพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอดขายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

SUZUKI XL7 รถยนต์ Multi-Dynamic Crossover ที่ออกแบบห้องโดยสารมาเพื่อความสะดวกสบายรองรับผู้โดยสารด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ผสานการทำงานกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle โดยมีระบบ ISG (Integrated Starter Generator) เข้ามาช่วยเสริมแรงบิดในช่วงออกตัวและเร่งแซง ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ช่วยเพิ่มกำลังการทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ตัวถังใช้เหล็กกล้า High-Tensile และโครงสร้าง TECT เหล็กกล้าน้ำหนักเบามีความแข็งแรงทนทาน พร้อมระบบ NVH ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกและแรงสั่นสะเทือนขณะขับขี่ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า ให้การทรงตัวที่ดีเยี่ยม พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน รองรับสภาพถนนทั้งในเมืองและนอกเมืองก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจ โดยมีราคาจำหน่ายที่ 799,000 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษรับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อม ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ  7,946 บาท

SUZUKI XL7 BLACK EDITION ยนตรกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความสปอร์ตและความเร้าใจ โดยเน้นบุคลิกที่ดุดันและแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน หัวใจหลักคือการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ใหม่ผ่านการดีไซน์เน้นโทนสีดำสู่ความเข้มขรึมที่ลงตัว ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวรถยนต์ดูทรงพลัง แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร อาทิ ไฟหน้า LED และ Day Time Running Light ตกแต่งสีดำ กระจังหน้าสีดำ  ชุดตกแต่งกันชนด้านหน้าและด้านหลังสีดำ ชุดตกแต่งสเกิร์ตด้านข้างสีดำ  ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยสีดำ มือจับประตูด้านนอกสีดำ ไฟท้าย LED แบบ Light Guides ตกแต่งสีดำ วัสดุตกแต่งประตูท้ายสีดำ และราวหลังคาสีดำ ฟังก์ชันการใช้งานในสไตล์ Multi-Dynamic Crossover ให้พร้อมสำหรับในทุกการเดินทาง ในราคาจำหน่ายเริ่มต้น 835,000 บาท พร้อมข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 8,304 บาท

SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ที่ครองใจผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจ SME มาอย่างยาวนาน ด้วยจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นที่สามารถดัดแปลงและต่อยอดให้เข้ากับทุกรูปแบบธุรกิจได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ Goods Truck หรือ Service Truck เปรียบเสมือนพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความสำเร็จร่วมกับผู้ใช้งานด้วยความจริงใจ ด้วยราคาจำหน่ายเพียง 395,000 บาท ประกอบกับความอเนกประสงค์และความคุ้มค่าในการลงทุน ทำให้ SUZUKI CARRY เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจด้วยงบประมาณที่จำกัด แต่ต้องการรถที่มีมาตรฐานและความทนทานสูง โดยในงานนี้ ซูซูกิได้นำเสนอแคมเปญพิเศษเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น ดังนี้

•เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง มูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท

•หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้นเพียง 1.99% นาน 60 เดือน

•หรือ เลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้น เพียงวันละ 222 บาท

•พร้อมรับฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง SUZUKI CARRY เวอร์ชันตกแต่งพิเศษในสไตล์ Camping ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถของลูกค้าที่ใช้งานจริงจากเพจ Beyond Travel เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความอเนกประสงค์ที่ไร้ขีดจำกัด ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสร้างรายได้สำหรับ SME เท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความสุขเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดแสดงครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ต้องการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรูปแบบธุรกิจหรือไลฟ์สไตล์ที่เป็นรูปธรรม โดยเน้นความคุ้มค่าและความยืดหยุ่นในการใช้งานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการอย่างแท้จริง

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพควบคู่ไปกับงานบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม การตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วและจริงใจ คือพันธกิจสำคัญที่สะท้อนถึงความใส่ใจที่เรามีให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่มอบความไว้วางใจในแบรนด์ซูซูกิเสมอมา ความมุ่งมั่นนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของซูซูกิในประเทศไทย ที่พร้อมจะเติบโตและอยู่เคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านงานบริการ ปัจจุบันซูซูกิมีเครือข่ายโชว์รูมครอบคลุม 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานอีก 44 แห่ง นอกจากนี้ ยังยกระดับความสะดวกสบายด้วยบริการ “Mobile Service” ดูแลเช็กระยะและบำรุงรักษาพื้นฐานนอกสถานที่ รวมถึงการเร่งขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อทำงานควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่รวดเร็วและทั่วถึงยิ่งขึ้นในทุกพื้นที่

ทั้งหมดนี้คือการดำเนินงานภายใต้แนวคิด ‘SUZUKI Cause We Care เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิต พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจยนตรกรรมจากซูซูกิ สามารถเข้าเยี่ยมชมและสัมผัสรถยนต์ทุกรุ่นได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี หรือรับข้อเสนอพิเศษเดียวกันนี้ได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

บีวายดี – เรเว่ เปิดตัวรถยนต์ใหม่ถึง 4 รุ่นรวด ในงาน Motor Show 2026

บีวายดี ประเทศไทย จับมือ เรเว่ ออโตโมทีฟ สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของวงการยานยนต์ ครั้งแรกของโลก! กับการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ถึง 4 รุ่นพร้อมกัน ภายใต้แบรนด์ BYD พร้อมจัดทัพรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 40 คัน ร่วมสร้างปรากฏการณ์แห่งอนาคต

•บีวายดี ประเทศไทย และเรเว่ ออโตโมทีฟ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เปิดตัวทัพยนตรกรรมพลังงานใหม่ล่าสุดพร้อมกันถึง 4 รุ่น ภายใต้แบรนด์ BYD ครอบคลุมทั้งขุมพลัง EV และ PHEV เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีเรเว่ ออโตโมทีฟ เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนการจัดจำหน่าย

•ยนตรกรรมรุ่นล่าสุดนำโดย BYD ATTO 1, BYD ATTO 2, BYD SEAL 6 และ BYD SEALION 5 DM-i พร้อมตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยทัพยานยนต์จาก BYD และ DENZA รวมกว่า 40 คัน ที่ยกขบวนนวัตกรรมมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิดที่บูธบีวายดี

•สัมผัสข้อเสนอสุดพิเศษจาก เรเว่ ออโตโมทีฟ อาทิ ‘2026 Motor Show Guarantee Campaign’ และ ‘แพ็กเกจการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน’ (Lifetime Warranty) ในราคาสุดพิเศษที่จัดมาเพื่อลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ออโตโมทีฟ ประกาศศักยภาพความยิ่งใหญ่ในงาน Motor Show 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลกด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่รุ่นล่าสุดพร้อมกันถึง 4 รุ่น ภายใต้แบรนด์ BYD เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือกับ เรเว่ ออโตโมทีฟ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายอย่างเป็นทางการ ยนตรกรรมที่เปิดตัวในครั้งนี้เป็นรถยนต์ ที่พร้อมออกจำหน่ายจริงเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ ด้วยนวัตกรรมล่าสุดและอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน มุ่งมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย นอกจากนี้ ภายในพื้นที่จัดแสดงของ BYD และ DENZA ทุกท่านจะได้สัมผัสกับทัพยนตรกรรมพลังงานใหม่รุ่นล่าสุดอย่างใกล้ชิด รวมทั้งสิ้นกว่า 40 คัน ที่ยกขบวนมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของ บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ออโตโมทีฟ ในการส่งมอบตัวเลือกที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

นายเค่อ ยูบิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บีวายดี ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมล้ำสมัยที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน การเปิดตัวทัพรถยนต์พลังงานใหม่พร้อมกันถึง 4 รุ่นในงาน Motor Show 2026 ครั้งนี้ คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่และบทพิสูจน์ถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยีระดับโลกของเรา ไม่ว่าจะเป็น Blade Battery ตลอดจนเทคโนโลยี DM-i SUPER PHEV ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในศักยภาพของตลาดประเทศไทย และพร้อมที่จะเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทยผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนในระยะยาว”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ ภาคภูมิใจที่จะประกาศว่า เราคือบริษัทยานยนต์รายแรกของประเทศไทย ที่เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่พร้อมกันถึง 4 รุ่น ภายใต้แบรนด์ BYD โดยแต่ละรุ่นมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงประเภทตัวถังที่แตกต่างกัน ครอบคลุมทั้ง Hatchback, SUV และ Sedan ทั้งยังมีให้เลือกทั้งขุมพลัง EV และ PHEV พร้อมเสริมความแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ BYD และ DENZA เรามั่นใจว่าไม่ว่าท่านจะมองหารถยนต์แบบใดอยู่ จะมีคำตอบที่ใช่ซึ่งพร้อมตอบทุกความต้องการอันหลากหลายของท่าน อยู่ที่บูธของ เรเว่”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เหตุผลที่ เรเว่ เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่พร้อมกันถึง 4 รุ่นภายใต้แบรนด์ BYD มิใช่เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกยานยนต์ใหม่ ให้กับผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหนทางของการก้าวสู่ความยั่งยืน จากการลดการสร้างมลพิษและใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ซึ่งเกิดจากประชากรรถยนต์ EV และ PHEV จาก BYD ที่มากขึ้นบนถนนไทย นอกจากนั้น ในงานยังมีทัพนวัตกรรมยานยนต์จาก BYD และ DENZA ซึ่งมากด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพ การันตีด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยม Thailand Car of The Year 2026 ทั้ง 8 สาขา มาให้ทุกท่านสัมผัสอีกด้วย”

เปิดตัวครั้งแรกของไทย 4 รุ่นยานยนต์พลังงานใหม่จาก BYD

-BYD ATTO 1 รถยนต์ไฟฟ้า Urban-Hatchback สำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ขับขี่คล่องตัวด้วยรัศมีวงเลี้ยวแคบ 4.95 เมตร ขนาดกะทัดรัดแต่ห้องโดยสารกว้างขวาง จากระยะฐานล้อที่กว้างถึง 2,500 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า กำลังสูงสุด 55 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 38.8 kWh ขับขี่ได้ไกลสุด 380 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ รองรับ DC Charging สูงสุด 40 kW มั่นใจในอีกระดับของความปลอดภัย กับโครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็ก High Strength Steel ในสัดส่วน 61% และเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง

-BYD ATTO 2 รถยนต์ไฟฟ้า Lifestyle SUV เพื่อการใช้งานในทุกวัน โดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ Möbius Ring สื่อถึงนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมล้ออัลลอยที่ออกแบบ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ขนาด 17 นิ้ว ห้องโดยสารมาพร้อมเรือนไมล์ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว และ หน้าจอสัมผัสมัลติมีเดียขนาด 12.8 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตร มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 51.13 kWh ขับขี่ได้ไกลสุด 410 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ ปลอดภัยทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือขับขี่ขั้นสูง อย่างระบบช่วยการเตือนชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง

-BYD SEAL 6 รถยนต์ไฟฟ้า Comfort Premium Sedan ที่ผสานความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่อย่างลงตัว เผยความโฉบเฉี่ยวผ่านดีไซน์ด้านหน้า Dragon Face และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุที่คัดสรรเป็นพิเศษ มาพร้อมหลังคา Panoramic Sunroof และเบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า สมรรถนะเหนือชั้นกับขุมพลัง EV มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 56.64 kWh ขับขี่ได้ไกลสุด 485 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ ลดความเหนื่อยล้าจากการขับด้วย นวัตกรรมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และกล้องมองภาพรอบคัน 360°

-BYD SEALION 5 DM-i นิยามใหม่ของ SUV PHEV พร้อมเทคโนโลยี DM-i SUPER PHEV ที่คุ้มค่าเกินราคา ด้วยขุมพลัง PHEV ที่ตอบสนองในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเต็มประสิทธิภาพ และมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ทั้งระบบให้กำลังรวมสูงสุด 155 กิโลวัตต์ แรงบิดรวมสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ผนวกกับ BYD Blade Battery ขนาด 18.3 kWh ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทางสูงสุด 110 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ รองรับ DC Charging สูงสุด 18 kW และ วิ่งไกลสูงสุดถึง 1,200 กม. ต่อการชาร์จและน้ำมันเต็มถัง* ห้องโดยสารพรีเมียมกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน ด้วยดีไซน์และวัสดุคุณภาพสูง พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ทั้งยังมั่นใจกว่าด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่รอบด้าน

สัมผัสยนตรกรรมแห่งอนาคตกับ SUV 2 รุ่นล่าสุดจาก DENZA

-DENZA B3 รถยนต์ SUV ขนาดกลาง รูปทรง Boxy ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และพร้อมผจญภัยในทุกสภาพเส้นทางในคันเดียวกัน ด้วยดีไซน์ล้ำอนาคตพร้อมที่เก็บสัมภาระรอบคัน ให้ภาพลักษณ์แข็งแกร่งและพรีเมียม พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง EV ทรงพลัง มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวมสูงสุด 310 กิโลวัตต์ ผสานกับ BYD Blade Battery ขนาด 72 กิโลวัตต์ – ชั่วโมง ขับขี่ได้ไกลสุด 501 กิโลเมตร (CLTC) มั่นใจทุกเส้นทางกับระบบช่วงล่างอัจฉริยะ DiSus-C และ ยังมีเทคโนโลยี CTB ผสานแบตเตอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวถัง เพิ่มความแข็งแรง และเสถียรภาพในทุกการขับขี่

-DENZA B8 รถยนต์ Off-Road D-SUV ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่แบบ Off-Road เข้ากับความหรูหรา พร้อมนำแนวคิด ‘กุญแจแห่งการเปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งอนาคต’ มาใช้ในการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน พร้อมขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง PHEV แบบ DMO (Dual Mode Off-road) ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ ขนาด 2.0T ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวมกัน 550 กิโลวัตต์ โครงสร้างเป็นแบบ CTC หรือ Cell to Chassis ติดตั้งแบตเตอรี่ไว้ภายในโครงสร้าง Chassis Frame เพิ่มการปกป้องให้แบตเตอรี่ และแกร่งกว่ารถยนต์ที่มีพื้นฐานแบบ Body on Chassis ทั่วไป

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยทัพรถยนต์ BYD และ DENZA ดีกรีรางวัล Thailand Car of the Year 2026 ครบทั้ง 8 รุ่น

-BYD DOLPHIN การันตีคุณภาพด้วยรางวัล THE MOST POPULAR HATCHBACK EV ยนตรกรรมแฮตช์แบ็กไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว โดดเด่นในรุ่น Extended ด้วยหลังคากระจกพาโนรามิกและระยะทางวิ่งสูงสุด 490 กิโลเมตร* ขณะที่รุ่นเริ่มต้นมอบความคุ้มค่าด้วยหน้าจอสัมผัสปรับหมุนไฟฟ้า 12.8 นิ้ว และระบบความปลอดภัยครบครัน โดย BYD DOLPHIN มีราคาเริ่มต้นเพียง 549,900 บาท

-BYD SEAL 5 DM-i การันตีคุณภาพด้วยรางวัล BEST PLUG-IN HYBRID SEDAN UNDER 1,500 CC ยืนหนึ่งในกลุ่มซีดานขุมพลัง DM-i Super PHEV ที่โดดเด่นด้วยการใช้เชื้อเพลิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ มอบอัตราประหยัดสูงสุดถึง 28.6 กิโลเมตรต่อลิตร* แม้ในช่วงสถานะแบตเตอรี่ต่ำ (Low SOC) ห้องโดยสารกว้างขวางด้วยระยะฐานล้อยาวสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน BYD SEAL 5 DM-i ให้คุณเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 599,900 บาท

-BYD SEALION 6 DM-i (รุ่น Premium) ยนตรกรรม SUV เจ้าของรางวัล BEST PLUG-IN HYBRID SUV UNDER 1,500 CC ที่ผสานอัจฉริยะแห่งขุมพลัง DM-i Super PHEV เข้ากับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงได้อย่างลงตัว มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 18.3 kWh มอบอิสระในการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลสูงสุดถึง 104 กิโลเมตร* ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้อย่างประหยัดและไร้มลพิษ พร้อมรองรับการเดินทางไกลอย่างไร้กังวลด้วยระบบไฮบริดที่ชาญฉลาด ให้การตอบสนองที่ฉับไว มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบและนุ่มนวลในแบบฉบับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง โดย BYD SEALION 6 DM-i พร้อมให้คุณสัมผัสในราคาเริ่มต้นเพียง 859,900 บาท

-BYD SEAL ยนตรกรรมสปอร์ตซีดานไฟฟ้า เจ้าของรางวัล BEST MID–SIZE SEDAN EV (RWD) โดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับเคลื่อนล้อหลังที่มอบความเร้าใจในทุกเส้นทาง ผสานความหรูหราเหนือระดับด้วยหลังคากระจกพาโนรามิก 2 ชั้น เคลือบสาร Silver-Plated ช่วยกรองแสงและลดความร้อนสู่ห้องโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนความประณีตด้วยหัวเกียร์คริสตัล (Crystal Shifter) และดื่มด่ำกับสุนทรียภาพตลอดการเดินทางด้วยเครื่องเสียง DYNAUDIO 12 ลำโพง ด้านสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง ให้พละกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 7.5 วินาที พร้อมมอบอิสระในการเดินทางด้วยระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 510 กิโลเมตร* โดย BYD SEAL พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในราคาเริ่มต้นเพียง 989,900 บาท

-BYD ATTO 3 เจ้าของรางวัล BEST SELLING SUV EV รถยนต์ SUV ขุมพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสะสมสูงสุด ครบครันด้วยหลังคาซันรูฟพาโนรามิก เปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งยังมีหน้าจอสัมผัสปรับหมุนไฟฟ้าขนาด 15.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับลำโพง 8 ตำแหน่ง สะดวกสบายกับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย และแท่นชาร์จไร้สาย ทั้งยังมั่นใจในทุกการขับกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 60.48kWh ขับได้ไกลสุด 480 กิโลเมตร* BYD ATTO 3 มีราคาเริ่มต้นที่ 669,900 บาท

-BYD M6 เจ้าของรางวัล BEST STATION WAGON EV รถยนต์ STATION WAGON ขุมพลังไฟฟ้าที่ดีที่สุด พัฒนาขึ้นการใช้งานของสมาชิกทุกคนในครอบครัว มีให้เลือกทั้งรุ่น 6 และ 7 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ โดดเด่นด้วยนวัตกรรม BYD Blade Battery ขนาด 71.8 kWh ขับขี่ได้ไกลสุดเป็นระยะทาง 530 กิโลเมตร* และยังมีเทคโนโลยี VtoL สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าออกนอกรถได้ BYD M6 มีราคาเริ่มต้นที่ 859,900 บาท

-BYD SEALION 7 การันตีคุณภาพด้วยรางวัล BEST MID-SIZE SUV EV (RWD) ยนตรกรรม SUV ไฟฟ้าขนาดกลางที่สะท้อนความสง่างามผ่านงานออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ระดับโลก Wolfgang Egger พร้อมปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ด้วยสมรรถนะมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังอันทรงพลัง ให้กำลังสูงสุด 380 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 690 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ได้อย่างฉับไวเพียง 6.7 วินาที มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยี BYD Blade Battery ขนาด 82.5 kWh ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ไกลสูงสุดถึง 567 กิโลเมตร* โดย BYD SEALION 7 พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในราคาเริ่มต้นเพียง 1,199,900 บาท

-DENZA D9 ครองตำแหน่ง THE MOST VALUABLE MPV EV ยนตรกรรม MPV ไฟฟ้าสุดหรูที่มอบความคุ้มค่าเหนือระดับ มาพร้อมทางเลือกใหม่กับสีตัวถัง Titanium Grey เสริมรูปลักษณ์ให้ดูสง่างามยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ Streamlined Waistline ภายในตกแต่งอย่างประณีตด้วยเบาะหนัง Nappa พร้อมนวัตกรรมอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตู้เย็น Built-in และเครื่องเสียงระดับ Hi-Fi จาก Dynaudio 14 ลำโพง ที่มอบความสุนทรีย์ตลอดการเดินทาง ขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลด้วย BYD Blade Battery ขนาด 103.36 kWh มอบระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 600 กิโลเมตร* เพื่อประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง โดย DENZA D9 มีราคาเริ่มต้นที่ 1,949,900 บาท

ทั้งนี้ ยนตรกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคตจาก BYD และ DENZA พร้อมให้ทุกท่านสัมผัสและทดลองขับอย่างใกล้ชิดแล้ววันนี้ ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (The 47th Bangkok International Motor Show) ณ บูธหมายเลข A16 และ A18 อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

ติดตามข่าวสารและทุกความเคลื่อนไหวของแบรนด์ได้ที่:

•       Official Facebook Page: BYD RÊVER Thailand และ DENZA RÊVER Thailand

•       LINE Official Account: @BYDTHAILAND

•       WeChat Official Account: BYDAsiaPacific

หมายเหตุ :

*เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ

ฮอนด้า อัดโปรตะลึง ตรึงราคา ในงาน Motor Show 2026 และโชว์รูมทั่วไทย

ฮอนด้า” จัดเต็มทุกมิติการขับเคลื่อน ในงาน Motor Show 2026 ครบครันด้วยไลน์อัปผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าโค้งสุดท้าย โปรตะลึง ตรึงราคา จองภายใน 6 เม.ย. 2569 ที่งานและโชว์รูมทั่วประเทศ

ฮอนด้า โดยบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผนึกกำลังจัดเต็มไลน์อัปผลิตภัณฑ์ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products) จัดแสดงให้สัมผัสที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ The 47th Bangkok International Motor Show ภายใต้แนวคิด “Activating Life’s Next Move” ถ่ายทอดการขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิตสู่ก้าวที่เหนือกว่า ผ่านพื้นที่จัดแสดง 4 โซน เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่พร้อมตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์

ไฮไลต์รถยนต์ฮอนด้า นำโดยการเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda e:N2 รถ SUV ไฟฟ้า 100% ในราคา 1,429,000 บาท พร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษ! กับ การจัดแสดง Honda Prelude สปอร์ตคูเป้ระดับตำนานเจเนอเรชันที่ 6 ที่มาพร้อมขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด S+ Shift ให้เหล่าสาวกฮอนด้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อีกทั้งโชว์รถต้นแบบ Honda Super EV Concept รถ EV ขนาดเล็กที่ออกแบบเพื่อมอบความสนุกในการขับขี่ ให้ลูกค้าได้สัมผัสคันจริงเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น พร้อมด้วยรถยนต์ในไลน์อัปฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid ที่ขนทัพมาครบครันครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ห้ามพลาด! โค้งสุดท้ายกับแคมเปญพิเศษ “Honda โปรตะลึง ตรึงราคา! พลัสเพิ่มความคุ้มแบบจึ้งใจ” สำหรับรถยนต์ฮอนด้า พบกับหลากหลายข้อเสนอสุดคุ้ม* ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นที่ 0% พร้อม Honda Exclusive Care 5 ปี หรือ Double Smile Plus ผ่อนเบา ดาวน์สบาย รวมถึงรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ* มูลค่า 50,000 – 85,000 บาท เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การผนึกกำลังอย่างต่อเนื่องของฮอนด้าในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์และคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า ผ่านการผสานจุดแข็งของฮอนด้าในทุกมิติ สู่การนำเสนอโซลูชันด้านการขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทุกสถานการณ์ ครอบคลุมทุกช่วงชีวิตอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มอบความตื่นเต้นในการใช้งานในชีวิตประจำวัน และสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงได้อย่างลงตัว โดยไฮไลต์ของรถยนต์ฮอนด้า คือการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda e:N2 รถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากยอดจองสิทธิ์กว่า 2,500 สิทธิ์ (ยอดจองสิทธิ์ ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569) รวมถึงการจัดแสดง Honda Prelude และ Honda Super EV Concept โดยฮอนด้าจะยังคงเดินหน้านำเสนอไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง”

โดยในงาน Motor Show 2026 ฮอนด้า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างอิสระผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ผ่านการจัดแสดงทั้ง 4 โซนหลักภายในบูท แบ่งเป็น

-โซน Smart Life อัปเกรดชีวิตให้สมาร์ทอีกขั้น กับไลน์อัปกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ที่พร้อมขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าในทุกวันอย่างมั่นใจ โดยไฮไลต์ผลิตภัณฑ์ นำโดยการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ “Honda e:N2” รถเอสยูวี EV100% รุ่นล่าสุดของฮอนด้า ด้วยราคา 1,429,000บาท ดีไซน์สปอร์ตเฉียบคม จัดเต็มเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมเปิดมิติใหม่ให้ชีวิตคุณ

พิเศษ! กับการจัดแสดง“Honda Super EV Concept” รถ EV ขนาดเล็กในกลุ่ม A-segment ที่ออกแบบเพื่อเน้นความสนุกในการขับขี่ และสาวกฮอนด้าห้ามพลาด! กับ “Honda Prelude” สปอร์ตคูเป้ระดับตำนานเจเนอเรชันที่ 6 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด S+ Shift พร้อมปลุกสัญชาตญาณการขับขี่แบบสปอร์ตอย่างแท้จริง

ในส่วนของผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ นำโดย “Honda WN7” จักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Naked รุ่นแรกในซีรีส์ “FUN Category” ที่คว้ารางวัล Gold Award ประเภทการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Concept) จากเวทีประกวดงานดีไซน์ระดับโลก iF Design Award ประจำปี 2026 มาให้ประเทศไทยยลโฉมเป็นครั้งแรก

-โซน Urban Life ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างคล่องตัวไปกับจังหวะของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง นำโดย “Accord e:HEV” รถซีดานครอบครัวพรีเมียมที่หลอมรวมความสะดวกสบายเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ “HR-V e:HEV” ไฮบริด SUV ยอดนิยม มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัว ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ รวมถึงรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่นที่พร้อมโลดแล่นไปสู่ทุกจุดหมายของเมืองได้อย่างอิสระ นำเสนอ “New Honda SCOOPY x Cinnamoroll Limited Edition” ที่เผยโฉมความป๊อปสุดเทรนด์เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดจอง 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยฮอนด้าบิ๊กไบค์ “New Honda Rebel 1100” สีเทาใหม่ Pearl Deep Mud Grey และครั้งแรกของ CUB House x Over Racing ที่แต่งเติมความซิ่งแบบต้นตำรับกับของแต่งมาตรฐานความเท่จากญี่ปุ่น ในรุ่น Dax125 และ CT125 พร้อมเสริมความลิมิเต็ดด้วย “New Honda Monkey FTR Limited Edition” ที่เปิดรับจองเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์เท่านั้น

โซน Life Explorer ปลดล็อกทุกอิสระแห่งการเดินทาง ให้คุณออกไปค้นหาตัวตนที่ใช่และสนุกกับการออกผจญภัยในทุกเส้นทางอย่างไร้ขีดจำกัด นำโดยไฮไลต์ “CR-V e:HEV” SUV ฟูลไฮบริดสำหรับครอบครัว ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมด้วยไลน์อัป “HuNT Series” ที่อัปลุค SUV ยอดนิยมของฮอนด้า 2 รุ่น ได้แก่ HR-V e:HEV และ CR-V e:HEV ด้วยชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน ด้านรถจักรยานยนต์เผยโฉม “New Honda Forza350” โทนสีใหม่ Matte Boulevard  สีดำ-แดง เสริมภาพลักษณ์ Sport Luxury ที่สุดในคลาส ตามมาด้วย “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” มาพร้อม Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะเจ้าแรก พร้อมด้วยไลน์อัปฮอนด้าบิ๊กไบค์ นำโดย “New Honda Africa Twin” ระบบ DCT และ MT กราฟิกลวดลายใหม่สี Tri-Color ปิดท้ายด้วย “New Honda GOLDWING” สีใหม่ Pearl Deep Mud Gray และ Gunmetal Black Metallic

-โซน Life Passion ขับเคลื่อนตัวตนด้วยสไตล์ ให้ทุกเส้นทางมีความหมายกว่าที่เคย พบกับไฮไลต์ “Honda City e:HEV THE BLACK OUTSHINE” ซิตี้คาร์ไฮบริดซีดานรุ่นแต่งพิเศษที่อัปลุคสปอร์ต สะท้อนความเท่และความแอกทีฟอีกขั้น ด้านฮอนด้าบิ๊กไบค์ พร้อมนำเสนอโมเดลความสปอร์ตขั้นสุด ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Honda E-Clutch ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สะดวกและเร้าใจยิ่งขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของได้ภายในงาน

ห้ามพลาด สำหรับแฟนฮอนด้า! กับโซนพิเศษที่รวบรวมอุปกรณ์และไอเท็มชุดแต่งและคอลเล็กชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่

•โมดูโล (Modulo) อุปกรณ์ตกแต่งแท้จากฮอนด้าที่ขนหลากหลายไอเท็มมาให้เลือกช็อป ตอบโจทย์ทั้งสายสปอร์ตที่เน้นดีไซน์ และสายอเนกประสงค์ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน

•ต่อเนื่องความเร้าใจสำหรับสายมอเตอร์สปอร์ต ด้วยไอเท็มจาก HRC (Honda Racing Corporation) หน่วยงานฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของฮอนด้า ให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมชมตัวอย่างเสื้อผ้าดีไซน์พิเศษ พร้อมจับจองสติกเกอร์ HRC Tricolor ได้ภายในโซนจัดแสดงฯ

•ไฮไลต์การ collaboration ครั้งแรก! Honda x HOMEBOY “DREAMS UNBOXED” ที่จะพาทุกคนออกไปฝันนอกกรอบ ผ่านการนำยนตรกรรมระดับไอคอนิกที่ครองใจคนรุ่นใหม่ทุกยุคสมัยอย่าง Honda NSX, Prelude และ Civic Type R ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าแฟชั่นไอเท็มสุดคูล ให้คุณได้สัมผัสความพิเศษได้เฉพาะภายในงานเท่านั้น

ลูกค้าที่สนใจ ห้ามพลาด! พบกันที่บูทฮอนด้า (A22 และ M1) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (The 47th Bangkok International Motor Show) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษเดียวกันทั้งในงานและโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมทั้งในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

-เว็บไซต์:  www.honda.co.th

-Facebook Official Account: Honda Thailand

-LINE Official Account: @honda-thailand

หมายเหตุ :

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

ไฮไลต์รถยนต์ฮอนด้า ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

Honda e:N2

Honda e:N2 รถเอสยูวีไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัป xEV ของฮอนด้าให้แข็งแรงขึ้น เปิดราคาและจำหน่ายอย่างเป็นทางการด้วยราคา 1,429,000 บาท โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตเอสยูวีท้ายลาดแบบ Fastback พร้อมเส้นสายเฉียบคม ห้องโดยสารกว้างขวาง ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัย พัฒนาบนแพลตฟอร์มขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า e:N Architecture F ประสิทธิภาพสูง ที่มาพร้อมการปรับจูนการตอบสนองของอัตราเร่งอย่างเหมาะสม มอบการขับขี่ที่มั่นใจ นุ่มนวล และควบคุมง่าย ตอบสนองเร็วทันใจด้วยกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์หรือ 204 แรงม้า (PS) ให้แรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

จัดเต็มหลากหลายฟีเจอร์ที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! อาทิ

•ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! กระจกด้านหลังแบบ Privacy

•ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! กระจกที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังแบบกันเสียง

•ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! น้ำหอมอโรมา (Aroma Diffuser)

•ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! กระจกมองหลังแบบกล้องพร้อมปรับลดแสงอัตโนมัติ

•ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! ถุงลมกลางด้านหน้า

พร้อมไฮไลต์ฟังก์ชันการใช้งานอื่นๆ อาทิ

•ใหม่! เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ

•เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง

•ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้

•ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง เติมเต็มทุกการเดินทางด้วยสุนทรียะแห่งดนตรี

•ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย

•ช่องเชื่อมต่อ USB Type-C 4 ตำแหน่ง

•ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT

•ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster

•แผ่นกรองอากาศกรองฝุ่น PM 2.5

•ระบบแสดงระดับฝุ่น PM 2.5

อีกทั้งจัดเต็มหลากหลายเทคโนโลยีความปลอดภัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ อาทิ

•เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครอบคลุม 6 ฟังก์ชันการใช้งาน

•ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information: BSI)

•ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM)

•ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS)

•เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด

•มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 9.4 นิ้ว

•ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head Up Display: HUD) ขนาด 11.5 นิ้ว

•ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake: EPB)

•ระบบ Auto Brake Hold

มาพร้อมทางเลือกสีภายนอก 3 สี พร้อมภายในห้องโดยสารสีทูโทน (เทา/ดำ) ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม

-สีเทาเออร์เบิน (มุก)

-สีดำคริสตัล (มุก)

-สีใหม่! สีขาวไดมอนด์ดัสต์ (มุก) เพิ่ม 4,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษ สำหรับ Honda e:N2 เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 – 6 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

-ดอกเบี้ย 1.54%* สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) หรือดอกเบี้ย 1.69%* สำหรับลูกค้าทั่วไป

-ฟรีประกันภัยชั้น 1 (1 ปี)

-ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

-ขยายการรับประกันแบตเตอรี่ EV และระบบขับเคลื่อน EV ทั้งระบบ เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 160,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

-ฟรีโฮมชาร์จเจอร์พร้อมบริการติดตั้งและสายชาร์จแบบพกพา

เซอร์ไพรส์พิเศษ! จัดแสดงไฮไลต์รถยนต์ 2 รุ่น Honda Prelude และ Super EV Concept ที่เดียวในไทย

Honda Prelude

สปอร์ตคูเป้ในตำนานของฮอนด้าที่เคยสร้างชื่อจากการผสานดีไซน์หรู ความแรง และความสนุกในการขับขี่ไว้ในคันเดียว กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชันที่ 6 กับขุมพลังไฮบริด e:HEV พร้อมบทบาทในฐานะ “สัญลักษณ์แห่งอนาคต” โดยไฮไลต์ ได้แก่

•ดีไซน์สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู ตัวถังเตี้ยและเฉียบคม เส้นสายเรียบเนียนแต่แฝงความโดดเด่น

•มือจับประตูแบบฝังเรียบ และหลังคาที่ดูคลีนด้วยเทคโนโลยี Laser Blazing ที่ช่วยลดรอยต่อระหว่างหลังคาและตัวถัง

•กระจังหน้ามินิมอลด้วยเส้นสายแนวนอน เสริมด้วยเส้นสายด้านข้างที่ให้ภาพลักษณ์เฉียบคม

•ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ได้รับการพัฒนาให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น

•เทคโนโลยีใหม่ S+ Shift ในระบบ e:HEV ที่สามารถจำลองการเปลี่ยนเกียร์ได้ถึง 8 สปีดผ่านแป้นหลังพวงมาลัย

•ระบบ Active Sound Control ที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ความเร้าใจในการขับขี่

Honda Super EV Concept

รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบขนาดเล็ก ออกแบบเพื่อสะท้อนความสนุกในการขับขี่ตามแบบฉบับฮอนด้าด้วยตัวถังกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่ห้องโดยสารกว้างขวางตามปรัชญา “Man Maximum, Machine Minimum” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ฉับไว และเปี่ยมด้วยความสนุก

Honda STEP WGN e:HEV SPADA

Honda STEP WGN e:HEV SPADA ราคา 1,780,000 บาท รถครอบครัว 7 ที่นั่ง MUV สไตล์ Box Shape ที่พร้อมตอบโจทย์ Active Lifestyle ของกลุ่มครอบครัว Multi-gen ยุคใหม่ โดดเด่นด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง โปร่งโล่ง มอบความสะดวกสบายทุกที่นั่ง มาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว โดยมีไฮไลต์เบาะนั่งแถว 2 แบบปรับแยกอิสระ พร้อมเบาะรองน่อง Ottoman และเบาะนั่งแถว 3 ปรับพับ 60:40 พร้อมพับแบบแบนราบ ปรับเลื่อนและจัดรูปแบบการจัดที่นั่งได้อย่างหลากหลายตามการใช้งานสูงสุดถึง 15 รูปแบบ ครบครันด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย รวมทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางสำหรับทุกคนในครอบครัว

Honda CR-V e:HEV

Honda CR-V e:HEV ใหม่ ที่มาพร้อมการปรับไลน์อัปเป็นฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ SUV ไฮบริดสำหรับครอบครัวที่ครบและคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น เริ่มต้นเพียง 1,399,000 บาท พร้อมเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ e:HEV HuNT กับดีไซน์อัปลุคสะท้อนไวบ์ที่แตกต่าง และ e:HEV RS ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้าอย่างลงตัว จัดเต็มความคุ้มค่าด้วยฟีเจอร์ใหม่!

พร้อมทั้งอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากหลายรุ่น** อาทิ

•ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย

•ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย

•ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย

•สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด

•ใหม่! เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES

•เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES

•เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

•เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

•เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 10.2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

ดีไซน์ปรับลุคทั้งภายนอกและภายใน สะท้อนความสปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์ พร้อมทางเลือกสีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)

Honda HR-V e:HEV

Honda HR-V e:HEV ราคาเริ่มต้น 949,000 บาท ไฮบริด SUV ยอดนิยม ดีไซน์สปอร์ตรอบคัน ขับสนุกและประหยัดด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ให้แรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันถึง 25.6 กม./ลิตร ครบครันด้วยฟังก์ชันเพื่อการขับขี่และอำนวยความสะดวก** ที่รองรับกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ใช้งาน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมจอแสดงไฟเบรก ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง (Type-C จำนวน 3 ช่อง) ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) เซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด

Honda Civic e:HEV

Honda Civic e:HEV สปอร์ตซีดานขวัญใจวัยรุ่น ดีไซน์สปอร์ตเท่ อัตราเร่งแรงเร้าใจ ประหยัดน้ำมันเหนือขั้น ที่ได้รับการปรับไลน์อัปเป็นเป็นระบบฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย พร้อมแนะนำรุ่นย่อยใหม่ e:HEV EL รุ่นเริ่มต้น ราคา 949,000 บาท มั่นใจตลอดเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และฟังก์ชันการใช้งานอื่นๆที่ครบครัน** อาทิ เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง Google built-in แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ช่องเชื่อมต่อ USB Type-C 4 ช่อง ช่องปรับอากาศผู้โดยสารตอนหลัง

ข้อเสนอพิเศษ สำหรับ Honda Civic e:HEV รุ่นย่อยใหม่ e:HEV EL เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 มาพร้อมทางเลือก

1)ดอกเบี้ยพิเศษ 1.74%* สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) สำหรับลูกค้าทั่วไปรับดอกเบี้ย 1.89% พร้อมรับ Honda Exclusive Care 3 ปี* มูลค่าสูงสุด 132,000 บาท**

2)เลือกรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 50,000 บาท* พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

Honda Accord e:HEV

Honda Accord e:HEV สปอร์ตพรีเมียมแฟลกชิปซีดาน มอบประสบการณ์เดินทางที่สะดวกสบายและมั่นใจเหนือระดับ ด้วยหลากหลายเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีการขับขี่** อาทิ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) Google built-in ปุ่ม Experience Selection Dial ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง และระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ยกระดับความคุ้มค่าอีกขั้น ด้วยราคาเริ่มต้น 1,479,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษ สำหรับ Honda Accord e:HEV เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 มาพร้อมทางเลือกใหม่! เลือกรับสิทธิพิเศษมูลค่า 50,000 บาท* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

Honda City Series

City Series ไลน์อัปซิตี้คาร์ที่ขับสนุก คล่องตัว ตอบโจทย์สำหรับคนยุคใหม่ มีให้เลือกทั้งตัวถังซีดานและแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ที่มาพร้อมพื้นที่อเนกประสงค์กับเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) อันเป็นเอกลักษณ์จากฮอนด้า พร้อมทางเลือกระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV และขุมพลัง TURBO ขับสนุกทุกเส้นทาง อัตราเร่งมั่นใจ ห้องโดยสารกว้างขวาง ฟังก์ชันการใช้งานและเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ครบในทุกรุ่นย่อย ราคาเริ่มต้น 599,000 บาท

หมายเหตุ :

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

**อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอพิเศษ “Honda โปรตะลึง ตรึงราคา! พลัสเพิ่มความคุ้มแบบจึ้งใจ”

สำหรับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นที่ร่วมรายการและทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการเมื่อจองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

▸ City Turbo และ City Hatchback Turbo เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)สิทธิพิเศษมูลค่า 85,000 บาท ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์

2)ดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปีมูลค่าสูงสุด 69,000 บาท**

โดย Honda Exclusive Care 5 ปี (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

•ฟรี ประกันภัย 1 ปี

•ฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

•ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.

▸ City e:HEV City Hatchback e:HEV และ City e:HEV THE BLACK OUTSHINE เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)สิทธิพิเศษมูลค่า 65,000 บาท ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์

2)ดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปีมูลค่าสูงสุด 145,000 บาท**

โดย Honda Exclusive Care 5 ปี (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

•ฟรี ประกันภัย 1 ปี

•ฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

•ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.

•ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

▸ Civic e:HEV รุ่นย่อยใหม่ e:HEV EL เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)ดอกเบี้ยพิเศษ 1.74% สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) สำหรับลูกค้าทั่วไปรับดอกเบี้ย 1.89% พร้อมรับ Honda Exclusive Care 3 ปี มูลค่าสูงสุด 132,000 บาท** โดย Honda Exclusive Care 3 ปี (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

•ฟรี ประกันภัย 1 ปี

•ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 3 ปี หรือ 60,000 กม.

•ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

2)สิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 50,000 บาท พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

▸ Civic e:HEV เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)สิทธิพิเศษมูลค่า 60,000 บาท ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

2)ดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปีมูลค่าสูงสุด 173,000 บาท**

โดย Honda Exclusive Care 5 ปี (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

•ฟรี ประกันภัย 1 ปี

•ฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

•ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.

•ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

▸HR-V e:HEV และ HR-V e:HEV HuNT เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1) สิทธิพิเศษมูลค่า 60,000 บาท ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

2)ดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 154,000 บาท**

โดย Honda Exclusive Care 5 ปี (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

•ฟรี ประกันภัย 1 ปี

•ฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

•ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.

•ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

▸CR-V e:HEV และ CR-V e:HEV HuNT มาพร้อมข้อเสนอพิเศษดังนี้

ข้อเสนอพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty)

เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)ดอกเบี้ยพิเศษ 0.69% และฟรีประกันภัย 1 ปี

2)ดอกเบี้ย 1.69% พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 204,000 บาท**

 ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)ดอกเบี้ย 0.99%* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

2)ดอกเบี้ย 1.99% พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี

โดย Honda Exclusive Care 5 ปี (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

•ฟรี ประกันภัย 1 ปี

•ฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

•ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.

•ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

▸Accord e:HEV มาพร้อมข้อเสนอพิเศษดังนี้

ข้อเสนอพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty)

เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)ทางเลือกใหม่ พิเศษ! รับสิทธิพิเศษมูลค่า 50,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

2)ดอกเบี้ยพิเศษ 0.84% และฟรีประกันภัย 1 ปี

3)ดอกเบี้ย 1.84% พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 204,000 บาท**

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

1)ทางเลือกใหม่ พิเศษ! รับสิทธิพิเศษมูลค่า 50,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

2)ดอกเบี้ย 0.99%* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

3)ดอกเบี้ย 1.99% พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 204,000 บาท**

โดย Honda Exclusive Care 5 ปี (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

•ฟรี ประกันภัย 1 ปี

•ฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

•ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.

•ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

หมายเหตุ :

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

**แพ็กเกจ ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้

บีเอ็มดับเบิลยู ชูเจเนอเรชัน Neue Klasse และมอเตอร์ไซค์รุ่นล่าสุด บุกมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ชูเจเนอเรชัน Neue Klasse นำทัพรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นล่าสุด บุกมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

•“Neue Klasse” รุ่นแรก บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport พร้อมด้วย i5 eDrive40 M Sport รุ่นประกอบในประเทศ และ 330e M Sport รุ่นพิเศษ M Performance Edition จำนวนจำกัดเพียง 33 คัน ร่วมนำทัพไลน์อัพบีเอ็มดับเบิลยู

•มินิปักหมุดโมเมนต์ประวัติศาสตร์ด้วยอีกหนึ่งรุ่นพิเศษ มินิ John Cooper Works Electric 1965 Victory Edition ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชัยชนะครั้งสำคัญในรายการมอนติคาร์โล แรลลี่ ปี 1965

•บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นำเสนอสมดุลที่ลงตัวที่สุดระหว่างความคล่องตัวบนท้องถนนและความลุยแบบออฟโรด ในบีเอ็มดับเบิลยู R 12 G/S ใหม่

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ออกตัวมุ่งหน้าสู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 47 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี ในวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายนนี้ ภายใต้แนวคิด “The Iconic Synchronicity – บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” โดยนำขบวนด้วยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นล่าสุดที่ล้วนเป็นก้าวสำคัญของทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

มร.คริส จู ประธานและซีอีโอของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยว่า “สำหรับมอเตอร์โชว์ในปีนี้ ทั้งสามแบรนด์ของเราต่างพร้อมใจกันนำจังหวะสำคัญในประวัติศาสตร์ของตนเองมานำเสนอ พร้อมสานต่อตำนานจากอดีตสู่วิสัยทัศน์และนวัตกรรมแห่งอนาคตอย่างเต็มตัว เริ่มจากบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ที่เป็นตัวแทนอนาคตของรถยนต์จากบีเอ็มดับเบิลยูในทุกรุ่น และยังเป็นการกลับมาของชื่อ ‘Neue Klasse’ ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยูบนเวทีโลกมาแล้ว ตามมาด้วยบีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ และบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ที่กลับมาในโฉมใหม่ M Performance Edition แบบจำนวนจำกัด ส่วนมินิ เลือกที่จะนำประวัติศาสตร์ทั้งในด้านงานออกแบบและสมรรถนะมาสรรสร้างเป็นรุ่นพิเศษ ทั้งในรุ่น Paul Smith Edition และล่าสุดกับมินิ JCW Electric 1965 Victory Edition ก่อนจะปิดท้ายด้วยบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในรุ่น R 12 G/S ที่นำเสนอความคล่องตัวและแข็งแกร่งรอบด้าน พร้อมลุยทุกเส้นทาง ทั้งบนถนนและออฟโรด ภายใต้รูปโฉมสุดคลาสสิกที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย”

“รถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่นำมาเปิดตัวในงานนี้ ต่างสะท้อนถึงจุดแข็งที่ไม่ซ้ำใครของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการนำเสนอทั้งนวัตกรรมระดับโลก งานออกแบบที่เหนือกาลเวลา และความเพลิดเพลินในการขับขี่หลากหลายรูปแบบ พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มในประเทศไทย และเราหวังว่าลูกค้าทุกคนจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับภาพอนาคตของวงการยานยนต์ที่เรานำเสนอในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้”

ข้อเสนอพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยูในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

เพลิดเพลินแบบไร้กังวลไปกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าจากบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยข้อเสนอพิเศษสุด* จากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส สำหรับลูกค้าที่จองรถภายในงานและมีกำหนดรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

ไม่ว่าจะเป็นแพ็คเกจบริการ BMW Service Inclusive แบบขยายเวลาความคุ้มครอง ฟรี ประกันภัยชั้น 1 อัตราดอกเบี้ยและผ่อนรายเดือนแบบพิเศษ และการันตีราคาขายผ่านโปรแกรม BMW Freedom Choice

                                      รุ่น                     ข้อเสนอ
บีเอ็มดับเบิลยู X1    ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%ขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็ม   หรือ สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาในโปรแกรม BMW Freedom Choice ผ่อนเริ่มต้น 9,999 บาทฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็มการันตีมูลค่าในอนาคต (Guaranteed Future Value) ที่ 60% ของราคารถ
บีเอ็มดับเบิลยู iX1ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%   หรือ สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาในโปรแกรม BMW Freedom Choice ผ่อนเริ่มต้น 9,999 บาทฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีการันตีมูลค่าในอนาคต (Guaranteed Future Value) ที่ 60% ของราคารถ
บีเอ็มดับเบิลยู 220 M Sportอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็ม   หรือ สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาในโปรแกรม BMW Freedom Choice ผ่อนเริ่มต้น 12,999 บาทฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็มการันตีมูลค่าในอนาคต (Guaranteed Future Value) ที่ 60% ของราคารถ
บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sportฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%   หรือ สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาในโปรแกรม BMW Freedom Choice ผ่อนเริ่มต้น 15,999 บาทฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็มการันตีมูลค่าในอนาคต (Guaranteed Future Value) ที่ 60% ของราคารถ
บีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X3 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%   หรือ ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็ม
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 บีเอ็มดับเบิลยู X5 บีเอ็มดับเบิลยู X6ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%   หรือ ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็ม
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็มข้อเสนอ Trade-in แลกรถยนต์คันเก่า มูลค่าสูงสุด 100,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู X7ฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 1 ปีขยายระยะเวลา แพ็คเกจบริการหลังการขาย BMW Service Inclusive Ultimate เป็น 5 ปีเต็ม
บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sportฟรี ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect สูงสุด 2 ปีฟรี BMW Wallbox  

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด 

ข้อเสนอพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

ลูกค้าที่จองรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รุ่นที่ร่วมรายการจะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษ*** จากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส มากมาย รวมถึงยอดเงินดาวน์และผ่อนรายเดือนที่อัตราพิเศษ ผ่านโปรแกรม 3ASY RIDE

รุ่นข้อเสนอ
บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GTดาวน์เริ่มต้น 89,000 บาทผ่อนเริ่มต้น 6,200 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 35,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 GS Option 719ดาวน์เริ่มต้น 241,000 บาทผ่อนเริ่มต้น 16,800 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 40,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GSดาวน์เริ่มต้น 129,800 บาทผ่อนเริ่มต้น 9,100 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 40,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู F 900 Rดาวน์เริ่มต้น 113,000 บาทผ่อนเริ่มต้น 7,900 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู R 12ดาวน์เริ่มต้น 147,800 บาทผ่อนเริ่มต้น 10,300 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู R 18ดาวน์เริ่มต้น 178,000 บาทผ่อนเริ่มต้น 12,400 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 40,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Classicดาวน์เริ่มต้น 198,000 บาทผ่อนเริ่มต้น 13,800 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 40,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Bดาวน์เริ่มต้น 230,000 บาทผ่อนเริ่มต้น 16,100 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 40,000 บาท
บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinentalดาวน์เริ่มต้น 250,000 บาทผ่อนเริ่มต้น 17,500 บาทรับประกันพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มูลค่าสูงสุด 40,000 บาท

*** เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เอ็มจี เผยโฉมอีวี 2 รุ่น ในงาน MOTOR SHOW 2026

เอ็มจี เผยอีวี 2 รุ่น NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ และ NEW MG4 MY2026 พร้อมให้ข้อเสนอพิเศษทุกรุ่น ในงาน MOTOR SHOW 2026

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถไฟฟ้าได้มากยิ่งขึ้น กับ e-MPV ขนาด 7 ที่นั่ง NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ ที่เพิ่มความสะดวกสบายของห้องโดยสารในอีกระดับ และอีกรุ่นกับ NEW MG4 MY2026 ที่ผ่านการอัปเกรดในทุกมิติทั้งดีไซน์ภายนอก เพิ่มลุคสปอร์ตด้วยสีเขียวเฉดใหม่ ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร สัมผัสได้ถึงความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังมากขึ้นถึง 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 350 นิวตัน-เมตร รวมถึงระยะการขับขี่ที่ไกลขึ้นถึง 540 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC นอกจากนี้ยังมียนตรกรรมของ เอ็มจี หลากหลายขุมพลังขับเคลื่อนที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษมาให้ลูกค้าได้สัมผัส และทดลองขับในงาน MOTOR SHOW 2026 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับ NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ ได้รับการอัปเกรดอุปกรณ์เพิ่มสุนทรียภาพ และความสะดวกสบายให้รองรับการใช้งานของกลุ่มนักธุรกิจ รวมถึงกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ บนแนวคิด “THE MAX OF US สุขเต็มแม็กซ์ไปด้วยกัน” ตอบรับกับความต้องการรถ e-MPV ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี โดยยังคงดีไซน์ภายนอกที่เรียบหรู และเพิ่มเติมความสุนทรีย์ภายห้องโดยสารด้วยหน้าจอ DUAL TOUCHSCREEN ขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอเชื่อมต่อกัน ซึ่งใหญ่ที่สุดในคลาส ซึ่งมีความคมชัดระดับ HD และลำโพง JBL จำนวน 12 ตัว มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 10.25 นิ้ว ผู้โดยสารสัมผัสได้ถึงความโปร่ง โล่ง ด้วยหลังคา SUNROOF สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า และ PANORAMIC SUNROOF สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สะดวกสบายด้วยเบาะนั่งแถวที่สองแบบ VIP SEAT ที่มาพร้อมระบบนวด ระบบปรับอุณหภูมิ และอุปกรณ์ม่านกันแดดเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย  เพิ่มความสามารถในการสั่งการฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART อาทิ ควบคุมการเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ และการล็อก หรือปลดล็อกรถจากระยะไกล โดย NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

-รุ่น V+ ราคาพิเศษ 1,799,900 บาท จากราคาปกติ 1,849,900 บาท

-รุ่น V+ ราคาพิเศษสีทูโทน 1,819,900 บาท จากราคาปกติ 1,869,900 บาท

-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 2 ปี

-รับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

-ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง

-รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน

-ฟรี ชุดพรมปูพื้น

*ราคาดังกล่าวเป็นราคาคาดการณ์เท่านั้น

อีกรุ่นกับ NEW MG4 ELECTRIC โกลบอลโมเดลของ เอ็มจี ที่ได้รับความนิยมในตลาดทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 300,000 คัน และประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นใน สหราชอาณาจักร ขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายสะสมมากกว่า 30,000 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้เป็นอย่างดี จากความสำเร็จดังกล่าว เอ็มจี จึงต่อยอดด้วยการเปิดตัว NEW MG4 MY2026 ที่ยังคงคุณสมบัติการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง และมาพร้อมนวัตกรรม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM เฉกเช่นเดิม โดยได้รับการยกระดับในทุกมิติ ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นในรุ่น X LONG RANGE ด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการอัปเกรดให้มีพละกำลังสูงสุดถึง 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 350 นิวตัน-เมตร ผนวกกับแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงขนาด 62.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้นถึง 540 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 140 กิโลวัตต์ ดีไซน์ภายนอกยังคงความสปอร์ตไว้ในทุกมุมมอง เพิ่มความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกสีส้ม และตัวถังสีเขียวเฉดใหม่ IRIS CYAN ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น อาทิ เบาะดีไซน์ใหม่ที่นั่งสบาย และโอบกระชับมากขึ้น มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า และระบบ COOLING SEAT หน้าจอ INFOTAINMENT ขนาด 12.8 นิ้ว มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลขับขี่ขนาดใหญ่ขึ้นขนาด 10.25 นิ้ว ที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังปรับเพิ่ม ช่องแอร์ ที่วางแขนพร้อมที่วางแก้ว โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น D (STANDARD RANGE) และรุ่น X LONG RANGE พร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

•ราคาพิเศษ 579,900 บาท จากราคาปกติ 669,900 บาท ในรุ่น D (STANDARD RANGE)

•ราคาพิเศษ 699,900 บาท จากราคาปกติ 749,900 บาท ในรุ่น X LONG RANGE

•รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน

•ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

•ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง

•ฟรี ชุดพรมปูพื้น

*ราคาดังกล่าวเป็นราคาคาดการณ์เท่านั้น

มร.ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากการปรับอุปกรณ์ให้รถรุ่นปัจจุบันมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นแล้ว เอ็มจี ยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าในระยะยาว โดยรถทั้ง 2 โมเดลใหม่นี้ยังมาพร้อม EV LIFETIME WARRANTY การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ให้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับ NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ และ NEW MG4 MY2026 พร้อมยนตรกรรม เอ็มจี รุ่นอื่นๆ และรับข้อเสนอพิเศษ ได้ที่บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 ภายในงาน MOTOR SHOW 2026 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 ถึง 5 เมษายน 2569 หรือ โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 125 แห่ง ทั่วประเทศ และเตรียมพบกับ MG IM5 ที่มาพร้อมบทบาทการเป็น The 1st Premium Intelligent e-Sedan ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 14.20 น. เป็นต้นไป”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The-all new electric CLA ในงาน Motor Show 2026

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The-all new electric CLA ในราคา 2.29 ล้านบาท เฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์กับข้อเสนอพิเศษ “140 Years of Innovation Offer”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ประเดิมเปิดตัว The all-new electric CLA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของปี 2569 ชูคอนเซปต์ “CLASS OF ITS OWN.” กับการเผยนิยามความเป็นที่สุดของยนตรกรรมแห่งอนาคต การันตีผ่านรางวัล “Car of the Year 2026” และมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว (5-Star Rating) จาก EURO NCAP พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนที่หลงใหลในโลกของยานยนต์ร่วมเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ

“140 Years of Innovation Offer” ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

มร.คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในงาน Motor Show 2026 เราต้องการทำให้บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นจุดหมายปลายทางของทุกคนที่หลงใหลในโลกของยานยนต์ เนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) นับตั้งแต่คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz) สร้างรถยนต์คันแรกของโลกในปี 2429 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ถูกวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน และในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เฉลิมฉลองผ่านการจัดกิจกรรมระดับโลกภายใต้ธีม “140 Years, 140 Places” ในการนำรถยนต์ระดับแฟล็กชิปอย่าง

“The new S-Class” เดินทางไปยัง 140 สถานที่ทั่วโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์โลกและประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ โดยมีระยะทางการเดินทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร ครอบคลุม 6 ทวีป และจะเดินทางมายังประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

นอกจากนี้ เรายังได้จับมือกับตัวแทนจำหน่ายฯ อย่าง บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด (TTC Motor) ในการเปิดตัว “Mercedes-Benz Classic Partner” แห่งแรกในทวีปเอเชีย ภายในปี 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางและแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สะท้อนผ่านรถยนต์ทุกคันที่เราสร้างขึ้น และในวันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ไม่ได้เพียงย้อนถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์เท่านั้น แต่เรายังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เข้าสู่โลกยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการเปิดตัว The all-new electric CLA พร้อมประกาศราคาจำหน่ายเป็นครั้งแรกในประเทศไทย หลังการเปิดตัวแบบ World Premiere ในระดับโลก และการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา”

The all-new electric CLA รถยนต์แห่งปีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

ภายในงาน Motor Show 2026 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว The all-new electric CLA หนึ่งในรถยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดของแบรนด์สู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศอย่าง “Mercedes-Benz CLA 250+ electric” ชูความโดดเด่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางวิ่งที่ไกลที่สุดในเซกเมนต์ Compact Car โดยติดตั้งแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh ที่ให้ระยะทางการขับขี่สูงสุด 792 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP และมีประสิทธิภาพการชาร์จพลังงานที่รองรับ DC Charge สูงสุด 320 kW โดยการชาร์จเพียง 10 นาที ด้วยกระแสไฟเต็มกำลัง สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ถึง 325 กิโลเมตร รวมถึงการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Mercedes-Benz Operating System (MB.OS) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ผ่านระบบ MBUX Virtual Assistance ที่สามารถรองรับการใช้งานแอปพลิเคชันระดับโลกมากมาย อาทิ ChatGPT, Gemini, Google Maps, Microsoft Bings, Microsoft Teams, Webex, Zoom ฯลฯ โดยติดตั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ 5G LTE ที่สามารถใช้งานด้วยความเร็วสูงสุดแบบไม่จำกัดเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี ทำให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและความบันเทิงได้อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับการเปิดตัว The all-new electric CLA ในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ต่อยอดสู่การสร้าง CLA Community แพลตฟอร์มด้านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ที่ครอบคลุมทั้งกิจกรรมด้านกีฬา ผ่านการจัดกิจกรรมแบบ City Run “The Urban Performance by The all-new electic CLA” และการแข่งขันกอล์ฟในรูปแบบทัวร์นาเมนต์อย่าง “MercedesTrophy” ที่มีการจัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงกิจกรรมอีกมากมายทั้งในด้านดนตรี สะท้อนผ่านโชว์ Highlight Performance ของศิลปิน “Rejizz” ที่มาเปิดตัวเพลงใหม่ครั้งแรกในงาน Motor Show 2026 และการจับมือกับแบรนด์ BWB (BitchWithBrain) ที่มีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “GoyNattyDream” ซึ่งประกอบไปด้วย ก้อย อรัชพร, นัตตี้ นันทนัท, และดรีม อภิชญา โดยนำเสนอ 2 ลิปสติกคอลเลคชันพิเศษในรุ่น BWB Friendly Matte Lip Cream สี FIRECRACKER RED และ BWB Plumping Lip Glass สี SPOTLIGHT TAKER

โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังได้มีแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในการติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี รวมถึงการอัปเกรดสถานีชาร์จในโรงแรมที่เป็นพาร์ทเนอร์กว่า 12 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจและความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ร่วมเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ไปกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ “140 Years of Innovation Offer” ซึ่งครอบคลุมทั้งรุ่น C 350 e AMG Dynamic (Night Package) E 350 e AMG Dynamic และ GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic กับส่วนลดสูงสุดถึง 590,000 บาท หรือเลือกรับแพ็กเกจฉลองครบรอบ 140 ปี* ซึ่งประกอบไปด้วย

•ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 1 ปี

•โปรแกรมขยายเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ (MBSP Extra Guarantee) นาน 4 ปี

•ดอกเบี้ย 0% นาน 72 เดือน

สิทธิพิเศษเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ในงาน Motor Show 2026

เดอะมอลล์ กรุ๊ป มอบเอกสิทธิ์เหนือระดับ พร้อมประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับเวิลด์คลาสให้กับลูกค้าคนสำคัญ โดยลูกค้าที่จองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นที่กำหนด ในงาน Motor Show 2026

จะได้รับโอกาสในการเทียบเชิญให้เป็นสมาชิก Platinum M Card และ Platinum VIP The Mall Lifestore เพื่อเปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งและการใช้ชีวิตเหนือระดับในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป รวมถึงบริการ Exclusive Parking Space ณ The Mall Lifestore Bangkapi และ Exclusive Driving Experience Trip อีกมากมาย

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด เฉพาะรุ่นรถที่ร่วมรายการ

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG : @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ โชว์เทคโนโลยีสองล้อ ผ่าน PROTO PHEV และ PROTO HEV ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เปิดจักรวาลแห่งยนตกรรม YAMAHA THE UNIQUEVERSE โชว์ความสุดในทุกทางตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยีสองล้อ ผ่าน PROTO PHEV และ PROTO HEV ในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทย นำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างเนรมิตบูทภายใต้แนวคิด “YAMAHA THE UNIQUEVERSE” ผ่านการออกแบบพื้นที่บูทที่เปรียบเสมือน “จักรวาลแห่งความยูนีค” ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมสุดยูนีคไว้ในพื้นที่บูท ถ่ายทอดโลกแห่งประสบการณ์ที่หลอมรวมเทคโนโลยี ดีไซน์ และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มอบที่สุดแห่งประสบการณ์ให้กับลูกค้า พร้อมเผยโฉมเทคโนโลยีแห่งอนาคต PROTO PHEV และ PROTO HEV ยนตรกรรมที่ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น ที่สะท้อนทิศทางการพัฒนารถจักรยานยนต์ เพื่อความยั่งยืน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิดการออกแบบบูทยามาฮ่า รวมถึงการเปิดตัวรถใหม่ในปีนี้ว่า “ในปีนี้ ยามาฮ่ายังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า ภายใต้ปรัชญา “KANDO” พร้อมสโลแกน “REVS YOUR HEART” โดยถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Innovation, Excitement, Confidence, Emotion และ Ties เพื่อต่อยอดสู่แบรนด์แคมเปญ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE – สุดทุกทาง…ต่างทุกฟีล” ตอกย้ำความโดดเด่น และสร้างความแตกต่างในตลาดรถจักรยานยนต์ด้วยผลิตภัณฑ์ ชูความเป็นผู้นำ Trend Setter ตัวจริงในวงการรถจักรยานยนต์

ไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการนำเสนอเทคโนโลยี PROTO PHEV และ PROTO HEV ซึ่งเคยเผยโฉมในงาน JAPAN MOBILITY SHOW 2025 ณ กรุงโตเกียว โดยเป็นการพัฒนาระบบขับเคลื่อนที่ผสานสมรรถนะการขับขี่เข้ากับประสิทธิภาพด้านพลังงาน ตอบโจทย์ทั้งความสนุกในการขับขี่และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากถึง 35% เมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์ในระดับเดียวกัน สะท้อนวิสัยทัศน์ของยามาฮ่าในการก้าวสู่อนาคตของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์”

นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า และการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ใหม่ในบูทว่า “ในปีนี้บูท ยามาฮ่าได้นำเสนอความ “สุดทุกทาง” ผ่านผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลายและครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ โดยมีรุ่นเด่นอย่าง ALL NEW YAMAHA AEROX SP ที่มาพร้อมระบบ YECVT ชามไฟฟ้า สะท้อนถึงความเป็นซูเปอร์สปอร์ตออโตเมติก ท๊อปคลาส 155 ซีซี. NEW YAMAHA TRACER9 GT ที่มาพร้อมกับ New Matrix LED headlight ครั้งแรกที่นำมาสู่รถมอเตอร์ไซค์ เพื่อตรวจจับสภาพการจราจรรอบข้าง และควบคุมการทำงานของไฟหน้า LED แต่ละดวง เพื่อรักษาทัศนวิสัยในการมองเห็นอย่างต่อเนื่องและปลอดภัยยิ่งขึ้น และใน NEW YAMAHA TRACER9 GT+ เสริมระบบเรดาร์ที่ทำงานร่วมกับระบบ Adaptive Cruise Control ช่วยลดความเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทาง โดยรักษาความเร็ว และระยะห่างจากรถคันหน้าได้อย่างเหมาะสม สะท้อนสมรรถนะของรถสปอร์ตทัวริ่งระดับสูง รวมถึง NEW YAMAHA R9 และ NEW YAMAHA R15M รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 70 ปี ซึ่งตอกย้ำดีเอ็นเอของความเป็นสปอร์ตอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยามาฮ่ายังขยายมิติของแบรนด์สู่ไลฟ์สไตล์ ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ OUTDOOR FASHION SPECIAL EDITION ได้แก่ GRAND FILANO HYBRID – CLASSY RIDE OUT, FAZZIO – EASY RIDE OUT และ PG-1 – PLAYFUL RIDE OUT ที่สะท้อนความหลากหลายของผู้ใช้งานยุคใหม่ และตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันควบคู่กับสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยติดชุดแต่งในสไตล์ OUTDOOR จากโรงงานให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของในราคาที่คุ้มที่สุด รวมถึง NEW YAMAHA FAZZIO HYBRID สีใหม่ ทั้งในรุ่น Smart Key 3 สี และ รุ่น Lite 4 สี

พร้อมการเปิดราคาอย่างเป็นทางการของ SR400 FINAL LIMITED EDITION รถระดับตำนานของ YAMAHA กับ สี Double Sunburst สุดพิเศษ พร้อมนาฬิกา G-SHOCK SR400 FINAL LIMITED  EDITION  ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 700 คัน โดย RUN NUMBER ตั้งแต่ 001-700 และเปิดราคา NEW YAMAHA TMAX ลายฉลองครบรอบ 25 ปี MAX SERIES

นอกจากนี้ ยามาฮ่ายังมีรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าครบทุกเซ็กเม้นท์มาร่วมจัดโปรโมชันสุดพิเศษภายในงานอย่างครบครัน อีกทั้งยานยนต์ทางน้ำอย่าง YAMAHA WAVERUNNER และ YAMAHA SUPER JET รวมทั้งเครื่องแต่งกาย YAMAHA APPAREL & ACCESSORIES และผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องคุณภาพ NEW YAMALUBE โฉมใหม่ ให้ทุกท่านได้เลือกช้อปตามสไตล์ของตัวเอง ขอให้ทุกท่านได้ร่วมชมนวัตกรรมจากยามาฮ่า และร่วมสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ภายในบูทของเรานะครับ”

ภายในบูทยังมี YAMAHA ADVISOR หนุ่มหล่อ สาวสวย GEN ใหม่ จากไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ที่พร้อมให้ข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านภายในบูท “YAMAHA THE UNIQUEVERSE”

ยามาฮ่าพร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่สะท้อนตัวตนอันโดดเด่นของผู้ขับขี่ ผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย กิจกรรมสุดเร้าใจ และโปรโมชันสุดคุ้มค่า ภายในบูทยามาฮ่า “YAMAHA THE UNIQUEVERSE” เชิญร่วมสัมผัสความพิเศษนี้ได้ที่บูทยามาฮ่า ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 แล้วมาค้นหาจักรวาลของความยูนีคกับยามาฮ่าได้ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 นี้ ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี สามารถติดตาม และชมรายละเอียดของบูทยามาฮ่าได้ที่ www.yamaha-motor.co.th หรือที่ Facebook: Yamaha Society Thailand

Grand prix เปิดตัว IGP Global แพลตฟอร์มอีเวนต์ระดับภูมิภาคอาเซียน

Grand prix จับมือ Index Creative Village เปิดตัว “IGP Global” รุกสร้างแพลตฟอร์มอีเวนต์ Mobility และ Lifestyle ระดับภูมิภาคอาเซียน

กรุงเทพฯ — [27 มีนาคม 2569] บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมือจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ “IGP Global” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มอีเวนต์รูปแบบใหม่ ครอบคลุมทั้งงานเฟสติวัล งานแสดงสินค้า และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โดยผสานการเดินทาง ความบันเทิง และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สนุก เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ผู้บริโภคและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของสององค์กรชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านกิจกรรมยานยนต์ และบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านครีเอทีฟและอีเว้นท์ระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เริ่มต้นในประเทศไทย ก่อนขยายสู่ภูมิภาคอาเซียน

จับเทรนด์ Mobility โตแรงในอาเซียน

IGP Global มองเห็นศักยภาพของตลาด Mobility ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก ด้วยจำนวนประชากรกว่า 680 ล้านคน และฐานผู้ใช้ยานยนต์มากกว่า 250 ล้านคัน โดยมียอดจำหน่ายรถยนต์กว่า 3 ล้านคันต่อปี ขณะเดียวกัน ภูมิภาคกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Electric Mobility อย่างรวดเร็ว รวดเร็ว โดยปัจจุบันแนวโน้มการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้น เมื่อรวมมูลค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility ในภูมิภาคอาเซียนมีมูลค่ารวมมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของตลาดดังกล่าว

นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง อีกทั้งยังมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย ในขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการมองยานยนต์เป็นเพียงการเดินทาง ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการแสดงตัวตน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมสู่มิติใหม่ และเป็นที่มาของความร่วมมือครั้งนี้กับทาง อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เพื่อมุ่งกันสร้างแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคยุคใหม่”

ด้านนายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ มีประสบการณ์กว่า 36 ปีในธุรกิจครีเอทีฟและอีเวนต์ ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ตะวันออกกลาง และรัสเซีย สะท้อนศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของไทยในเวทีระดับสากล ขณะเดียวกัน ตลาด Mobility มีการเติบโตต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ เราจึงร่วมมือกับกรังด์ปรีซ์จัดตั้ง IGP Global เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มอีเวนต์ที่ตอบโจทย์ทั้ง B2B และ B2C และขยายสู่ระดับภูมิภาค โดยภูมิภาคอาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงของโลก โดยสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) คาดว่าเศรษฐกิจอาเซียนจะขยายตัวประมาณ 4.6% ในปี 2569 สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนภายในประเทศ การส่งออกเทคโนโลยี และนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการขยายตัว ขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรของภูมิภาคยังมีสัดส่วนคนรุ่นใหม่ (Young Generation) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ และรูปแบบการเดินทางในอนาคต จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี การเคลื่อนที่ และประสบการณ์ใหม่ของผู้บริโภค”

เปิดตัว 2 อีเวนต์เรือธง

•Hungry Highway เทศกาลของคอมมูนิตี้คนรักการเดินทางและการขับขี่  เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมแบ่งปัน passion ด้วยกัน โดยปีแรกเอาใจสายไบค์เกอร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Road for Ride and Bite” สัมผัสประสบการณ์โซนโชว์บิ๊กไบค์และรถแต่งสุดพิเศษ ตลาดไลฟ์สไตล์ที่รวมอุปกรณ์ขับขี่ แฟชั่น และเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมเติมเต็มด้วยโซนอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ทั้งสตรีทฟู้ด ฟิวชัน และฟู้ดทรัค รวมถึงโซนดนตรีและความบันเทิงจากศิลปินและดีเจที่มาร่วมสร้างบรรยากาศของการเดินทางและไลฟ์สไตล์บนท้องถนนอย่างเต็มรูปแบบ โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2569 ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) เอกมัย-รามอินทรา

•Motion Expo งานแสดงนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์การเคลื่อนที่แห่งอนาคต ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Your Gateway to Smart Movement” ที่รวบรวมโลกของ “Mobility” ไว้ในที่เดียว ครอบคลุมตั้งแต่ยานยนต์สู่ทุกมิติของการใช้ชีวิต โดยผสาน Future Mobility, Outdoor & Adventure Lifestyle และ Smart Living Technology เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และผู้บริโภค พร้อมยกระดับสู่เวทีธุรกิจและประสบการณ์ระดับภูมิภาค จัดขึ้นในวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วางเป้าหมายสู่แพลตฟอร์มอีเวนต์ระดับภูมิภาค

IGP Global วางวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มอีเวนต์ Mobility และ Lifestyle แบบครบวงจรในอาเซียน โดยผสานงานแสดงสินค้า เทศกาล ไลฟ์สไตล์ และเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้บริโภค พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจทั้ง B2B และ B2C โดยในระยะเริ่มต้นบริษัทมุ่งเปิดตัวอีเวนต์หลักในประเทศไทย เพื่อสร้างฐานรายได้ การรับรู้แบรนด์ และเครือข่ายพันธมิตร โดยตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานรวมประมาณ 30,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้จากทั้ง 2 งาน อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายสู่หัวเมืองสำคัญและตลาดอาเซียน พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มให้สร้างรายได้หลากหลายช่องทาง ทั้งการจัดงาน การให้สิทธิ์แฟรนไชส์ การบริหารพื้นที่ และความร่วมมือทางการตลาด