Home Blog Page 2

ไทยฮอนด้า ยกทัพไลน์อัปผลิตภัณฑ์ ร่วมงาน Motor Show 2026

ไทยฮอนด้า ยกทัพไลน์อัปผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ในงาน Motor Show 2026 พร้อมเปิดตัว 7 รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครบครันทุกมิติการขับเคลื่อน

(กรุงเทพฯ – 23 มีนาคม 2569) ฮอนด้า โดย บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลังต่อเนื่อง ยกทัพผลิตภัณฑ์ครบครันทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products) จัดแสดงให้สัมผัสที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ The 47th Bangkok International Motor Show ภายใต้แนวคิด “Activating Life’s Next Move” ถ่ายทอดการขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิตสู่ก้าวที่เหนือกว่า ผ่านพื้นที่จัดแสดง 4 โซน เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่พร้อมตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์

มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ไทยฮอนด้ายังคงเดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยในปีนี้เรามุ่งพัฒนาไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสนับสนุนการใช้ชีวิตที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ เรายังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมผ่านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda WN7 ที่ได้รับรางวัล Gold Award จากเวที iF Design Award 2026 ซึ่งสะท้อนความโดดเด่นด้านการออกแบบในระดับสากล และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาไลน์อัป EV ของฮอนด้า เพื่อรองรับการเดินทางแห่งอนาคตอย่างมั่นใจ”

ภายในบูธมีการแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 4 โซนหลัก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างอิสระผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย แบ่งเป็น

-โซน Smart Life อัปเกรดชีวิตให้สมาร์ทอีกขั้น กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ นำโดย “Honda WN7” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Naked รุ่นแรกในซีรีส์ “FUN Category” มาให้ยลโฉมที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในส่วนของไลน์อัปกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) พร้อมขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าในทุกวันอย่างมั่นใจ โดยไฮไลต์ผลิตภัณฑ์ นำโดยการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ “Honda e:N2” รถเอสยูวี EV100% รุ่นล่าสุดของฮอนด้า ด้วยราคา 1,429,000 บาท ดีไซน์สปอร์ตเฉียบคม จัดเต็มเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมเปิดมิติใหม่ให้ชีวิตคุณ

พิเศษ! กับการจัดแสดง“Honda Super EV Concept” รถ EV ขนาดเล็กในกลุ่ม A-segment ที่ออกแบบเพื่อเน้นความสนุกในการขับขี่ และสาวกฮอนด้าห้ามพลาด! กับ “Honda Prelude” สปอร์ตคูเป้ระดับตำนานเจเนอเรชันที่ 6 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด S+ Shift พร้อมปลุกสัญชาตญาณการขับขี่แบบสปอร์ตอย่างแท้จริง

-โซน Urban Life ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างคล่องตัวไปกับจังหวะของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง นำโดย “New Honda SCOOPY x Cinnamoroll Limited Edition” ที่เผยโฉมความป๊อปสุดเทรนด์เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดจองจำนวนจำกัด 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยฮอนด้าบิ๊กไบค์ “New Honda Rebel 1100” สีเทาใหม่ Pearl Deep Mud Grey และครั้งแรกของ CUB House x Over Racing ที่แต่งเติมความซิ่งแบบต้นตำรับกับของแต่งมาตรฐานความเท่จากญี่ปุ่น ในรุ่น Dax125 และ CT125 พร้อมเสริมความลิมิเต็ดด้วย “New Honda Monkey FTR Limited Edition” ที่เปิดรับจองเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์ เท่านั้น รวมถึงรถยนต์หลากหลายรุ่นที่พร้อมโลดแล่นไปสู่ทุกจุดหมายของเมืองได้อย่างอิสระ นำเสนอ“Accord e:HEV” รถซีดานครอบครัวพรีเมียมที่หลอมรวมความสะดวกสบายเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ “HR-V e:HEV” ไฮบริด SUV ยอดนิยม มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัว ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

-โซน Life Explorer ปลดล็อกทุกอิสระแห่งการเดินทาง ให้คุณออกไปค้นหาตัวตนที่ใช่และสนุกกับการออกผจญภัยในทุกเส้นทางอย่างไร้ขีดจำกัดด้วย “New Honda Forza350” โทนสีใหม่ Matte Boulevard  สีดำ-แดง เสริมภาพลักษณ์ Sport Luxury ที่สุดในคลาส ตามมาด้วย “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” มาพร้อม Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะเจ้าแรก พร้อมด้วยไลน์อัปฮอนด้าบิ๊กไบค์ นำโดย “New Honda Africa Twin” ระบบ DCT และ MT กราฟิกลวดลายใหม่สี Tri-Color ปิดท้ายด้วย “New Honda GOLDWING” สีใหม่ Pearl Deep Mud Gray และ Gunmetal Black Metallic อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “CR-V e:HEV” SUV ฟูลไฮบริดสำหรับครอบครัว ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมด้วยไลน์อัป “HuNT Series” ที่อัปลุค SUV ยอดนิยมของฮอนด้า 2 รุ่น ได้แก่ HR-V e:HEV และ CR-V e:HEV ด้วยชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน

-โซน Life Passion ขับเคลื่อนตัวตนด้วยสไตล์ ให้ทุกเส้นทางมีความหมายกว่าที่เคย นำโดยฮอนด้าบิ๊กไบค์ พร้อมนำเสนอโมเดลความสปอร์ตขั้นสุด ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Honda E-Clutch ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สะดวกและเร้าใจยิ่งขึ้น ร่วมด้วย “Honda City e:HEV THE BLACK OUTSHINE” ซิตี้คาร์ไฮบริดซีดานรุ่นแต่งพิเศษที่อัปลุคสปอร์ต สะท้อนความเท่และความแอกทีฟอีกขั้น โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของได้ภายในงาน

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ไลน์อัปนำขบวนโดยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

•“Honda WN7” เป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Naked รุ่นแรกในซีรีส์ “FUN Category” ที่พัฒนาด้วยทิศทางใหม่ในฐานะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้า ภายใต้แนวคิด “Be the Wind” พร้อมความเงียบเฉพาะตัวของรถพลังงานไฟฟ้า พร้อม “แถบไฟหน้าแนวนอน” (horizontal light bar) ซึ่งจะเป็นซิกเนเจอร์ของจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าทุกรุ่นในอนาคต

สำหรับ จักรยานยนต์ฮอนด้า สาย Fashion A.T. เปิดตัวทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

•โมเดลสุดเอกซ์คลูซีฟ “New Honda SCOOPY x Cinnamoroll Limited Edition” ที่ได้คอลแลบกับ Cinnamoroll มาพร้อมคอนเซปต์ “The ICONIC Softness ต้าวสุดซอฟต์ ป๊อปสุดเทรนด์” นำเสนอความซอฟต์อย่างมีสไตล์ด้วยสีขาว-ฟ้า สีเอกลักษณ์ของ Cinnamoroll พร้อม Soft Emblem ลวดลายต้าวสุดซอฟต์ เสริมความลิมิเต็ดขั้นสุดกับสติกเกอร์ Serial Number รันเลขที่ตั้งแต่ 0001 – 2000 คัน มาพร้อม Box set สุดป๊อป ได้แก่ Honda SMART KEY พร้อมเคสลาย Cinnamoroll หมวกกันน็อก กรอบป้ายทะเบียน และแผ่นยางรองพื้นลวดลาย Cinnamoroll แมตช์กับดีไซน์รถได้อย่างลงตัว โดยผลิตจำนวนจำกัด 2,000 คันเท่านั้น ราคาแนะนำที่ 59,800 บาท พร้อมเปิดรับจองที่มอเตอร์โชว์ 2026 เป็นที่แรก และ Honda Wing Center ทุกสาขา

•“New Honda Forza350” มาในคอนเซปต์ “Beyond the Exceptional เหนือกว่า…ทุกความเป็นที่สุด” พร้อมสีใหม่ Matte Boulevard สีดำ-แดงแบบทูโทนแมตต์ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ Sport Luxury ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมดีไซน์ไฟหน้า Dual LED Headlight รวมถึง Daytime Running Light และไฟเลี้ยวแบบ Built-in LED รวมถึงไฟท้าย LED Taillight และระบบ Emergency Stop Signal (ESS) ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้ง กระจกบังลมหน้าไฟฟ้าปรับระดับได้ 180 มม. และพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่รองรับหมวกนิรภัยได้ 2 ใบ พร้อมไฟส่องสว่าง ช่องชาร์จ USB Type-C เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ โดยพร้อมวางจำหน่าย 5 สี ได้แก่ สีใหม่ ดำ-แดง (Matte Boulevard) ร่วมด้วย สีดำ (Cosmic Black) สีเทา (Meteor Gray) สีแดง-ดำ (Sunstorm Red) และสีขาว-ดำ (Stellar White) ราคาแนะนำที่ 185,340 บาท

•ตามมาด้วยรถสกู๊ตเตอร์สายลุยสุดพรีเมียม “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” รุ่นพิเศษที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางในสไตล์แอดเวนเจอร์ กับชุดแต่ง H2C Smart Tourer Edition ยกระดับความเท่ให้ดุดันยิ่งขึ้น และจุดเด่นสำคัญอย่าง Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะจากฮอนด้าที่ผู้ขับขี่เปิดได้โดยไม่ต้องไขกุญแจ ถือเป็นเจ้าแรกที่ผสานความสะดวกในการใช้งานเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ยุคใหม่ วางจำหน่ายในราคา 115,900 บาท

ด้าน ฮอนด้าบิ๊กไบค์ นำเสนอ 4 รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่

•“New Honda Africa Twin” รถจักรยานยนต์สายแอดเวนเจอร์ ภายใต้คอนเซปต์ “True Adventure Never End การผจญภัยที่แท้จริง ลุยได้ไม่มีวันจบ” เสริมความโดดเด่นยิ่งขึ้นทั้งรุ่น DCT และ MT ด้วยลวดลายกราฟิกใหม่ลาย Tri-Color โดยรุ่น DCT ปรับดีไซน์แฟริ่งชุดหน้าใหม่ในโทนสีแดง เพิ่มภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งและพร้อมลุยในทุกเส้นทาง พร้อมวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 578,000 บาท (รุ่น MT) และ 718,000 บาท (รุ่น DCT)

•“New Honda Rebel1100” ภายใต้คอนเซปต์ “Ride Your Rule ขบถ…เพื่อกำหนดนิยามใหม่” อัปเดตสีใหม่ Pearl Deep Mud Grey เพิ่มความโดดเด่นและสดใหม่ยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนเอกลักษณ์ของรถจักรยานยนต์สไตล์คัสตอมบ็อบเบอร์ที่มีกลิ่นอายครุยเซอร์คลาสสิกอย่างชัดเจน มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 1,084 ซีซี และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างครบครัน โดยรุ่น DCT วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 446,000 บาท และ DCT Touring Edition ราคาแนะนำที่ 496,000 บาท

•“New Honda GOLDWING” รถจักรยานยนต์ทัวร์ริ่งระดับท็อปคลาส หนึ่งในตำนานทัวร์ริ่งไบค์ระดับโลก ภายใต้คอนเซปต์ “GO FLY ให้ทุกตำนานทะยานออกไป” มาพร้อมสีใหม่ Pearl Deep Mud Gray และ Gunmetal Black Metallic สะท้อนความหรูหราและความสะดวกสบายในทุกการเดินทางอย่างลงตัว โดยสีเทา-ดำ Pearl Deep Mud Gray วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 1,375,000 บาท และ สีดำ Gunmetal Black Metallic ราคาแนะนำที่ 1,385,000 บาท

•New Honda GB350C H2C x KITACO Special Edition ยกระดับความคลาสสิคเฮอริเทจด้วยชุดแต่งจาก H2C by Honda และ Kitaco แรงบันดาลใจจากยุค 50’s ตอกย้ำภาพลักษณ์รถคลาสสิกคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่นที่ครบทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และเสน่ห์เหนือกาลเวลา วางจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 175,500 บาท

ขณะที่ CUB House by Honda ยังเติมสีสันให้ภายในงานด้วยการเปิดตัว 3 รุ่นใหม่ แบ่งเป็น

•“New Honda Monkey FTR Limited Edition” มินิไบค์รุ่นพิเศษดีไซน์ลิมิเต็ดที่นำแรงบันดาลใจจากรถแข่ง American Flat Track มาตีความใหม่อย่างมีเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซปต์ “UN-FLATED SPIRIT จิตวิญญาณความชน…ที่ไม่เคยเรียบ” โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ Classic Tri-Color ดีไซน์ตัวถังสีขาวตัดน้ำเงิน พร้อมแถบกราฟิก สีแดงสไตล์อเมริกันแท้ เสริมด้วย Soft Emblem Honda Classic Wing กลิ่นอายตำนานยุค 80’s  ร่วมด้วย Serial Number เอกลักษณ์เฉพาะคัน และ Racing Red Seat พร้อมลายปัก Logo Monkey ให้ลุคแสบซ่า รวมถึง FTR Meter Visor ชุดบังไมล์สไตล์เรโทร และ FTR Number Plate แผ่นกันความร้อนท่อที่เติมเต็มสไตล์สุดซ่า อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือหมวกกันน็อกเต็มใบสไตล์โมโตครอส FTR125 Mini Tracker Helmet ดีไซน์เข้าเซ็ต โดยเปิดให้จองในช่วงงานมอเตอร์โชว์เท่านั้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ในราคาแนะนำ 121,900 บาท

•การรวมตัวครั้งแรกของ CUB House x OVER Racing มาตรฐานความเท่จากญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนแต่งคุณภาพสูงที่ผสานทั้งดีไซน์และสมรรถนะได้ ภายในงานเผยโฉมชุดแต่ง 2 รุ่น 2 สไตล์ให้สัมผัสจริง ของ “Dax125” สำหรับสายเท่ และ “CT125” สำหรับสายลุย ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการยกระดับสไตล์และความแตกต่างในแบบของตนเอง

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถเข้าชมและสัมผัสประสบการณ์ได้ที่บูทฮอนด้า (M1 และ A22) งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (The 47th Bangkok International Motor Show) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2568 – 5 เมษายน 2569 พร้อมด้วยหลากหลายข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ฮอนด้า ทั้งภายในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

ฟอร์ด เปิดตัว เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นกระบะ 4 ประตูครั้งแรกในโลก ในมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

ฟอร์ด เปิดเซ็กเมนต์ความแกร่งใหม่ตลาดรถกระบะ เปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นกระบะ 4 ประตูครั้งแรกในโลก นำทัพเรนเจอร์-เอเวอเรสต์รุ่นย่อยใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

•ฟอร์ดเปิดตัวและประกาศราคา ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย รถกระบะสำหรับภารกิจหนักที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ช่องว่างสำคัญในตลาด พร้อมสร้างมาตรฐานความแกร่ง ที่พร้อมลุยทันทีจากโรงงาน ภายใต้นิยาม ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ!’ ในราคา 1,599,000 บาท

•ฟอร์ดยกระดับไลน์อัป ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ด้วยรุ่นย่อยใหม่ พร้อมทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบที่ปรับจูนใหม่ จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เติมความสดใหม่ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

•ลูกค้าพบกับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์ สำหรับรถรุ่นใหม่และรุ่นยอดนิยม พร้อมบริการหลังการขายที่มอบความ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 23 มีนาคม 2569 – ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างความตื่นเต้นอีกครั้งในตลาดรถกระบะ ด้วยการเปิดตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถกระบะสำหรับภารกิจหนักที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ช่องว่างสำคัญในตลาด พร้อมนิยามความแกร่งบทใหม่ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ!’ โดยลูกค้าไทยจะได้สัมผัสรุ่นกระบะ 4 ประตู เป็นครั้งแรกของโลกก่อนใคร พร้อมเผยไลน์อัปรุ่นย่อยใหม่ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มาพร้อมสมรรถนะ เทคโนโลยี และทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ตอกย้ำบทบาทของฟอร์ดในฐานะผู้นำตลาดรถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 พร้อมโปรโมชันสุดเร้าใจทั้งภายในงานและที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

“การเปิดตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของฟอร์ดในการยกระดับมาตรฐานความแกร่งของตลาดรถกระบะ โดยฟอร์ดมองเห็นช่องว่างสำคัญในตลาดสำหรับรถกระบะที่สามารถรองรับภารกิจหนักได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่ผู้ประกอบการที่ต้องใช้รถสำหรับภารกิจหนัก ไปจนถึงนักเดินทางที่ต้องการรถที่พร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทาง เราจึงพัฒนารถรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดเซ็กเมนต์ใหม่ของรถกระบะสำหรับภารกิจหนัก

นอกจากนี้ฟอร์ดยังได้เปิดตัวไลน์อัปรถยนต์ใหม่ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ด้วยทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบที่ปรับจูนใหม่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เพื่อมอบทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย สะท้อนแนวทางการตลาดระดับโลกของฟอร์ด ภายใต้แพลตฟอร์ม ‘Ready Set Ford’ ที่มุ่งเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถดึงขีดความสามารถของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ผ่านการใช้รถฟอร์ด” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นคำตอบสำหรับลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะด้านการบรรทุกและการลากจูงในระดับที่แตกต่างจากรถกระบะที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม รองรับน้ำหนักรถรวมบรรทุกสูงสุด หรือ GVM (Gross Vehicle Mass) 4,500 กิโลกรัม และน้ำหนักรวมบรรทุกและลากจูงสูงสุด หรือ GCM (Gross Combine Mass) 8,000 กิโลกรัม

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ มาพร้อมโครงสร้างที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ทั้งหมด มีน้ำหนักมากกว่าโครงปกติของเรนเจอร์ทั่วไป 70-80 กิโลกรัม กันชนเหล็กยึดกับโครงรถโดยตรง แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถผลิตจากเหล็กหนาถึง 3.6 มิลลิเมตร ที่ปกป้องช่วงล่างตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงบริเวณถังน้ำมัน พร้อมสำหรับการลงพื้นที่สมบุกสมบันทุกรูปแบบ ระบบช่วงล่างที่ออกแบบใหม่ ประกอบด้วยปีกนกที่หนาที่สุดเท่าที่ฟอร์ดเคยพัฒนาให้กับฟอร์ด เรนเจอร์ เพลาขับหน้าและหลังที่แข็งแรงขึ้น และเฟืองท้ายแบบใหม่ที่ใหญ่และแข็งแรง เพื่อรองรับการบรรทุกและลากจูงของที่มีน้ำหนักมากจากการใช้งานอย่างหนักหน่วงของลูกค้า เอกลักษณ์ความ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ!’ ยังสะท้อนผ่านรายละเอียดการออกแบบ เช่น ล้อเหล็ก Heavy Duty น็อต 8 ตัว ซึ่งมีเฉพาะในรุ่นซูเปอร์ ดิวตี้เท่านั้น พร้อมสัญลักษณ์ ‘SUPER DUTY’ ที่แผงคอนโซลหน้า

ฟอร์ดยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่พัฒนาสำหรับการขับขี่ออฟโรดโดยเฉพาะ ด้วยโหมดการขับขี่ครบ 7 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง โหมดถนนลื่น โหมดโคลน โหมดทราย โหมดหิน นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะที่นำมาใช้ในรถกระบะในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเพื่อการขับขี่ออฟโรด (Trail Control) และระบบช่วยเลี้ยวบนเส้นทางออฟโรด (Trail Turn Assist)

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 เปิดตัวในราคา 1,599,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังยกระดับไลน์อัปรุ่นย่อย ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ และทางเลือกให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถที่มาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียมได้ง่ายขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร  เทอร์โบที่ปรับจูนใหม่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น และปรับโฉมดีไซน์ภายนอกให้ดูเท่และดุดันขึ้นกว่าเดิม ในหลากหลายรุ่นย่อย

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ปรับแต่งเพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้ครบครันยิ่งขึ้น ทั้งด้านการทำงานและไลฟ์สไตล์ในวันหยุดกับครอบครัว นำโดยฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร วี 6 เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ยกระดับความดุดันด้วยสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดเหนือระดับ โดดเด่นด้วยการอัปเกรดช่วงล่างด้วยโช้คอัพ Bilstein เสริมแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ พร้อมไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำด้าน ยาง All-Terrain (A/T 265/70 R17) เพื่อรองรับทุกเส้นทางท้าทายได้อย่างมั่นใจ พร้อมนวัตกรรม Flexible Rack System ที่ช่วยให้การบรรทุกอุปกรณ์เดินทางเป็นเรื่องง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารมอบความหรูหราด้วยระบบเสียงพรีเมียมจาก Bang & Olufsen 8 ตำแหน่ง ให้ทุกการเดินทางคือการพักผ่อนอย่างมีสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานหนักหรือทริปท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์ตรีม และเพิ่มความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่สีส้ม อิกไนท์ ออเรนจ์ ที่สะท้อนตัวตนสายลุยได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ได้รับการเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง โดยไวลด์แทรคทุกรุ่นมาพร้อมสีใหม่ อิกไนท์ ออเรนจ์ เพิ่มความโดดเด่นสำหรับลูกค้าสายลุย ส่วนรุ่นคุ้มค่าสำหรับการใช้งานอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS รุ่นกระบะ 4 ประตูยกสูง ได้รับการอัปเกรดอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายและการใช้งานที่ครบครันยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว ระบบปรับอากาศแบบแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมเพิ่มไฟท้ายแบบแอลอีดี และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มทางเลือกในรุ่นเริ่มต้นอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ XL+ ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เป็นครั้งแรก

ด้าน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มอบทางเลือกที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นให้กับลูกค้ารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ทั้งในชีวิตประจำวันและการเดินทางผจญภัย โดยฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 และทางเลือกใหม่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มาพร้อมเพิ่มสีใหม่สุดหรู สีเขียว อะเคเซีย กรีน

ขณะที่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ตอกย้ำความคุ้มค่าและความสามารถในการลุย ด้วยทางเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่พร้อมลุยในราคาที่เข้าถึงง่าย ควบคู่ดีไซน์ที่โดดเด่น ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย มาพร้อมสีเทาใหม่ คอมมานด์ เกรย์ ส่วนน้องใหม่รุ่นเริ่มต้นกับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แอคทีฟ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ  ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ มาพร้อมจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว

ฟอร์ดเตรียมเปิดให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.ford.co.th รวมถึงที่งานมอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

ข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์

ฟอร์ดมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับรถรุ่นใหม่ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (เฉพาะช่วงระยะเวลาการจัดงาน) โดยมีรายละเอียดดังนี้

•ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 เปิดตัวในราคา 1,599,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

•ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ เปิดตัวในราคา 1,469,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

•ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS รุ่นกระบะ 4 ประตู จำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 939,000 บาท พร้อมโปรแกรมผ่อนต่ำเพียง 9,787 บาทต่อเดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

•ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ เปิดตัวในราคา 1,779,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

•ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จำหน่ายในราคา 1,669,000 บาท รับดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง เมื่อดาวน์ 25% และผ่อน 48 เดือน เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง

•ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แอคทีฟ ใหม่ จำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 1,299,000 บาท จากราคาปกติ 1,379,000 บาท เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง

•รถฟอร์ด ทุกรุ่นมาพร้อมโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่จากโรงงาน นาน 5 ปี /150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

ฟอร์ดยังคงสานต่อการดูแลลูกค้าเพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ ด้วยแนวคิดการบริการแบบ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’ พร้อมดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวด้วยนวัตกรรมการบริการที่พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นศูนย์กลางอยู่เสมอ ควบคู่การมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการมอบการบริการตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ ทั้ง Ford app และ Line OA Ford Thailand เช่น ระบบนัดหมายเข้าศูนย์บริการ การติดตามสถานะการซ่อมบำรุง เพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการ อีกทั้งยังมอบความคุ้มค่าระยะยาวโดยให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถผ่านโปรแกรมบำรุงรักษาและแพ็กเกจบริการที่หลากหลาย และสิทธิประโยชน์จาก Ford Rewards Club เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน

มิตซูบิชิ  อัดโปรแรง ดอกเบี้ย 0% ที่งานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดเต็มเอาใจสายไฮบริด ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และระบบไฮบริด สูงสุด 7 ปี พร้อมส่งโปรแรง ดอกเบี้ย 0% ที่งานบางกอก อินเตอร์แนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ยกทัพยนตรกรรมล้ำสมัยครบทุกไลน์อัปบุกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ชูไฮไลต์เอาใจลูกค้าสายไฮบริดด้วย “โปรแกรมขยายเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่” ที่ยกระดับความคุ้มครองทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์ และระบบไฮบริด นานสูงสุด 7 ปี สำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี พร้อมส่งโปรแรง “ดอกเบี้ยพิเศษ 0%” ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี เพิ่มความคุ้มค่าและความอุ่นใจแบบจัดเต็ม

มร.เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางกระแสความนิยมของรถยนต์ไฮบริดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ความสำเร็จของรถยนต์ไฮบริดมิตซูบิชิสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อคุณภาพในผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ให้ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนความไว้วางใจดังกล่าว เราขอมอบ ‘โปรแกรมขยายเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่’ ที่ให้ความคุ้มครองคุณภาพผลิตภัณฑ์สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมการรับประกันระบบไฮบริดสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เพราะ ‘เรามั่นใจในคุณภาพ จึงกล้ารับประกันที่ยาวนานกว่า’

สิทธิประโยชน์นี้ครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่ที่เป็นเจ้าของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และครอบคลุมถึงลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริดทั้งสามรุ่นตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัวเช่นกัน เพื่อให้ลูกค้าสบายใจในทุกเส้นทาง ตามความตั้งใจของมิตซูบิชิมอเตอร์ส ในการส่งมอบยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ความทนทาน และความคุ้มค่า พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ ด้วยมาตรฐานการบริการหลังการขายด้วยความใส่ใจ จริงใจ และให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ Omotenashi (おもてなし) ทั้งนี้ เราขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านร่วมสัมผัสยนตรกรรมมิตซูบิชิ พร้อมรับโปรแรง ดอกเบี้ย 0% ที่เราเตรียมไว้ต้อนรับทุกท่านที่บูธของเราภายในงานนี้”

บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ มาในแนวคิด “SO INSPIRE. DRIVE EVERYWHERE” เพื่อนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง ผ่านยนตรกรรมหลากหลายรุ่นที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ตามแนวทางการดำเนินงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ยึดมั่นในปรัชญา “KOE” (声) การรับฟังเสียงของลูกค้า และ “KANDO” (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ

รถยนต์ไฮไลต์ภายในบูธ นำโดย ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี รถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริดรุ่นล่าสุด ที่มียอดส่งมอบแล้วกว่า 10,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย การันตีความคุ้มค่าและคุณภาพด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) โดยรถยนต์รุ่นนี้มุ่งมอบประสบการณ์ “Xperience the Force” ที่ทั้งขับสนุก เร้าใจ และทรงพลัง ตอบโจทย์สไตล์คนเมือง ด้วย MITSUBISHI e:MOTION ที่ยกระดับการขับขี่ผ่านระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ผสานกับช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนในประเทศไทย จากการทดสอบจริงบนถนนทั่วประเทศรวมระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อมอบความมั่นใจในทุกการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ รถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่ครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์อย่างต่อเนื่อง และยังคว้ารางวัลอันดับ 1 “รถใหม่คุณภาพสูง” จากผลการสำรวจความคิดเห็นด้านคุณภาพของผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย ปี 2568 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2025 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) สองสมัยติดต่อกัน โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้มาในสโลแกน “พื้นที่ใหญ่ ใส่ให้เต็มที่” ที่อัปลุคดีไซน์ให้สปอร์ตพรีเมียมขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าใหม่ที่ทันสมัยและโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม สอดรับกับไฟท้าย LED สี Smoke ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีใหม่ ให้บรรยากาศเรียบหรู พร้อมวัสดุหุ้มเบาะแบบสะท้อนความร้อน (Heat Guard) และพื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ปรับพับเบาะได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังเพิ่มความอุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ที่พร้อมออกไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไร้กังวล

นอกเหนือจากไลน์อัปไฮบริดแล้ว ภายในงานยังจัดแสดง มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท กระบะสายพันธุ์แกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮเปอร์ พาวเวอร์ เอ็กซ์ทู (Hyper Power X2) ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า ถ่ายทอดความสปอร์ตพรีเมียมผ่านรูปลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เหนือกว่าด้วยโครงสร้าง Mega Frame แชสซีส์ขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา ให้ลุยได้ทุกเส้นทางและยึดเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต  ที่ให้ความคุ้มค่าในทุกมิติ พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันที่สุด ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.139 ล้านบาท

และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน คือ รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ โฉมใหม่* พร้อมประกาศความพร้อม ในการส่งทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต นำโดย มร.ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการทีม พร้อมด้วย บริษัท ทันท์ สปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับวิศวกรของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งรับหน้าที่พัฒนาและปรับแต่งรถแข่ง เพื่อลงสู้ศึกการแข่งขันรายการเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี่ 2026 หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 (AXCR 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์อีกครั้ง หลังจากในปีที่ผ่านมา สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์ทั้งในประเภทโอเวอร์ออล และประเภททีม มาครอง โดยสำหรับนักแข่งและผู้นำทาง ยังคงเป็น “ชยพล โยธา” และ “พีรพงษ์ สมบัติวงศ์” คู่หูชาวไทยเจ้าของแชมป์ AXCR ปี 2022 และ 2025 พร้อมด้วย 2 นักแข่งคู่หูจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ “คัตสึฮิโกะ ทากูชิ” และ “ทาคาฮิโระ ยาสุอิ” ผู้คว้าอันดับ 5 ในปี 2025 และ “คาสุโตะ โคอิเดะ” กับ “เออิจิ ชิบะ” ที่พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนเพื่อนร่วมทีมเหมือนปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ยังได้ฉลองความสำเร็จด้วยการคว้า 5 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 (Car of The Year 2026) จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งตอกย้ำความเป็นเลิศของแบรนด์ในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ สมรรถนะการขับขี่ และความพึงพอใจของลูกค้า โดยรถยนต์มิตซูบิชิที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่

•ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี: รางวัลรถไฮบริดเอสยูวี เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,800 ซีซี ยอดเยี่ยม

•มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี: รางวัลรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ยอดเยี่ยม

•มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท: รางวัลรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม

•มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชัน: รางวัลรถยนต์อเนกประสงค์ดัดแปลงขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม

•มิตซูบิชิ แอททราจ: รางวัลรถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่า ยอดเยี่ยม

พลาดไม่ได้ กับโปรแรง “ดอกเบี้ย 0%” ที่มาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มอีกมากมาย ผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมสัมผัสทัพรถยนต์คุณภาพจากมิตซูบิชิหลากหลายรุ่น ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A11) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ

*รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ โฉมใหม่ จะถูกจัดแสดงที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เฉพาะในวันแถลงข่าวเท่านั้น

โปรโมชันรถยนต์มิตซูบิชิ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

รุ่นรถยนต์โปรโมชัน
ออล-นิว เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวีเลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)รับฟรี ประกันคุณภาพรถ นาน 7 ปี  หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(2) รับฟรี ประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(2) เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (1) พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1) เลือกรับ บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 10,000 บาท (ทุกรุ่น) (1) รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)รับฟรี ประกันคุณภาพรถ นาน 7 ปี  หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(2) รับฟรี ประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(2) เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (1) พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1) รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
ปาเจโร สปอร์ต จีที ใหม่ราคาเพียง 1,139,000 บาท(1)รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)
แอททราจ และ มิราจเลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1) เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1) ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ ยกสูงเลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี  หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1) เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1) เลือกรับ บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 5,000 บาท สำหรับมิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ทุกรุ่น(1) ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
ไทรทัน เมกะ แค็บ ตัวเตี้ยราคาเพียง 649,000 บาท(1)รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน5 ปี  หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1) ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)

(1)เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

(2)เงื่อนไขการรับสิทธิ์ขยายเวลาการรับประกันคุณภาพ รวมสูงสุดเป็น 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

และการรับประกันระบบไฮบริดรวมสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ทั้งนี้ ลูกค้าต้องนำรถยนต์เข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะที่กำหนด และเป็นไปตามเงื่อนไขในสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ รวมถึงเป็นไปตามเงื่อนไขการรับประกันของบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น

“ลามิน่าฟิล์ม” เปิดข้อมูลทดสอบ ตอกย้ำเบอร์ 1 ตลาดฟิล์มกรองแสงเมืองไทย

“ลามิน่าฟิล์ม” ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง ด้วยแคมเปญ “ฟิล์มลามิน่า ปกป้องคุณด้วยความจริง” ต่อยอดการให้ข้อมูลการทดสอบที่ถูกต้อง ด้วยค่าประสิทธิภาพการลดความร้อนจากแสงแดดรวม (TSER) ที่ 90 องศา พร้อมขยายการรับประกัน Lamina Digital EV Boost นาน 10 ปี สำหรับประกันออนไลน์เป็นครั้งแรก คาดตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์โตตามตลาดรถยนต์

“ลามิน่าฟิล์ม” ผู้นำตลาดฟิล์มกรองแสงระดับพรีเมียม อันดับหนึ่งในประเทศไทยมากกว่า 30 ปี ส่งแคมเปญ “ฟิล์มลามิน่า ปกป้องคุณด้วยความจริง” ตอกย้ำการให้ข้อมูลผู้บริโภคด้านการทดสอบประสิทธิภาพของฟิล์มกรองแสงด้วยค่า TSER (Total Solar Energy Rejection) ซึ่งเป็นค่าที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลที่ใช้วัดประสิทธิภาพการลดความร้อนจากแสงแดดรวม

นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ฟิล์มกลุ่มพิเศษคุณภาพสูงและฟิล์มกันสะเก็ดหิน “ลูมาร์” โดยอีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม สหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้จะมีการรณรงค์การให้ข้อมูลด้านฟิล์มกรองแสงที่ถูกต้อง แต่ก็ยังพบการบิดเบือนข้อมูลไปถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

“ในปีที่ผ่านมา ลามิน่าได้กระตุ้นการสื่อสารด้านการทดสอบประสิทธิภาพของฟิล์มกรองแสง ผ่านแคมเปญ ‘ฟิล์มลามิน่า อยู่คู่คนทุกเจน…ด้วยความจริง’ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดฟิล์มกรองแสงในประเทศไทย และในปีนี้ เราพร้อมที่จะเดินหน้ากระตุ้นกิจกรรมดังกล่าว ผ่านแคมเปญ ‘ฟิล์มลามิน่า ปกป้องคุณด้วยความจริง’ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องส่งตรงไปยังผู้บริโภค”

ทั้งนี้ ลามิน่าขอยืนยันว่าการทดสอบประสิทธิภาพการกันความร้อนของฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์ ในมาตรฐานระดับสากล จะต้องเป็นการใช้ค่า TSER (Total Solar Energy Rejection) ที่ 90 องศาเท่านั้น ซึ่งการทดสอบการป้องกันค่ารังสีอินฟราเรด (IR) หรือแม้แต่การทดสอบค่า TSER ที่มุมเอียง 60 องศา หรือมุมที่แตกต่างกันออกไป หรือการทดสอบด้วยกระจกสีชา จะให้ผลการทดสอบที่สูงกว่าความเป็นจริง

เพื่อปกป้องผู้บริโภคไม่ให้หลงเชื่อโฆษณาที่เน้นเพียงค่า IR ที่สูง เนื่องจากรังสีอินฟราเรดเป็นเพียงแค่ความร้อนส่วนหนึ่ง และเป็นการวัดค่าเพียงบางช่วงความยาวคลื่นเท่านั้นไม่ใช่ความร้อนจากแสงแดดทั้งหมด ดังนั้นการพิจารณาเพียงค่า IR ไม่ได้ให้ประโยชน์ที่แท้จริงต่อผู้ใช้รถ ในความเป็นจริงค่ากันความร้อนจากแสงแดดต้องพิจารณาจากฟิล์มกรองแสงที่มีค่า TSER ที่ผ่านมาตรฐานที่กำหนดโดย AIMCAL & NFRC และมีสถาบันระดับโลกให้การรับรอง ไม่ใช่แค่ค่าใดค่าหนึ่งสำหรับการโฆษณาเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการสับสนหรือเข้าใจผิด

นอกเหนือไปจากการยืนหยัดที่จะใช้ค่า TSER ในการตรวจสอบค่ากันความร้อนของฟิล์มกรองแสงที่จำหน่าย ตามมาตรฐานสากลที่กำหนดโดย AIMCAL (Association of International Metallizers, Coaters, and Laminators) และ NFRC (National Fenestration Rating Council Certification) ใช้วัดการลดความร้อนจากแสงแดดรวม เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้งานฟิล์มกรองแสงได้อย่างถูกต้อง

บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะนำเข้าสินค้าที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนไป ทั้งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Lamina DigitalBoost® ที่ออกแบบเพื่อรองรับระบบสัญญาณดิจิทัลภายในรถยนต์ยุคใหม่ รวมถึงการทำตลาดสินค้าที่สอดคล้องกับการเติบโตในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและสมาร์ทคาร์ โดยมีการเปิดตัวฟิล์มกรองแสง ลามิน่า ดิจิทัล อีวี บูสต์ เป็นเจ้าแรกที่รองรับการใช้งานของรถยนต์ยุคใหม่ในทุกมิติ

“นอกเหนือจากการทำตลาดสินค้าที่มีความเหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคแล้ว เรายังเดินหน้าสร้างความมั่นใจให้กับท่านเจ้าของรถ ด้วยการให้การรับประกันคุณภาพสินค้าและการติดตั้งผ่านความแข็งแกร่งของบริษัทผู้จัดจำหน่าย โดยในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ลามิน่าจะขยายการรับประกันให้กับลูกค้าที่ติดตั้งฟิล์มกรองแสงลามิน่า ดิจิทัล อีวี บูสต์ เพิ่มเป็น 10 ปี สำหรับลูกค้าที่ทำการลงทะเบียนการรับประกันผ่านระบบออนไลน์”

สำหรับลูกค้าที่ติดตั้งฟิล์มกรองแสงลามิน่า ดิจิทัล อีวี บูสต์ ซึ่งเป็นฟิล์มเอไอเซรามิกสมรรถนะสูง และลงทะเบียนรับประกันออนไลน์ ผ่าน www.laminafilms.com รับสิทธิการรับประกันพิเศษ เพิ่มเป็น 10 ปี โดยมีระยะเวลารับโปรโมชั่นพิเศษจนถึงสิ้นปีนี้ ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่านอกเหนือจากการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงคุณภาพเยี่ยม ยังจะได้รับการดูแลจากบริษัทอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ลามิน่ามีความมั่นใจกับคุณภาพของสินค้าทุกรุ่นที่ทำตลาด รวมถึงการบริการที่ส่งต่อให้ลูกค้ามากกว่า 30 ปี และยังเป็นผู้ประกอบการรายแรกในประเทศไทยที่แนะนำฟิล์มเซรามิกสู่ตลาดเมืองไทย ด้วยมาตรฐานการติดตั้งที่เทียบเท่ามาตรฐานสากล ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการอบรมกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยมีผู้ใช้งานฟิล์มกรองแสงลามิน่าในประเทศไทยแล้วมากกว่า 10 ล้านคนทั่วไทย

นางสาวจันทร์นภา กล่าวถึงภาพรวมของตลาดฟิล์มกรองแสงระดับพรีเมียมสำหรับรถยนต์ว่า น่าจะเติบโตเล็กน้อยตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 6.3 แสนคัน โดยคาดว่าตลาดฟิล์มกรองแสงในภาพรวมน่าจะมียอดจำหน่ายที่ระดับ 1,500 – 1,700 ล้านบาท สืบเนื่องจากผู้บริโภคจะมองหาฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง ที่มีความคุ้มค่าทั้งด้านสินค้าและการให้บริการในสถานการณ์ปัจจุบัน

“ในส่วนของลามิน่าฟิล์ม เรามีความมุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด ด้วยสินค้าที่มีคุณภาพสูงและการให้บริการที่ยอดเยี่ยม ซึ่งจะทำให้เราสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่เหนือกว่าตลาดได้ โดยคาดว่าจะมียอดจำหน่ายที่ 630 ล้านบาทในปีนี้ หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดฟิล์มกรองแสงไม่น้อยกว่า 33% โดยจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งปี โดยเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้”

สำหรับงาน Bangkok International Motor Show 2026 ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ลามิน่าจัดแสดงผลิตภัณฑ์ฟิล์มกรองแสงมากกว่า 100 รุ่นที่บูธหมายเลข A29/2 อิมแพคชาเลนเจอร์ อาคาร 1 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุดคุ้ม รวมถึงรับสิทธิพิเศษในการผ่อนชำระ 0% และรับของพรีเมียมแบบจัดเต็ม เมื่อจองฟิล์มกรองแสงในงานและติดตั้งในเวลาที่กำหนด

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์ไฮเอนด์อีกมากมาย อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ (Thule) จากประเทศสวีเดน และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายานยนต์ครบวงจรแอลลักซ์ (LLux) คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.laminafilms.com

ต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสงลามิน่า สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ Hot Line คลายร้อน สายด่วนผู้บริโภคกับลามิน่าฟิล์ม โทรศัพท์ 02-422-2345 (นอกเวลาทำการเป็นระบบตอบรับอัตโนมัติ) หรือ E-mail : [email protected]

เว็บไซต์ www.laminafilms.com และสามารถเพิ่มช่องทางการติดต่อโดยแอดไลน์ @laminafilms ทางแอปพลิเคชั่น Line

อีซูซุ จัดเต็มครบทุกไลน์อัพ ในงานมอเตอร์โชว์ 2026

อีซูซุ จัดเต็มครบทุกไลน์อัพ ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ชูคอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” พร้อมอวดโฉมทัพรถแต่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทย ร่วมจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” จัดเต็มยนตรกรรมมาอวดโฉมรวมทั้งสิ้น 15 คัน นำทัพโดยรถรุ่นมาตรฐานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวม 10 คัน ทั้งในรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ พร้อมชูไฮไลต์ทัพรถแต่งพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มาเจอครั้งแรกได้ที่งาน ที่พร้อมสะกดทุกสายตา ตลอดจนมอบข้อเสนอสุดเร้าใจกับแคมเพจ์นแห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL” ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมัน PT รวมมูลค่ากว่า 5.4 ล้านบาท

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ อีซูซุตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมตามแบบฉบับอีซูซุ ภายใต้คอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” ซึ่งเป็นการนำเสนอที่สะท้อนแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย สื่อถึงเพื่อนคู่ใจที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้รถชาวไทยในทุกเส้นทางให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเราได้ดึงเอาความอบอุ่นและความเป็นมิตรของ “ยูจัง” (YUU CHAN) มาสคอตใหม่ล่าสุดจากอีซูซุ ผ่านมุมมอง 3 มิติบนจอ LED ขนาดใหญ่ ที่ให้ภาพเสมือนจริงมาผสานกับความเป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวของ “ISUZU D-MAX… THE ONE & ONLY” พร้อมด้วย MU-X “THE NEXT PEAK” เพื่อตอกย้ำคำมั่นสัญญาว่าอีซูซุพร้อมจะยืนหยัดเป็นเพื่อนคู่คิดที่เคียงข้างลูกค้าชาวไทยในทุกสถานการณ์

โดยอีซูซุได้นำรถมาจัดแสดงรวมทั้งสิ้น 15 คัน ทั้งรุ่นมาตรฐานยอดนิยมครบทุกไลน์อัพ จำนวน 10 คัน นำโดยรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ รวมถึงอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” ที่ได้นำมาจำหน่ายครั้งแรกภายในงาน และเพิ่มความสปอร์ตเร้าใจกับรถตกแต่งพิเศษหลากสไตล์จำนวน 5 คัน ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสะกดทุกสายตา นำทัพโดย New! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และ MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่เปิดตัวเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์มาโชว์ภายในงาน พร้อมด้วยไฮไลต์สำคัญอย่าง รถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ รถแข่งต้นแบบที่จะใช้ในรายการ “ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026” และ ISUZU V-CROSS 4×4 เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ที่อีซูซุได้ร่วมมือกับ WILD ผู้ผลิตชิ้นส่วนชื่อดังของไทยในการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคันโดยเฉพาะ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Dolomite White Pearl มาตกแต่งเพิ่มความดุดันขั้นสุดในสไตล์ Top Secret SPL ครั้งแรกของโลกกับการเผยโฉมโปรเจกต์ “TOP Secret The First PPV” และ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น Active สี Dolomite White Pearl ที่ร่วมมือกับ Bangkok Hot Rod Custom Show ผู้จัดงานประกวด Custom Car ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาพลิกโฉมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งพิเศษคอนเซปต์ “Premium Tough”

นอกจากนี้ ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก อีซูซุยังคงเดินหน้าสนับสนุนนโยบาย การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” โดยมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ล่าสุดได้มีการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการความร่วมมือพัฒนาไบโอดีเซล เจเนอเรชันใหม่ ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งหลังจากเฟสแรกเมื่อปลายปี 2566 โดยร่วมกับ บริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด ทดสอบใช้น้ำมัน HVO (Hydrogenated Vegetable Oil) หรือน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว 30% ในรถบรรทุก Isuzu ELF ควบคู่กับการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ จนสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุด ถึง 30% ไปแล้วนั้น ขณะนี้การทดสอบในเฟสที่ 2 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนด้วยการใช้น้ำมันปาล์มไบโอดีเซล B20 ควบคู่กับ HVO 30% ทดสอบ วิ่งใช้งานจริงบนสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดด้วยรถปิกอัพอีซูซุรุ่นล่าสุดมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ยอดเยี่ยม อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันไม่ต่างจากเดิม แต่สามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุดถึง 50% ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอีซูซึในการมีส่วนช่วยลด Carbon Footprint ให้โลกได้

พร้อมกันนี้ เพื่อแทนคำขอบคุณจากใจสำหรับความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้อีซูซุเสมอมา เราได้จัดเตรียมแคมเพจ์นยิ่งใหญ่แห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL” และ “ISUZU my-MEMBER my-Bonus ความสุขส่งต่อได้” เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศอีกด้วย

ข้อมูลยนตรกรรมที่อีซูซุนำมาจัดแสดงภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 รวม 15 คัน มีดังนี้

รถอีซูซุรุ่นมาตรฐานรวม 10 คัน ได้แก่

ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY”

ISUZU V-CROSS 4×4 3.0 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด M เกียร์อัตโนมัติ สี Inishmore Gray Opaque

ปิกอัพสปอร์ตออฟโรด ขับเคลื่อนความดุดันด้วยขุมพลัง 3.0 Ddi MAXFORCE กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร พร้อมลุยฝ่าทุกอุปสรรคด้วยระบบ Terrain Command ที่เปลี่ยนเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว เสริมทัพด้วยระบบ ล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า E-Diff Lock และ Rough Terrain Mode ยกระดับความสบายอีกขั้นด้วย ใหม่! พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ที่ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำและเบาแรงในทุกสภาพถนน มั่นใจไร้กังวลด้วยกล้องรอบคัน 360° Surround View Camera พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS เวอร์ชันล่าสุด รวม 17 ระบบ (อาทิ LKAS, ACC, FCW, AEB, BSM, RCTA & B, AHB และ MCB)

โดดเด่นขั้นสุดด้วยการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในกับ ใหม่! ISUZU V-CROSS PACKAGE ดุดันทรงพลังเกินขีดจำกัดด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer เข้าคู่กับ ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวเส้นสาย Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ที่รวมทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟหรี่ และไฟเลี้ยวไว้ในหนึ่งเดียว รับกับไฟท้าย LED แบบ Clear Lens และล้ออัลลอย 18 นิ้ว สี Matte Black ดีไซน์ Metal Claw สปอร์ตเท่ได้ใจสายลุย ภายในห้องโดยสารสปอร์ตพรีเมียมด้วยเบาะนั่งทูโทนดีไซน์ใหม่ โอบกระชับสรีระ มาพร้อมเทคโนโลยีลดการสะสมความร้อน COOLMAX และระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางสำหรับที่นั่งคนขับ

ISUZU D-MAX “THE ONE & ONLY” รวม 3 คัน

ISUZU D-MAX HI-LANDER 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด Z เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Elbrus Gray Opaque

ปิกอัพ 4 ประตูยกสูงสไตล์สปอร์ต ที่สืบทอด DNA แห่งความเชื่อมั่นของอีซูซุ มากว่าครึ่งศตวรรษ ทะยานไปกับขุมพลังใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร มอบความแรงที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมันเหนือชั้น ตามแบบฉบับอีซูซุ พร้อมรองรับน้ำมันดีเซล B20 ส่งกำลังนุ่มนวลต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ให้อัตราทดต้นจัด ปลายไหล

โดดเด่นสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ภายนอกสุดโฉบเฉี่ยว จากกระจังหน้าใหม่แบบ Multi-layer เข้าชุดกับไฟหน้า Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ไฟท้าย LED แบบ Clear Lens และล้ออัลลอยสีเงิน ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารมอบความสะดวกสบายขั้นสุดด้วยเบาะสปอร์ต COOLMAX ล้ำสมัยด้วยหน้าจอ Infotainment 8 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay* พร้อมจอ MID 7 นิ้ว และช่องชาร์จ USB-C

ISUZU D-MAX CAB4 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด L เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Bohemian Silver Metallic

ปิกอัพดีไซน์เท่ แกร่งทุกมุมมอง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE มอบพละกำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันขั้นสุด พร้อมรองรับน้ำมัน B20 ตอบสนองการขับขี่อย่างราบรื่นและต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ภายนอกโดดเด่นสะกดสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer  สีเทาไทเทเนียมสลับเงินเมทัลลิก ส่องสว่างกว้างไกลด้วยไฟหน้า Bi-Beam LED Projector คู่กับไฟท้าย LED แบบ Clear Lens เสริมความสปอร์ตลงตัวด้วยกันชนและกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ

ภายในห้องโดยสารอัปเกรดความทันสมัยด้วยคอนโซลหน้าหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินเมทัลลิกและสีดำอย่างลงตัว มอบความผ่อนคลายตลอดการเดินทางด้วยเบาะผ้าพรีเมียมสีดำ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay พร้อมการเชื่อมต่อครบครันทั้ง Bluetooth, WiFi Mirroring และช่องชาร์จ USB-C ปิดท้ายความมั่นใจในทุกการถอยจอดด้วยกล้องมองหลังที่มาพร้อมเส้นกะระยะ Dynamic Guideline

ISUZU D-MAX SPARK 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด S เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Siberian White

ปิกอัพขนส่งแห่งอนาคต หนึ่งเดียวที่สืบทอด DNA ความเชื่อมั่นของอีซูซุ ในฐานะผู้นำรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก ตอบโจทย์งานบรรทุกเต็มพิกัด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแห่งสมรรถนะใหม่ล่าสุด 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่ทรงพลัง ออกตัวเร็วยิ่งขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันขั้นสุด พร้อมรองรับน้ำมัน B20 ส่งกำลังต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบสปอร์ต REV TRONIC ที่ออกแบบมาเพื่อรับกับเครื่องยนต์ 2.2 โดยเฉพาะ ให้อัตราทดสัมพันธ์กับแรงบิดสูงตั้งแต่ช่วงออกตัว และเร่งแซง พร้อมกระบะพื้นเรียบแบบ FLAT DECK

แกร่ง ทนทาน ด้วยแชสซีส์เหล็กกล้าแบบ Reinforce และโครงสร้างตัวถัง Ultra-High Tensile ทนทานต่อการบิดตัว ผสานช่วงล่างหลังแหนบยาวแบบ Long Span ที่รองรับน้ำหนักได้ดีและให้ความนุ่มนวล มั่นใจยิ่งกว่ากับทุกการขนส่งด้วยระบบความปลอดภัย ทั้งระบบควบคุมการทรงตัว (ESC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) ระบบช่วยบนทางลาดชัน (HSA/HDC) ระบบเบรก ABS/EBD/BA พร้อมแอร์แบคคู่หน้า และฟังก์ชัน Crash Unlock ปลดล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อแอร์แบคทำงาน มอบความอุ่นใจและคุ้มค่าในทุกการใช้งาน

ISUZU X-SERIES “2 HOT…2 HANDLE” ร้อนแรง…เป็นเรื่อง!

ISUZU X-SERIES รุ่น HI-LANDER  2 COOL… 2 STOP! เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Dolomite White Pearl

ปิกอัพสปอร์ตยกสูงดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว ทะยานแรงไปกับครั้งแรกของขุมพลังใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ตอบสนองความเร้าใจทุกอัตราเร่งด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ใหม่! และเพิ่มความสนุกในการขับขี่ไปอีกขั้นด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย ให้คุณเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

โดดเด่นสะกดทุกสายตากับชุดแต่ง The X Package ดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ดุดันด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer โทนเข้มตัดขอบแดง Garnet Red รับกับไฟหน้าดีไซน์พิเศษที่แทรกเส้นสาย Stylish Red Line สุดโฉบเฉี่ยว และไฟท้าย LED แบบ CLEAR LENS เสริมความสปอร์ตขั้นสุดด้วยกันชนหน้า-หลังสีเดียวกับตัวรถสไตล์ Integrated พร้อม Aerodynamic Sport Bar เหนือกระบะท้าย สติกเกอร์คาดหน้า-หลังลาย Uptown Vibe และล้ออัลลอยสี Gloss Black ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารยกระดับความพรีเมียม ด้วยคอนโซลหน้าหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งสอดรับด้วยสีเทาเข้มและ Piano Black นั่งสบายด้วยเบาะหนังสังเคราะห์ COOLMAX สีดำ พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง และเติมเต็มความสะดวกสบายด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว

รถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV”   

Isuzu D-Max EV

“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพพลังไฟฟ้า 100% เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้า    ชาวไทย รถรุ่นนี้ ถือเป็นรถปิกอัพไฟฟ้ายี่ห้อแรกจากฐานการผลิตไทยไปจำหน่ายยังตลาดยุโรป ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การที่อีซูซุใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญที่สุด

“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพ 4 ประตูพลังไฟฟ้า 100% สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก ระบบขับเคลื่อนแบบ Dual Motor by E-Axle ช่วงล่าง De-dion พร้อมลีฟสปริงส์ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้รถทั้งเพื่อการพาณิชย์และส่วนตัว โดยยังคงประสิทธิภาพที่ทนทานตามความคาดหวังของการใช้งานรถปิกอัพ แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ของอีซูซุ คือ ความแข็งแกร่ง ทนทาน สำหรับลูกค้าประเภทองค์กรที่พร้อมมุ่งสู่นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนไปด้วยกัน

MU-X “THE NEXT PEAK” รวม 4 คัน

MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD 3.0 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Eiger Gray Opaque

ยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียมสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อขั้นสุด ทะยานข้ามทุกขีดจำกัดด้วยขุมพลัง 3.0 Ddi MAXFORCE 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร ลุยฝ่าทุกอุปสรรคอย่างเหนือชั้นด้วยระบบ Terrain Command และ Rough Terrain Mode พร้อมมอบความนุ่มนวลและหนึบแน่นทุกการเข้าโค้งด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ขับขี่สบายคล่องตัวด้วยพวงมาลัยไฟฟ้า มั่นใจอุ่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมกล้องถอยหลังที่มีเส้นกะระยะ Dynamic Guideline

ดุดันสะกดทุกสายตากับดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค ผ่านเส้นสาย EMBRACE LINE โดดเด่นสง่างามด้วยกระจังหน้า BLACK DIAMOND GRILLE ประดับสัญลักษณ์ RS สอดรับกับไฟหน้าและไฟท้าย DYNAMIC BLADE ดุดันขั้นสุดด้วยกันชนหน้าสไตล์ FIGHTER JET พร้อม AIR CURTAIN ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ เสริมความเท่ด้วย FENDER GARNISH สีดำ และล้ออัลลอย RS DESIGN ขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายด้วยเบาะ COOLMAX โอบรับสรีระ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสัญลักษณ์ RS สี LIME GREEN เติมเต็มความบันเทิงด้วยหน้าจอสัมผัส 9 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto* พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่งรอบทิศทาง

MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Dolomite White Pearl  

ยนตรกรรมอเนกประสงค์สปอร์ตพรีเมียม ยกระดับสู่จุดพีคใหม่ของชีวิต ขับสนุกเร้าใจยิ่งกว่าเคยด้วยขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร มอบอัตราเร่งยอดเยี่ยมและเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic และระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย เพิ่มความมั่นใจเหนือระดับด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ช่วยลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของตัวรถ มอบความนุ่มนวลและหนึบแน่นทุกครั้งที่เข้าโค้ง พร้อมอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานร่วมกับกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera

สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค ผ่านเส้นสาย DYNAMIC รอบคัน โดดเด่นสง่างามด้วยกระจังหน้า BLACK DIAMOND GRILLE ประดับสัญลักษณ์ RS สอดรับกับไฟหน้าและไฟท้ายแบบ DYNAMIC BLADE และเส้นสายดีไซน์ EMBRACE LINE ดุดันขั้นสุดด้วยกันชนหน้าสไตล์ FIGHTER JET พร้อม AIR CURTAIN ที่ช่วยรีดอากาศและเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ เสริมลุคสปอร์ตเต็มพิกัดด้วย FENDER GARNISH สีดำ SIDE GARNISH สัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอย RS DESIGN ขนาดใหญ่ 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายโอบรับสรีระด้วยเบาะ COOLMAX ที่ช่วยลดการสะสมความร้อน โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการตกแต่งสัญลักษณ์ RS สี LIME GREEN สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น ULTIMATE สี Bavarian Black Mica

ยนตรกรรมอเนกประสงค์ดีไซน์หรูล้ำหน้า สู่จุดพีคสุดของความสำเร็จ ครั้งแรกของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ตอบสนองฉับไวด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC พร้อม Sequential Paddle Shift ขับขี่คล่องตัวด้วยพวงมาลัยไฟฟ้า EPS มั่นใจทุกการเข้าโค้งด้วยช่วงล่างหลังแบบ 5-Link Suspension เอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ผสานโช้กอัพใหม่! STIFF FLEX ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือน อุ่นใจขั้นสุดด้วยระบบความปลอดภัย ADAS แบบจัดเต็มครอบคลุมทุกการขับขี่ และกล้อง 360° Surround View Camera ให้ภาพคมชัดแบบ 3D พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ

สะกดทุกสายตากับดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ หรูหราด้วยกระจังหน้า DYNAMIC GRILLE วัสดุสีดำ TITANIUM CARBIDE สอดรับกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ DYNAMIC TURBINE สี MAGNETITE ยกระดับความภูมิฐานภายในห้องโดยสารขั้นสุดด้วยโทน สี TRUFFLE BROWN – BLACK เบาะนั่ง 7 ที่นั่งโอบรับสรีระ โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เติมเต็ม Seamless Life ด้วยหน้าจอ Infotainment 9 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay* พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วย Smart Tailgate ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าพร้อม Step Sensor และระบบ Jam Protection

MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น ELEGANT สี Dolomite White Pearl

ยนตรกรรมอเนกประสงค์ดีไซน์สปอร์ตหรู ขับเคลื่อนความเหนือระดับด้วยขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังราบรื่น                        ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Rev Tronic พร้อมเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย มอบความนุ่มนวลและมั่นใจทุกจังหวะเข้าโค้งด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพ แบบ STIFF FLEX ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของตัวรถ พร้อมยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้นด้วย ใหม่! ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกับกล้องหน้าคู่ เรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคัน

สะท้อนความโอ่อ่าหรูหราในทุกมิติ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกกับกระจังหน้าสีเทาดำสลับ Titanium Carbide รับกับกันชนหน้าสีทูโทน และส่องสว่างโฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า Bi-Beam LED Projector ดีไซน์ Dynamic Blade ลงตัวกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พรีเมียมทุกการสัมผัสด้วยคอนโซลและแผงประตูที่ตกแต่งด้วย Titanium Gray Metallic ตัดสลับ Piano Black นั่งสบายเหนือระดับด้วยเบาะหนังสังเคราะห์เทคโนโลยี COOLMAX ในโทนสีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ TRUFFLE BROWN

รถอีซูซุตกแต่งพิเศษ หลากหลายสไตล์ รวม 5 คัน ได้แก่

Isuzu Challenge Thailand 2026 Racing Car (Isuzu D-Max Spacecab 2.2 Ddi MAXFORCE)

สุดยอดรถแข่งต้นแบบที่ต่อยอด DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ตของแบรนด์ ISUZU ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและภาพลักษณ์ที่ยกระดับไปอีกขั้น โดยพัฒนาขึ้นเพื่อสู้ศึกรายการ “ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026” โดยเฉพาะ สร้างสรรค์บนพื้นฐานรุ่น Isuzu D-Max Spacecab ยกระดับความเร้าใจด้วยการปรับจูนขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 285 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 507 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านชุดคลัตช์ BK Racing และเฟืองท้ายหลังแบบ Limited Slip ทรงตัวเข้าโค้งเฉียบคมด้วยชุดช่วงล่าง Penske แบบ 2 Way พร้อมชุดแหนบพิเศษ สยบทุกความแรงด้วยระบบเบรก Neotech EVO-R เบรกหน้าขนาด 6 พอร์ต จานเบรก 360 มม. และเบรกหลัง 4 พอร์ต พร้อมผ้าเบรก Ferodo เกาะถนนมั่นใจด้วยล้อฟอร์จขนาด 18 นิ้ว (ล้อหลังติดตั้งแผ่น Aerodisc) รัดด้วยยาง Toyo Tires รุ่น Proxes Sport 2 ขนาด 275/40 R18 ซึ่งเป็นยาง Isuzu Challenge Official Tires

ออกแบบตัวถังรถยนต์เน้นหลักอากาศพลศาสตร์สไตล์รถแข่ง GT ด้วยชุดแอโรพาร์ทจาก Tera Engineering รอบคัน โดดเด่นด้วย Front Wing และสปอยเลอร์หลัง  แบบปรับระดับได้ พร้อมฝาครอบกระบะท้ายดีไซน์พิเศษด้วยครีบรีดอากาศ โป่งล้อ สเกิร์ตข้าง และ Diffuser หลัง หูลากจูงด้านหน้า-หลัง ภายในห้องโดยสารสปอร์ตเต็มพิกัดด้วย Roll-cage ตามหลัก FIA เบาะรถแข่ง เข็มขัดนิรภัย Racing Harness ตาข่ายดักกระจก ระบบถังดับเพลิงอัตโนมัติ พวงมาลัย Zestek ดีไซน์เฉพาะ ล้ำหน้าสุดด้วยระบบ Telemetry (Isuzu Challenge Technology) สำหรับการจัดเก็บข้อมูลการขับขี่ที่แสดงข้อมูลเครื่องยนต์และสถานะตัวนักแข่งแบบ Real time ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการที่นำระบบนี้มาใช้กับการแข่งแบบ One Make Race

โดยตารางการแข่งขันของ ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026 ในรายการ             PT MAXNITRON RACING SERIES ฤดูกาล 2026 มีดังนี้

Event 1 (Race 1-3) : วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

Event 2 (Race 4-5) : วันที่ 14 – 16 สิงหาคม 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

Event 3 (Race 6-7) : วันที่ 14 – 18 ตุลาคม 2026 ณ สนาม พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์ จังหวัดสงขลา

NEW! ISUZU V-Cross 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด Z เกียร์อัตโนมัติ สี INISHMORE GRAY OPAQUE มาพร้อมชุดแต่ง WILD

สิ้นสุดการรอคอยกับการเผยโฉมคันจริงให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก! สปอร์ตออฟโรดที่ต่อยอด DNA ความแกร่งจาก NEW! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” เปิดมิติใหม่ด้วยขุมพลังดีเซลเจเนอเรชันล่าสุด 2.2 Ddi MAXFORCE ที่เปิดตัวล่าสุดไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC ตอบสนองฉับไว ขับสนุก และประหยัดน้ำมัน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดุดัน กระจังหน้า Multi-layer และสีใหม่ เทา Inishmore Gray Opaque ภายในยกระดับความสบายแบบ FIRST CLASS ด้วยเบาะ COOLMAX สีดำ พร้อมระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบ มั่นใจทุกการผจญภัยด้วยระบบ Professional 4×4 พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า E-Diff Lock และ Rough Terrain Mode ลุยน้ำลึกได้ถึง 800 มม. เสริมความดุดันด้วยล้อ LENSO ARGO ขนาด 18 นิ้ว และยาง TOYO OPEN COUNTRY ตอกย้ำความโดดเด่นขั้นสุดด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ SPORT              OFF-ROAD จาก WILD เติมเต็มลุคแข็งแกร่งพร้อมลุยทุกเส้นทาง รวม 9 ชิ้น ประกอบด้วยชุดสเกิร์ตกันชนหน้า สเกิร์ตข้าง คิ้วซุ้มล้อ และชุดตกแต่งกันชนท้าย ในราคาจำหน่ายแนะนำ 32,500 บาท/ชุด (ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569)

MU-X Top Secret SPL

รถอเนกประสงค์สายสปอร์ตที่นำ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE    รุ่น RS สี Dolomite White Pearl มาตกแต่งยกระดับความพรีเมียมสปอร์ตขั้นสุดในสไตล์Top Secret ครั้งแรกของโลกกับการเผยโฉมโปรเจกต์ “TOP Secret The First PPV” ที่มี แรงบันดาลใจจากรถเจ็นแรกของ Top Secret ก่อนจะเป็นร่างทองดึงดูดทุกสายตาด้วยชุดแต่งคาร์บอนสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากโปรเจกต์ Monza Gold จัดเต็มรอบคันตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า ลิ้นหน้า ครอบกระจกมองข้าง ฝาท้าย ไปจนถึงสปอยเลอร์หลัง จัดทรงสปอร์ตให้รับกับซุ้มล้ออย่างลงตัวด้วยโช้กอัพจาก Profender และอัปเกรดความหนึบด้วยเหล็กกันโคลง โดดเด่น ด้วยล้อและยางสีทอง พร้อมสมรรถนะความแรงทะลุพิกัด 230 แรงม้า ทวีความเร้าใจด้วยชุดท่อไอเสียจาก HKS และอัปเกรดความสปอร์ตภายในห้องโดยสารแบบจัดเต็ม

MU-X HOT ROD LIMITED EDITION

รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สไตล์พรีเมียมสปอร์ตเรซซิ่งที่นำรถ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น Active สี Dolomite White Pearl ที่ร่วมมือกับ Bangkok Hot Rod Custom Show ผู้จัดงานประกวด Custom Car ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาพลิกโฉมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งพิเศษคอนเซปต์ “Premium Tough” ที่ผสมผสานความสปอร์ตดุดันและความพรีเมียมไว้อย่างลงตัว พร้อมสร้างความเอ็กซ์คลูซีฟเหนือระดับด้วย การผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ MU-X HOT ROD LIMITED EDITION สำหรับมิว-เอ็กซ์ รุ่น Active ราคาขายเริ่มต้น 30,000 บาท/ชุด เมื่อซื้อพร้อมรถ ราคาไม่รวมล้อแม็กซ์และยาง

MU-X HOT ROD LIMITED EDITION โดดเด่นโดนใจสายสปอร์ตด้วยชุดบอดี้พาร์ท 19 ชิ้น รอบคันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ จัดเต็มตั้งแต่ชุดกันชนหน้า ดีไซน์รับกับคิ้วซุ้มล้อหน้าและคิ้วซุ้มล้อหลัง สอดรับกับชุดตกแต่งด้านข้าง และกันชนท้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสริมความโฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยชุดสติกเกอร์ตกแต่งลวดลายด้านข้างทรงสปอร์ต ที่ดึงจิตวิญญาณแห่งความเร้าใจสไตล์ HOT ROD ออกมาได้อย่างเต็มพิกัด

ปิดท้ายด้วย ล้อ MX-FIDEL จาก Lenso ดุดันสไตล์ออสเตรเลียน เอาท์แบ็ค (Outback) แข็งแกร่งด้วยดีไซน์ วงแหวน 2 ชั้น มาพร้อมยาง Lenso RT07 265/65R17 ยางรถยนต์ที่นุ่ม เงียบ เอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยลาย ‘คาโม่’ ที่ให้ความรู้สึกดุดันรองรับได้กับทุกเส้นทาง ทั้งการขับขี่ออนโรด และออฟโรด

ISUZU V-CROSS HAMER

ปิกอัพออฟโรดสายลุยที่นำรุ่น V-Cross 3.0 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด M            เกียร์อัตโนมัติ สี Inishmore Gray Opaque มาพลิกโฉมดุดันภายใต้คอนเซปต์ “Premium Tough” จัดเต็มความแข็งแกร่งรอบคันด้วยชุดแต่งจาก HAMER เริ่มตั้งแต่กันชนหน้า Atlas Series Bull Bar กันชนท้าย Nova Series Rear Bar และบันไดข้าง Conquest Rock Slider ปกป้องขีดสุดในทุกเส้นทางด้วยแผ่นกันกระแทกใต้เครื่องยนต์ Bash Plate ส่องสว่างคมชัดทุกการผจญภัยด้วยไฟสปอตไลต์ด้านหน้า LED Luminos 7 นิ้ว และไฟบนหลังคา LED Ruby ยกระดับอรรถประโยชน์สำหรับการเดินทางให้สมบูรณ์แบบ ด้วยแร็คหลังคา Flat Rack ชุดแร็คกระบะท้าย Titan Bed Rack พร้อมตัวแบ่งสัมภาระ Cargo Divider กล่องอเนกประสงค์ Adventure Box และแผ่นรองพื้นกระบะ H-Mat อัปเกรดสมรรถนะการลุยให้หนึบกระชับด้วยชุดช่วงล่าง HAMER H4X Twin Tube แมตช์ความดุดันขั้นสุดด้วยล้ออัลลอย BLACK RHINO รุ่น RIVAL ขนาด 17 นิ้ว สี Matte Gunmetal สลับขอบดำ Matte Black

อีซูซุยังได้มอบแคมเพจ์นพิเศษและกิจกรรมสำหรับลูกค้า ดังนี้

แคมเปญแห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL ลุ้นรับบัตรน้ำมันทุกสัปดาห์” มอบสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ หรือรถอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 จับแจกบัตรเติมน้ำมัน PT ทุกสัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 459 รางวัล มูลค่ารวม 5,400,000 บาท ได้แก่ บัตรเติมน้ำมัน PT มูลค่า 100,000 บาท จำนวน 9 รางวัล และ มูลค่า 10,000 บาท จำนวน 450 รางวัล เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศ

“ISUZU my-MEMBER my-Bonus ความสุขส่งต่อได้” แคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าของอีซูซุที่ลงทะเบียนในช่องทางที่กำหนด รับทันทีคูปองส่วนลดลูกค้า ISUZU my-MEMBER ตามระดับสมาชิกของลูกค้าเก่าสูงสุด 30,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์และ สูงสุด 50,000 บาท สำหรับซื้อรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ และรับส่วนลด my-Bonus สูงสุด 5,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ และรถอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์เฉพาะรุ่นที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 เมษายน 2569

•28 มีนาคม 2569 พบกับผองเพื่อนมาสคอตจาก GMMTV ของ ยูจัง (YUU CHAN)               ทั้งโพก้าซัง (POLCASAN) และจัมโม่ (JUMMO) ที่จะมามอบความน่ารักสดใสให้กับบูธอีซูซุ

•29 มีนาคม 2569 พบกับคุณเบียร์ ใบหยก ที่จะมาแนะนำรถ MU-X Top Secret คันใหม่ล่าสุด พร้อมพูดคุยและแจกลายเซ็นต์

•โซนกิจกรรม 4×4 Experience สัมผัสประสบการณ์ออฟโรดรูปแบบใหม่ ร่วมสนุกกับเกม V-Cross GO! สวมบทบาทขับรถ ISUZU V-Cross 3.0 และ 2.2 Ddi MAXFORCE ขึ้นเขาจำลองสถานการณ์จริง พร้อมรับของที่ระลึก ยูจัง (YUU CHAN) สุดพิเศษ โดยในวันที่ 25 มีนาคม 2569 พบกับ นักแคสเกมชื่อดัง อาทิ Deklaaon Channel pangchom.tv IceBarBer Chicken V ที่จะมาท้าดวลประลองความเร็วในสนามจำลองที่บูธอีซูซุ

•กิจกรรมสุดเก๋ ที่จะเปลี่ยนใบหน้าและท่าทางของคุณผ่าน AI Camera ให้เป็นวิดีโอสุดสนุกผ่านธีมต่างๆ มากมาย

•พิเศษ! กิจกรรม Workshop แก้วน้ำ DIY สำหรับลูกค้าจองรถภายในงาน

พิเศษ! ลูกค้า ISUZU my-MEMBER สามารถรับของที่ระลึกสุดพิเศษ กระเป๋าผ้า THE ONE & ONLY และแผ่นหอม  ยูจัง (YUU CHAN) เพียงโชว์สถานะสมาชิกบนแอปพลิเคชัน my-ISUZU

•โซนของที่ระลึกภายในบูธ พบกับเสื้อดีไซน์ใหม่จาก TOP SECRET เสื้อโปโล Isuzu Challenge Thailand และ ของที่ระลึก ยูจัง (YUU CHAN) สุดพิเศษต่างๆ อีกมากมาย

เชิญสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมใหม่ล่าสุด! ISUZU D-MAX “THE ONE & ONLY” ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” ISUZU X-SERIES “2 HOT…2 HANDLE” และรถอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ บูธอีซูซุ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ร่วมติดตามและ อัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

มาสด้า เปิดตัว Mazda6e บุกกตลาดรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

มาสด้า บุกตลาดรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เปิดตัว The All-Electric Mazda6e สปอร์ต หรูหรา สง่างาม ชูมาตรฐานยุโรป และคุณภาพเหนือราคา

-รุ่น Premium ราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท พร้อมห้องโดยสารตกแต่งภายในด้วยวัสดุหนังสีดำ มอบภาพลักษณ์สปอร์ตทันสมัย

-รุ่น Exclusive ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท ยกระดับภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุหนัง Nappa/Suede สีแทน

-นิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู แบบ NeoFastback

-แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกล 654 กม.

-รองรับการชาร์จด่วน DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30%-80% เร็วสูงสุดใน 15 นาที

-เปิดจองแล้ววันนี้ รับฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย 

รับประกันคุณภาพรถนาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

คุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

-ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance

-ฟรีโฮมชาร์จเจอร์ ยี่ห้อ ABB จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มูลค่า 39,990 บาท

-ฟรี Mazda Connectivity นาน 5 ปี

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 23 มีนาคม 2569 – มาสด้าประกาศบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในประเทศไทย เปิดตัวแนะนำอย่างเป็นทางการ The All-Electric Mazda6e ยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback” ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างามด้วยการเป็น 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่เข้าชิง World Car Design of the Year ประจำปี 2026 มาพร้อมแนวคิด “Electrified Perfection in Oneness” จุดประกายความสมบูรณ์แบบให้เป็นหนึ่งเดียว มั่นใจตอบทุกความต้องการของลูกค้าที่อยากได้จากรถไฟฟ้าจากญี่ปุ่น เพราะนี่คือรถยนต์ไฟฟ้าที่มาสด้ามุ่งมั่นและตั้งใจพัฒนาเพื่อให้ได้รถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในตลาด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ดีไซน์สง่างามดุจงานศิลปะที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน พัฒนาโดยทีมวิศวกรมาสด้าประเทศญี่ปุ่น สมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ คงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ ราคาสุดเซอร์ไพร์สเพียง 1,169,000 บาทเท่านั้น

มาสด้าชูจุดเด่นที่เหนือกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วๆ ไป พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ทุกมิติ ออกแบบสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอกจาก  โคดะ ดีไซน์ ระบบช่วงล่างทั้งแน่นและหนึบการันตีโดยทีมวิศวกรมาสด้าประเทศญี่ปุ่น ด้วยคุณภาพการผลิตที่การคัดสรรเฉพาะวัสดุเกรดพรีเมี่ยมมาตรฐานยุโรป เทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำอนาคต โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ 84 แห่ง คุณภาพการบริการหลังการขายเต็มประสิทธิภาพ พร้อมช่องซ่อมเร่งด่วน Fast Track ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง 40 แห่ง ศูนย์กระจายอะไหล่ใหญ่สุดหนึ่งเดียวในประเทศไทยและส่งออกทั่วอาเซียน การรับประกันคุณภาพนานสูงสุด 8 ปี 160,000 กิโลเมตร การสำรองอะไหล่แท้ครอบคุมทุกชิ้นส่วน รวมทั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ระบบการจัดส่งอะไหล่ภายใน 24 ชั่วโมง  ระยะทางในการขับขี่ 654 กิโลเมตร* ระยะเวลาในการชาร์จจาก 30%-80% เร็วสูงสุดเพียง 15 นาที** เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยสบายใจไร้ความกังวลใจไปตลอดการใช้งาน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าการเปิดตัวแนะนำ The All-Electric Mazda6e ซึ่งผลิตจากโรงงานมาสด้าที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรในเมืองนานจิง ประเทศจีน ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตรถยนต์มาสด้าเพียงยี่ห้อเดียว คาดว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าชาวไทย และเป็นสเปคเดียวกันกับที่ขายในทวีปยุโรป เพราะเราเข้าใจถึงความต้องการอย่างท่องแท้ของลูกค้าจึงคัดกรองแต่สิ่งที่ดีที่สุดมาให้ลูกค้าชาวไทย การนำเสนอรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่ โดยทีมวิศวกรของมาสด้า พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์ ที่มุ่งมั่นพัฒนาให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยแนวคิดที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า มอบประสบการณ์การขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ การตอบสนองของรถยนต์สอดคล้องกับองศาการเหยียบคันเร่ง มีการปรับแต่งพวงมาลัยและระบบเบรก เพื่อให้รถตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างสมดุล หลังจากเปิดให้ลูกค้าจองสิทธิ์และนำไปจัดแสดงมาแล้วทั่วประเทศประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีลูกค้าจองสิทธิ์มาแล้วกว่า 4,000 คัน วันนี้ มาสด้าพร้อมประกาศราคาเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในตลาด ด้วยราคาสุดพิเศษที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

ราคาจำหน่าย The All-Electric Mazda6e

•รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท

•รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

มาสด้ายินดีมอบแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่จองภายในงานฯ หรือ ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ประกอบด้วย

-ดอกเบี้ยพิเศษ 1.78%1

-ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance2

-ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ3

-และฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี4

นอกจากนั้น มาสด้ายังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย

-รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(5)

-ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(6)

-ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(7)

-ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(8)

สิทธิพิเศษดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 และออกรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น และสำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package ไว้ก่อนหน้านี้ สามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

(1)ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

(2)บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

(3)ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

(4)สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

(5)ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

(6)แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

(7)เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

(8)เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดฉากสุดอลังการ

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดฉากสุดอลังการ สะท้อนพลังอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต ภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY” ตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ประกาศความพร้อมการจัดงานภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” สะท้อนการประสานอย่างลงตัวของเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน และบทบาทสำคัญในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน เวทีเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานฯ กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้ผลิตยานยนต์ เทคโนโลยี และตลาดโลก เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผู้จัดงานมองว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการบริหารจัดการผลกระทบในภาพรวมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรการที่เหมาะสมจากภาครัฐในระดับนโยบาย

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังจำเป็นต้องยกระดับและพัฒนาศักยภาพการผลิต เพื่อรักษาบทบาทการเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาทั้งรถยนต์พลังงานทางเลือกและรถยนต์สันดาปที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความหลากหลายของตลาด

ในบริบทดังกล่าว การจัดงาน Bangkok International Motor Show จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงนวัตกรรมยานยนต์ระดับนานาชาติ หากยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างยอดขาย ขับเคลื่อนห่วงโซ่

อุตสาหกรรม ส่งเสริมการจ้างงาน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”โดยในปีนี้ มีบริษัทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมออกบูธแล้ว 45 บริษัท แบ่งเป็น รถยนต์ 37 บริษัท และรถจักรยานยนต์ 8 บริษัท และมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 10 รุ่น ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ การเข้าร่วมของกลุ่มแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ที่เพิ่งเปิดตลาดในประเทศไทย อาทิ CHERY, LEPAS, FIREFLY, FORTHING และ TESLA ซึ่งเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพตลาดไทย

นอกจากนี้ ทุกบริษัทต่างปรับกลยุทธ์ด้านราคาและนำเสนอเงื่อนไขทางการเงินที่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แคมเปญส่งเสริมการขาย หรือโปรแกรมผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาพรวม จากกระแสตอบรับดังกล่าว ผู้จัดงานคาดการณ์ว่า การจัดงานในปีนี้จะสามารถ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงเวลาการจัดงาน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ยังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตคอนเทนต์ด้านยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์ เข้ามาลงทะเบียนกว่า 3,000 คน เพื่อรายงานและสร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง ทุกการเปิดตัวรถใหม่ ทุกโปรโมชั่น และทุกไฮไลต์ภายในบูธ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว สร้างการรับรู้ในวงกว้าง”

ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชมงานจำนวนมากไม่ได้มาเพียงเพื่อชมรถเท่านั้น แต่ยังร่วมกันสร้างคอนเทนต์ผ่านการถ่ายภาพและวิดีโอ พร้อมแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คอนเทนต์จากภายในงานสามารถขยายการรับรู้ไปสู่ผู้ชมจำนวนมหาศาลภายในเวลาอันสั้น เป็นการสื่อสารแบบ Organic ที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ แต่เป็น “แพลตฟอร์มสื่อขนาดใหญ่” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ สื่อมวลชน ผู้บริโภค และโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน

“ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน งานลักษณะนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทั้งยอดขาย ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

ด้านนายอโณทัย เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงานฯ กล่าวว่า “ภายในงานปีนี้ นอกจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และอุปกรณ์ตกแต่งที่มีให้เลือกชมและเลือกซื้ออย่างครบครันแล้ว ทางผู้จัดยังได้เตรียมกิจกรรมพิเศษหลากหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมงานให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมการแข่งขันจักรยานขาไถรายการ Grand Prix Runbike Championship with RCS  นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมฉลองครบรอบ 30 ปีของ XO Autosport ซึ่งมักจะมีการรวมตัวของบุคคลสำคัญในวงการรถแต่ง และกิจกรรมแจกของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมงาน อาทิ JDM & Custom Culture เน้นการโชว์รถสาย JDM และรถแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในบรรยากาศ Outdoor รับลมร้อน ซึ่งผู้เข้าชมงาน ที่จะได้เห็นรถแต่งระดับท็อปในประเทศกว่า 200 คัน (วันละ 100 คัน) และการรวมตัวของกลุ่มคาร์คลับต่าง ๆ ในบรรยากาศสุดคึกคักรับหน้าร้อน ณ บริเวณลาน Loading หลังอาคาร Challenger 1–3 IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569

ภายในงาน ยังพบกับงานประกวดออกแบบ Chery V23 Style Up Challenge เป็นโครงการประกวดออกแบบ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทรงกล่อง (Boxy Style) รุ่น Chery V23 เพื่อเฟ้นหาไอเดียสร้างสรรค์จากคนไทยไปสู่ระดับสากล โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงผลงานเป็นรถโมเดลที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมให้ผู้เข้าชมงานร่วมโหวตรางวัล Popular Vote เพื่อลุ้นรับ iPad อีกด้วย

“ส่วนผู้เข้าชมงานที่ต้องการทดลองขับรถยนต์รุ่นที่สนใจ ทางผู้จัดได้เตรียมพื้นที่ลาน Test Drive บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี เพื่อรองรับการทดลองขับรถยนต์รุ่นใหม่จากหลากหลายแบรนด์ ภายใต้บรรยากาศที่เปิดกว้างและปลอดภัย โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยของรถยนต์อย่างใกล้ชิดในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของงานในปีนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

สำหรับแคมเปญส่งเสริมการขายในปีนี้ ได้แก่ “มอเตอร์โชว์…เปย์” เป็นการลุ้นรางวัล GIFT VOUCHER รวมมูลค่ากว่า 1,450,000 บาท ได้แก่

•จองรถยนต์ ลุ้น GIFT VOUCHER 100,000 บาท จำนวน 12 รางวัล

•จองรถจักรยานยนต์ ลุ้น GIFT VOUCHER 10,000 บาท จำนวน 5 รางวัล

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำหรับผู้เข้าชมงานด้วยบัตรอภินันทนาการ เพียงลงทะเบียนลุ้น GIFT VOUCHER 5,000 บาท จำนวน 10 รางวัล และตอบแบบสอบถาม ลุ้น GIFT VOUCHER 25,000 บาท จำนวน 4 รางวัล

การจัดงานในครั้งนี้ ผู้จัดงานมั่นใจว่าจะมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วน ทั้งเทคโนโลยียานยนต์ล่าสุด ข้อเสนอที่คุ้มค่า และสิทธิประโยชน์มากมาย พร้อมสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ได้ที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี

GWM เปิดราคา GWM ORA 5 พร้อมส่ง TANK 300 DIESEL รุ่นพิเศษ

GWM เปิดราคา GWM ORA 5 สองขุมพลัง ราคาแนะนำช่วงเปิดตัวรุ่น HEV 709,000-779,000 บาท และราคาคาดการณ์รุ่น EV 629,000-699,000 บาท* พิเศษเพียง 1,000 คัน พร้อม GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition ที่ 1,349,000 บาท เพียง 300 คัน

กรุงเทพฯ 23 มีนาคม 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) หลังจากเปิดตัว GWM ORA 5 และได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นจากชาวไทย รวมถึงแฟน ๆ GWM ORA ที่ต่างรอคอยการมาถึงของยนตรกรรม SUV-B อัจฉริยะทั้งสองขุมพลัง และการคาดเดาถึงราคาจำหน่ายในทั้งสองรุ่น โดยในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ GWM (Thailand) ได้สร้างปรากฏการณ์เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมเรียกเสียงฮือฮา โดย GWM ORA 5 ขุมพลัง HEV มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ราคาแนะนำช่วงเปิดตัวอยู่ที่ 709,000-779,000 บาท และ GWM ORA 5 EV มาใน 2 รุ่นย่อย เปิดราคาคาดการณ์เริ่มต้นที่ 629,000-699,000 บาท* พิเศษเพียง 1,000 คันแรกเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้สร้างความคึกคักให้กับแฟน ๆ ออฟโรดทั่วประเทศด้วยการเปิดรุ่นพิเศษ GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition ในสีพิเศษ Jungle Green โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น พร้อมเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,349,000 บาท

GWM ORA 5 HEV มี 2 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีเทา Mountain Grey, สีขาว Ivory White และสีดำ Onyx Black จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) มีราคาแนะนำช่วงเปิดตัวดังนี้

•GWM ORA 5 HEV รุ่น Pro ราคา 709,000 บาท

•GWM ORA 5 HEV รุ่น Ultra ราคา 779,000 บาท

GWM ORA 5 EV มี 2 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีเขียว Emerald Green, สีเทา Mountain Grey, สีขาว Ivory White และสีฟ้าหลังคาดำ So Blue โดยภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา) (สีเขียว Emerald Green มีสีภายในเฉพาะ Dark Grey (ดำ-เทา)) โดยมีราคาคาดการณ์ดังนี้ (*ราคาขายรอการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้มาตรการ EV 3.5)

•GWM ORA 5 EV รุ่น Pro 629,000 บาท*

•GWM ORA 5 EV รุ่น Ultra ราคา 699,000 บาท*

ข้อเสนอด้านราคาของ GWM ORA 5 ทั้ง HEV และ EV ข้างต้น จำกัดจำนวนรวมทั้งสิ้นเพียง 1,000 คันแรกเท่านั้น

GWM ORA 5 ทุกรุ่นมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปีเต็ม ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) ระยะเวลา 5 ปี ฟรี! ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ฟรี! บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี และเพื่อให้ใช้งานรถยนต์อย่างอุ่นใจและไร้กังวล GWM ORA 5 มาพร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (สำหรับรุ่น EV) และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (สำหรับรุ่น HEV)

และพิเศษมากยิ่งขึ้น สำหรับ GWM ORA 5 1,000 คันแรก รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.69% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 30% และสำหรับ GWM ORA 5 EV มาพร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี ที่คุ้มครองพิเศษสูงสุด 100% ของมูลค่าตัวรถ

ผู้ที่สนใจ สามารถทดลองขับ GWM ORA 5 ได้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป และ GWM จะเริ่มส่งมอบ GWM ORA 5 ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

หลังความสำเร็จของ GWM TANK 300 DIESEL ที่ทำยอดส่งมอบสะสมทะลุ 10,000 คัน ล่าสุด GWM เร่งเครื่องสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่ด้วยการเผยโฉม GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition เพื่อให้แฟน ๆ GWM TANK 300 ได้ครอบครองและสะสม โดยมาพร้อมชุดตกแต่งพิเศษรอบคัน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับสายลุยที่มองหารถออฟโรดที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยรุ่นพิเศษนี้มาพร้อมสีเขียว Jungle Green ที่พร้อมสร้างความต่างให้กับทุกการเดินทาง รวมถึงชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคัน ครอบคลุมชุดแต่งสเกิร์ตหน้า–หลัง, กระจังหน้า TANK, ชุดแต่งคิ้วซุ้มล้อ, ฝาครอบกระจกมองข้าง, ฝาครอบยางอะไหล่ดีไซน์ Forest Phantom และฝาครอบไฟท้าย ขณะที่ภายในห้องโดยสารเพิ่มความโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ Forest Phantom และพรมปูพื้นภายในรถที่ออกแบบสำหรับ Forest Phantom โดยเฉพาะ สะท้อนเอกลักษณ์ของรุ่นพิเศษได้อย่างชัดเจน รวมทั้ง DNA ออฟโรดของ GWM TANK 300 DIESEL นักสะสมสายออฟโรดต้องไม่พลาดกับรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น โดยจำหน่ายที่ราคา 1,349,000 บาท

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “การเปิดตัว GWM ORA 5 ทั้งสองขุมพลัง และ GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ Multi-Powertrain ของ GWM ที่มุ่งนำเสนอยนตรกรรมครบทุกประเภทพลังงานเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มในประเทศไทย เรามุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดูแลลูกค้าทั่วประเทศอย่างใส่ใจและโปร่งใสตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็น “แบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยไว้วางใจสูงสุด” และ “อันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย” GWM ยังคงเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยได้อย่างครอบคลุม การลงทุนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเครือข่ายการให้บริการให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ในประเทศไทยอย่างภาคภูมิ พร้อมรับฟังผู้บริโภค ยกระดับประสบการณ์การขับขี่อย่างต่อเนื่อง และเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

ร่วมสัมผัส GWM ORA 5 และ GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition รวมถึงทัพยานยนต์อัจฉริยะมากมายจาก GWM ได้ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ณ บูธ GWM หมายเลข A10 ณ อาคาร Challenger Hall 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

โตโยต้า เปิดตัว LAND CRUISER FJ พร้อมโปรสุดว้าว ในงาน Motor Show 2026

โตโยต้า ส่งมอบข้อเสนอ สุดว้าว “โปร Motor Show สบายใจได้สุด ดีลว้าวกับโตโยต้า” พบกับโตโยต้า LAND CRUISER FJ ครั้งแรก ในงาน “The 47th Bangkok International Motor Show 2026”

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมเปิดบูธโตโยต้าในงาน “The 47th Bangkok International Motor Show 2026” ภายใต้แนวคิด “CIRCLE OF TRUST” มอบความเชื่อมั่น ในทุกมิติให้กับลูกค้าโตโยต้าไม่ว่าจะเป็น TRUSTED PRODUCT – สบายใจกับรถทุกไลฟ์สไตล์, TRUSTED SERVICES – สบายใจใช้นาน และ TRUSTED ECO SYSTEM – สบายใจสูงสุดกับการครอบครองรถโตโยต้า” นำโดย LAND CRUISER FJ ใหม่ ที่จัดแสดงครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีรถยนต์โตโยต้าหลากหลายรุ่น ครบทุกไลน์อัพ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยรถทุกรุ่นมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ และมีให้ทดลองขับภายในงาน เลือกมั่นใจ กับดีลที่ใช่ เป็นเจ้าของรถได้ง่ายๆ กับแคมเปญ “โปร Motor Show สบายใจได้สุด ดีลว้าวกับโตโยต้า” ในระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวเปิดบูธว่า “ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงสถานการณ์ของตลาดยานยนต์ในประเทศไทย และผลการดำเนินงานของโตโยต้าในช่วงที่ผ่านมา ในปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมียอดขายรวมทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 621,000 คัน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนนโยบายสนับสนุนของภาครัฐสำหรับ มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดในระยะสั้น โดยทำให้ยอดขายรถยนต์ในช่วงเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม เติบโตสูงกว่าปกติ ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว โตโยต้ายังคงสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยในปีที่ผ่านมา เรามียอดขายรวม 230,000 คัน เติบโตขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดในช่วงปลายปี โตโยต้าสามารถสร้างส่วนแบ่งตลาดได้ที่ 37% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดอันดับสองในรอบ 11 ปี รองจากปี 2024

สำหรับปีนี้ แนวโน้มการเติบโตของตลาดรถยนต์ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยยอดขายรถยนต์สะสม ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เติบโตขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  ถึงแม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดในเดือนมกราคมจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติ เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ตลาดที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ โตโยต้ามีส่วนแบ่งการตลาดถึง 42.3% ซึ่งถือเป็นส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในรอบ 14 ปี

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของโตโยต้า คือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครบครัน ครอบคลุมทั้งความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ใช้รถ ภายใต้เครือข่ายการบริการที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งผมขอแนะนำรถยนต์โตโยต้ารุ่นต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงในงาน Bangkok International Motor Show ปีนี้ เริ่มจาก

Toyota Land Cruiser FJ ที่ได้เปิดตัวแนะนำไปในวันเสาร์ที่ผ่านมา แน่นอนว่า Land Cruiser คือหนึ่งในแบรนด์ระดับตำนานของโตโยต้า ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก ด้วยชื่อเสียงด้านความแข็งแกร่ง ความทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม

สำหรับ Land Cruiser FJ มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่แข็งแกร่งและทรงพลัง การออกแบบภายใน ให้มีความเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มอบสมรรถนะการลุยทางออฟโรดอย่างแท้จริง รวมถึง เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.7 ลิตร ที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านความทนทานและความน่าเชื่อถือ Land Cruiser FJ สะท้อนถึง “ความไว้วางใจ (TRUST)” ตามแบบฉบับของ Land Cruiser ได้อย่างแท้จริง และขณะเดียวกันก็ได้รับการพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นในด้านราคา

การเปิดตัวรถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น ด้วยสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ รวมถึงปริมาณการส่งออกจำนวนมาก  รถรุ่นนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ความมุ่งมั่นของโตโยต้า ในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

TOYOTA LAND CRUISER FJ “Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”

Toyota Land Cruiser FJ สืบทอดตำนานของ Land Cruiser ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนทั่วโลกมากว่า 70 ปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Toyota BJ ในปี 1951 ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นรถยนต์ที่แข็งแกร่ง ทนทาน และพร้อมเผชิญทุกความท้าทายบนเส้นทางสมบุกสมบันทั่วโลก Land Cruiser FJ จึงถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความเชื่อมั่นนี้สู่ยุคใหม่ ด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และความคล่องตัวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใด Land Cruiser FJ จะพาคุณไปถึงจุดหมายและกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยเสมอ

LAND CRUISER FJ ราคาเต็ม 1,289,000 บาท พิเศษสุด! กับราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว 1,269,000 บาท (ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569) รับข้อเสนอ:   ทางเลือกที่ 1 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care   ทางเลือกที่ 2 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมเลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า* *เลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า 3 แพ็คเกจ -แพ็คเกจที่ 1 ชุดตกแต่ง “Unbound Explorer…เพราะชีวิต ต้องลุยนอกกรอบที่คุ้นเคย” มูลค่า 32,450 บาท ประกอบไปด้วย สน็อกเกิล                                          ราคา      15,600 บาทแผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ARB              ราคา      8,500 บาทชุดบังโคลนล้อ                                  ราคา 8,350 บาท   -แพ็คเกจที่ 2 ชุดตกแต่ง “Urban Unique…ครบทุกสิ่ง ที่ใจต้องการ” มูลค่า 32,700 บาท ประกอบไปด้วย แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง                      ราคา      7,500 บาทคิ้วกระจังหน้า                                   ราคา 3,400 บาทคิ้วกันกระแทกประตู                                    ราคา      7,900 บาทคิ้วตกแต่งฝาครอบล้ออะไหล่                       ราคา      4,600 บาทชุดตกแต่งฝาถังน้ำมัน                       ราคา 1,200 บาทแผงบังแดดข้าง                                 ราคา 2,100 บาทกล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง (รุ่น 2K) ราคา      6,000 บาท   -แพ็คเกจที่ 3 ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “Freedom Journey…เติมพลังให้ทุกวันมีความหมาย” มูลค่า 36,400 บาท ประกอบไปด้วย ถาดแร็คหลังคา ARB                        ราคา      36,400 บาท LAND CRUISER FJ มาพร้อม 3 สีให้เลือก ใหม่! สีฟ้า SMOKY BLUEสีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA สีเทา ASH

ตอกย้ำความเป็นรถกระบะมหาชน กับ โซนไฮลักซ์ ซีรีส์ และ KING OF PPV ฟอร์จูนเนอร์

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ แนะนำโซนรถเพื่อการพาณิชย์และการใช้งานส่วนบุคคลว่า “ลำดับถัดมา คือ Toyota Hilux Travo และ Toyota Hilux Travo‑e ซึ่งเปิดตัวในปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ Toyota Land Cruiser FJ ทั้ง Hilux Travo และ Hilux Travo‑e ต่างสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของโตโยต้าในการสนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการผลิต การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นับตั้งแต่การเปิดตัว รถทั้งสองรุ่นได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทย และเมื่อรวมกับความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของ Toyota Hilux Revo และ Toyota Hilux Champ ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา โตโยต้าสามารถทำส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถกระบะได้สูงถึง 48.7% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของเรา

นอกจากนี้ เรายังมี “ราชาแห่งรถ PPV” อย่าง Toyota Fortuner ที่เราได้แนะนำรุ่นย่อย Leader G+ ออกสู่ตลาดในปีที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน  ความสำเร็จของรถรุ่นต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อโตโยต้า ตลอดจนความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนารถยนต์ที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รถเพื่อการพาณิชย์และการใช้งานส่วนบุคคล -Hilux Travo Overland ราคาเริ่มต้น 1,102,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1: พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยพิเศษ 1.39%   -Hilux Travo Prerunner ราคาเริ่มต้น 789,000 บาท -Hilux Travo 4TREX ราคาเริ่มต้น 984,000 บาท รับข้อเสนอ: สำหรับ Prerunner Smart Cabทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 0.49%ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.15% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD รับข้อเสนอ: สำหรับ Prerunner Double Cab
ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 0.49%
ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.25% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD รับข้อเสนอ: สำหรับ 4TREX Smart Cab
ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD
ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยพิเศษ 1.29% รับข้อเสนอ: สำหรับ 4TREX Double Cab
ทางเลือกที่ 1: พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD
ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยพิเศษ 1.39% ทุกทางเลือกรับข้อเสนอ ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Charismo Rock ในราคาเพียง 9,999 บาท จากราคาเดิม 13,000 บาท
ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-30 เม.ย. 69   -Hilux Travo Standard Cab 4Trex ราคาเริ่มต้น 767,000 บาท รับข้อเสนอ:
ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.69%
ทางเลือกที่ 2: ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD   -Hilux Travo-e ราคาเริ่มต้น 1,491,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.49% พร้อมฟรีประกัน Toyota care PHYD ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.49% พร้อม EV wall charger รุ่น 7kW -Hilux Revo Double cab Z edition ราคาเริ่มต้น 744,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 : ผ่อนเริ่มต้น 7,184 บาทต่อเดือน พร้อมประกันภัยชั้น1 Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.05% พร้อมประกันภัยชั้น1 Toyota Care PHYD   -Hilux Champ ราคาเริ่มต้น 519,000 บาท  รับข้อเสนอ: สำหรับผู้ประกอบการ SME และเจ้าของกิจการ ที่เข้าร่วมโครงการสมาชิกหอการค้าไทย : รับดอกเบี้ยพิเศษ 0%สำหรับผู้ประกอบการ SME และเจ้าของกิจการ ที่เข้าร่วมโครงการสมาชิกสมาชิกหอการค้าไทย และเป็นลูกค้าเก่าโตโยต้า : รับข้อเสนอพิเศษ 2 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมส่วนลดเงินดาวน์ 10,000 บาท
ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยพิเศษ 0.35% พร้อมประกันชั้น 1 TLT Exclusive   -Fortuner ราคาเริ่มต้น 1,239,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1: ผ่อนเริ่มต้น 9,819 บาทต่อเดือน ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยพิเศษ 0.59% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง TOYOTA Care PHYD สำหรับลูกค้าโตโยต้าทุกรุ่น  

รถยนต์ SUV “ไร้ขีดจำกัด ไปกับทุกเส้นทางที่คุณเลือก”

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ แนะนำโซนรถยนต์ SUV “สำหรับกลุ่มรถ SUV นำโดย Corolla Cross รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2569 ที่เพิ่มรุ่นย่อย “Smart HEV“ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้า ให้เข้าถึงรถยนต์ไฮบริดได้ง่ายยิ่งขึ้น และรุ่น “HEV GR SPORT” ที่ปรับดีไซน์ภายนอก และภายในใหม่  โดยทั้งสองรุ่นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าของเรา

นอกจากนี้ เรายังมี Toyota Yaris Cross ซึ่งเป็นรถยนต์ไฮบริดและ SUV ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทย โดยในปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้แนะนำรุ่นพิเศษ YARIS CROSS NIGHTSHADE  ที่ได้เพิ่มความโดดเด่นด้านดีไซน์และสะท้อนสไตล์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมี Toyota bZ4X รถยนต์ SUV ไฟฟ้าระดับพรีเมียม ที่มีเทคโนโลยี BEV ที่ไว้วางใจได้ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม  รถยนต์โตโยต้าในกลุ่ม SUV เหล่านี้ ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งานของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์”

รถ SUV -COROLLA CROSS ราคาเริ่มต้น 989,000 บาท รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD และรับเพิ่ม ฟรีแพ็กเกจเช็คระยะ 10,000 – 50,000 กม.(smart plan) มูลค่ากว่า 10,000 บาท สำหรับรุ่น GR Sport รับเพิ่มส่วนลดเงินดาวน์ 10,000 บาท   -YARIS CROSS ราคาเริ่มต้น 809,000 บาท รับข้อเสนอ:
ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยพิเศษ 1.39%
ทางเลือกที่ 2: ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD
ทุกข้อเสนอรับเพิ่มฟรีแพ็กเกจเช็คระยะ 10,000- 50,000 กม.(smart plan) มูลค่ากว่า 9,000 บาท   -bZ4X ราคาเริ่มต้น 1,529,000 บาท รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% (มูลค่า 100,000 บาท) เฉพาะลูกค้าโตโยต้า พร้อมฟรี Toyota EV wall charger และ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Toyota Care PHYD

รถยนต์นั่งซีดาน และ MPV “ที่สุดแห่งความสบาย รองรับทุกจุดหมายของการเดินทาง”

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ แนะนำโซนรถยนต์ SUV “ลำดับต่อไป ผมขอแนะนำ Toyota Yaris Ativ และ Toyota Yaris Hatchback ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ส่งผลให้โตโยต้ามีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม Eco-car สูงถึง 48.7% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของเรา โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความสำเร็จของ ATIV HEV รถยนต์อีกหนึ่งรุ่นย่อยที่โตโยต้าได้แนะนำสู่ไลน์อัพ Trusted HEV ในปีที่ผ่านมา

และในปีนี้ เราได้แนะนำรถซีดาน Corolla Altis รุ่นปรับปรุง ที่เพิ่มรุ่นย่อย Smart HEV ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีไฮบริดของโตโยต้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

สำหรับกลุ่มรถ MPV โตโยต้ามี Toyota Veloz และ Toyota Innova Zenix รวมถึง รถมินิแวนระดับลักชัวรีที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริด Toyota Alphard และ Toyota Vellfire ที่มาพร้อมการบริการที่ลูกค้าไว้วางใจได้ การรับประกันที่ครอบคลุมยาวนาน และความพร้อมในการส่งมอบรถ

รถยนต์นั่งซีดาน และ MPV   -NEW YARIS ATIV HEV        ราคาเริ่มต้น 729,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0.99% ทางเลือกที่ 2: ผ่อนต่ำเริ่มต้น 4,844 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น1 TLT Exclusive Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 3: ฟรีชุดแต่ง Charismo Drift ทุกทางเลือกรับเพิ่ม ฟรีแพ็กเกจเช็คระยะ 10,000 – 50,000 กม.(smart plan) มูลค่ากว่า 9,000 บาท   -YARIS ATIV ราคาเริ่มต้น 569,000 บาท รับข้อเสนอ:
ทางเลือกที่ 1: ผ่อนต่ำเริ่มต้น 3,154 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น1 TLT Exclusive Toyota Care PHYD
ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น1 TLT Exclusive Toyota Care PHYD
ทางเลือกที่ 3: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมฟรีชุดแต่ง Charismo drift   -YARIS ราคาเริ่มต้น 584,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ทางเลือกที่ 1: ผ่อนต่ำเริ่มต้น 2,571 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น1 TLT Exclusive Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น1 TLT Exclusive Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 3: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมฟรีชุดแต่ง Lusso     -COROLLA ALTIS รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2569 ราคาเริ่มต้น 909,000 บาท รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษ 1.59% ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD พร้อมฟรีแพ็กเกจเช็คระยะ 10,000-50,000 กม. (smart plan) มูลค่ากว่า 10,000 บาท -CAMRY ราคาเริ่มต้น 1,475,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.59% ทางเลือกที่ 2: ฟรี ประกันภัยชั้น1 Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 3: ฟรีชุดแต่ง Charismo Luxe ทุกข้อเสนอรับเพิ่ม ฟรีแพ็กเกจเช็คระยะ 10,000 – 50,000 กม.(smart plan) มูลค่ากว่า 15,000 บาท   -VELOZ     ราคาเริ่มต้น 795,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1: ผ่อนต่ำเริ่มต้น 2,847 บาท/เดือน (สำหรับเดือนที่ 1-12) พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% และฟรีชุดแต่ง VELOZ X-URBAN พร้อมโปรแกรมช่วยผ่อน 4,000 บาท/เดือน (สำหรับเดือนที่ 1-6)    ทางเลือกที่ 3: ดอกเบี้ยพิเศษ 0% และฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care พร้อมโปรแกรมช่วยผ่อน 4,000 บาท/เดือน (สำหรับเดือนที่ 1-6) -INNOVA ZENIX ราคาเริ่มต้น 1,379,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1: รับดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.79% ทางเลือกที่ 2: ฟรีประกันภัยชั้น1  Toyota Care PHYD ทุกทางเลือกรับฟรีแพ็กเกจเช็คระยะ 10,000 – 50,000 กม.(smart plan) มูลค่ากว่า 14,000 บาท    -ALPHARD & VELLFIRE ราคาเริ่มต้น 4,269,000 บาทมีรถพร้อมจำหน่าย และส่งมอบ รับข้อเสนอ:ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD พร้อมฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ Smart Plan 10,000 – 50,000 กม. (smart plan) มูลค่ากว่า 11,680 บาท พิเศษสุดเฉพาะในงาน Motor Show รับฟรีชุดแต่ง Modellista จำนวนจำกัด 50 ชุด

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวปิดท้ายการแถลงข่าวว่า “ขอเรียนเชิญทุกท่าน เยี่ยมชมบูธของโตโยต้า ภายในงาน Bangkok International Motor Show และเลือกชมรถยนต์รุ่นที่ท่านชื่นชอบ โดยรถยนต์ทุกรุ่น มาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังมุ่งมั่นมอบ บริการหลังการขายที่ครบวงจร และได้มาตรฐานภายใต้แนวคิด “Trusted Service” เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านสามารถใช้รถของเราได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจตลอดการใช้งานช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้า ขอบคุณครับ”

“สบายใจได้สุด ดีลว้าวกับโตโยต้า”

•ดีลว้าว  ลูกค้าที่จองรถภายในงาน มีสิทธิ์ลุ้นรับบัตรน้ำมัน 150 รางวัล มูลค่า 1,000,000 บาท

•ดีลว้าวพิเศษเฉพาะรุ่น

1.ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ BEV (BZ4X หรือ TRAVO-e) ออกรถเป็น 40 คันแรก รับ Charging credit มูลค่า 5,000 บาท

2. ลูกค้าที่ซื้อ LAND CRUISER FJ จะได้รับ Blue Plus point 5,000 แต้ม

ทดลองขับ และรับข้อเสนอสุดพิเศษ เป็นเจ้าของรถได้ง่ายๆ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 นี้ ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และฟอรั่ม ฮอลล์ 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า TOYOTA CONTACT CENTER 1486

“เบอร์เดียวครบ จบทุกเรื่อง ตลอด 24 ชม.”

และที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือ

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: Toyota Motor Thailand

LINE Official: @ToyotaThailand

TikTok: @ToyotaMotorTH

X: @ToyotaMotorTH

Instagram: @toyotamotorthailandofficial

โตโยต้า และเลกซัส กวาด 17 รางวัล “THAILAND CAR OF THE YEAR 2026”

โตโยต้า และเลกซัส ตอกย้ำความเป็นแบรนด์รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี กวาดถึง 17 รางวัล “THAILAND CAR OF THE YEAR 2026” อีกรางวัลที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้ารถยนต์โตโยต้าและอุ่นใจได้ตลอดการใช้รถยนต์แบรนด์โตโยต้าทุกรุ่น

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำทีมผู้บริหารขึ้นรับ 17 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “THAILAND CAR OF THE YEAR 2026” จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยรางวัลที่ได้รับมีดังต่อไปนี้

1.BEST SELLING BRAND – TOYOTA

2.BEST EXPORT BRAND – TOYOTA

3.BEST SEDAN (UNDER 1,300 CC)

TOYOTA YARIS ATIV NIGHTSHADE

4.BEST HYBRID SEDAN (UNDER 1,500 CC)

TOYOTA YARIS ATIV NIGHTSHADE

5.BEST HYBRID SEDAN (UNDER 1,800 CC)

TOYOTA COROLLA ALTIS HEV GR SPORT

6.BEST MID-SIZE HYBRID SEDAN (UNDER 2,500 CC)

TOYOTA CAMRY HEV PREMIUM Luxury

7.BEST HYBRID SUV (UNDER 1,500 CC)

TOYOTA YARIS CROSS

8.BEST HYBRID MPV (UNDER 2,500 CC)

TOYOTA ALPHARD 2.5 HEV Luxury

9.BEST 4WD PICKUP EV

TOYOTA HILUX TRAVO-e 4TREX

10.BEST 2WD PICKUP (UNDER 2,500 CC)

TOYOTA HILUX REVO D-CAB Z Edition 2.4 Mid AT

11.BEST 4WD PICKUP (UNDER 2,800 CC)

TOYOTA HILUX TRAVO D-CAB Prerunner 2.8 Smart

12.BEST DIESEL 2WD PPV (UNDER 2,400 CC)

TOYOTA FORTUNER LEADER G Plus

13.BEST DIESEL 4WD PPV (UNDER 2,800 CC)

TOYOTA FORTUNER 2.8 GR-S

14.     THE ADAPTIVE PLATFORM PIONEER

TOYOTA HILUX CHAMP

15.BEST FUEL ECONOMY PICKUP (UNDER 3,200 CC)

TOYOTA HILUX REVO

16.BEST LUXURY SUV

LEXUS LM 500d Premium

17.BEST MID-SIZE SUV EV (AWD)

LEXUS RZ 500e Premium AWD Steer by wire

รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “THAILAND CAR OF THE YEAR 2026” จัดขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีด้านธุรกิจยานยนต์ และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยทำการคัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน ทั้งประเภทที่ผลิตในประเทศ และนำเข้า พร้อมทั้งให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง เพื่อศึกษาเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามเป้าหมายของการใช้งาน

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอขอบพระคุณคณะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้จัดงานที่มอบความไว้วางใจ รางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาและผลิตยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่าหรือ Ever-Better Cars” เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งานของลูกค้า ภายใต้หลักการ QDR ซึ่งหมายถึง Quality : คุณภาพ” / “Durability : ความทนทาน” และ “Reliability : ความไว้ใจได้ในการใช้งาน” ที่เรายึดถือมาโดยตลอด เพื่อรักษาความเป็นรถยนต์ยอดนิยมอันดับ 1 ของคนไทยตลอดไป

เรามั่นใจว่าลูกค้ารถยนต์โตโยต้าจะมีความมั่นใจ และอุ่นใจได้ตลอดการใช้รถ ไม่ว่าด้านชิ้นส่วนอะไหล่ในการบำรุงรักษา ศูนย์บริการที่ครอบคลุมทุกจังหวัด และความเป็น “Trusted Services” ด้วยการบริการที่ครบวงจร เช่น Toyota Sure บริการแบบ One Stop Service ในด้านการซื้อ-ขาย Trade-in รถมือสอง / Auction Express แพลตฟอร์มประมูลรถยนต์ออนไลน์ / FixFit ศูนย์บริการทางเลือกที่ได้มาตรฐาน ให้บริการรถทุกยี่ห้อ / T-OPT อะไหล่ทางเลือก คุณภาพระดับ OEM ที่ได้มาตรฐาน / ทางเลือกชุดแต่งดีไซน์เฉียบ คุณภาพดี AAP (Associated Accessories Product) / KINTO อีกหนึ่งทางเลือกของการใช้รถยนต์ ให้ลูกค้ามีรถใช้ ไม่ต้องซื้อ / T-connect แอปพลิเคชันที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ปลอดภัย คุ้มค่า สะดวกสบาย และมีสิทธิประโยชน์มากมาย

โตโยต้า ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเสมอมา เรายืนยันเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการบริการอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบแทนความไว้วางใจและอยู่เคียงข้างลูกค้าชาวไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป”

พบกับสุดยอดยนตกรรมทั้งหมดนี้และรับข้อเสนอสุดพิเศษได้ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 นี้ ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ