Home Blog Page 3

TOYOTA LAND CRUISER FJ เปิดตัวสุดกระหึ่ม กับราคาพิเศษ 1,269,000 บาท

TOYOTA LAND CRUISER FJ ที่สุดแห่งการรอคอย กับสัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก “Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด” มากับราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว 1,269,000 บาท

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ Toyota ALIVE บางนา กม.3

LAND CRUISER สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงประวัติ และตำนานของ LAND CRUISER ว่า “กว่า 70 ปีที่ผ่านมา Toyota Land Cruiser ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ระดับตำนานที่เป็นสัญลักษณ์ของ ความแข็งแกร่ง ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ตำนานของ Land Cruiser เริ่มต้นขึ้นในปี 1951 ภายใต้ชื่อ “Toyota BJ” และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายของผู้คนทั่วโลก โดยปัจจุบัน Land Cruiser ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในกว่า 180 ประเทศ

ตลอดระยะเวลาการพัฒนา Land Cruiser ได้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด ทั้งในทะเลทราย เส้นทางทุรกันดาร และภูมิประเทศที่สมบุกสมบัน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ Land Cruiser เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับในด้านความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม

หัวใจสำคัญของ Land Cruiser คือแนวคิด “Trust”

-Trust in Reliability – ความไว้วางใจในความน่าเชื่อถือที่ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Land Cruiser

-Trust in Durability – ความไว้วางใจในความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผ่านบทพิสูจน์ในทุกสภาพภูมิประเทศทั่วโลก

-Trust in Capability – ความไว้วางใจในสมรรถนะการขับเคลื่อน ที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามทุกเส้นทาง และทุกความท้าทาย

 ปัจจุบัน Toyota Land Cruiser มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 12 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม คุณค่าของ Land Cruiser ไม่ได้สะท้อนจากตัวเลขยอดขายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการอยู่เคียงข้างผู้คนทั่วโลกในการเดินทางผ่านความท้าทายต่างๆ”

ความภาคภูมิใจของชาวไทยกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีที่ผ่านมา โตโยต้าเปิดตัว Hilux Travo และ Hilux Travo-e ในประเทศไทย ด้วย Hilux คือ “รถกระบะของคนไทย” ที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน กับมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% พร้อมด้วยกำลังการผลิตขนาดใหญ่และมีการส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ทำให้ Hilux มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

สำหรับ Hilux Travo รุ่นใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าในประเทศไทย และเมื่อรวมกับยอดจำหน่ายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของ Hilux Revo และ Hilux Champ ทำให้โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถกระบะได้สูงถึง 48.7% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ โตโยต้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน รวมถึงทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา และในวันนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว “Toyota Land Cruiser FJ”

Land Cruiser FJ ถือเป็น Land Cruiser รุ่นแรกที่มีการผลิตเต็มรูปแบบ (Fully Manufactured) นอกประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นฐานการผลิตหลัก ด้วยสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 84% พร้อมแผนการส่งออกมากกว่า 40,000 คันต่อปี ไปยังประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่น

โตโยต้าเชื่อมั่นว่า Land Cruiser FJ จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ เครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ (Supply Chain) และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับตลาดประเทศไทย โตโยต้าได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คันในปีแรก แม้จะเป็นเป้าหมายที่ไม่สูงนัก แต่เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของเราในอนาคต

การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโตโยต้า และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

“Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”

มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาและออกแบบ LAND CRUISER FJ ว่า “ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 75 ปีของ Land Cruiser รถรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ “ความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด” โดยเรื่องราวของ Land Cruiser เริ่มต้นจาก Toyota BJ ในปี 1951 ต่อมาในปี 1960 เราได้เปิดตัว 40 Series นับจากนั้น Land Cruiser ได้พัฒนาออกเป็น 3 สายผลิตภัณฑ์ ได้แก่

-สาย Station Wagon (ซึ่งปัจจุบันคือ LC300)

-สาย Heavy Duty หรือ 70 Series

-สาย Light Duty หรือ 250 Series

จาก 3 สายผลิตภัณฑ์หลักของ Land Cruiser คำที่สะท้อนความเป็นตัวตนที่ชัดเจนที่สุดตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “ความไว้วางใจ (Trust)”

ในการพัฒนา Land Cruiser ทุกครั้ง เราคำนึงถึง 2 แนวคิดสำคัญ คือ “การสืบทอด (Inheritance)” และ “การพัฒนา (Evolution)” อีกทั้งยังคงยกระดับความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า Land Cruiser เป็นรถที่สามารถพาไปได้ทุกที่ และนำสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ Land Cruiser ไปสู่อนาคต เราจึงตัดสินใจเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเพื่อขยายฐานลูกค้าในตลาดที่กำลังเติบโต เรามุ่งมั่นนำเสนอรถออฟโรดที่ “เข้าถึงได้” มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่ง “คุณค่าอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบสำหรับความท้าทายนี้คือ Land Cruiser FJ

ในการพัฒนา Land Cruiser FJ เราได้ย้อนกลับไปสู่จิตวิญญาณของ 40 Series ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมใน Land Cruiser ระดับโลก เป้าหมายของเราคือการส่งมอบ “ความไว้วางใจ (TRUST)” ให้กับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ที่สำคัญ เรายังต้องการจุดประกายให้ผู้คนได้สนุกกับชีวิตในทุกๆ วันมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างรถที่สามารถ “ขับเคลื่อนความรู้สึก” และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง เราจึงผสานสมรรถนะออฟโรดในแบบฉบับ Land Cruiser เข้ากับ 2 คุณค่าหลัก นั่นคือ “Freedom” และ “Joy” ซึ่งเป็นความหมายของ “FJ”

“Freedom” – อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” – ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเอง

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดรถรุ่นนี้ คือ “การปรับแต่งรถในแบบของคุณ” เราตั้งใจออกแบบตัวรถพื้นฐานให้มี “พื้นที่สำหรับการต่อยอด” เพราะเราเชื่อว่า Land Cruiser ที่แท้จริง ควรถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของที่ครอบครองรถเอง ซึ่งลูกค้าแต่ละคนสามารถสร้างรถที่สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

จุดเด่นสำคัญของ Land Cruiser FJ เริ่มจากมิติตัวรถมีความยาวโดยรวมสั้นกว่า Fortuner ถึง 185 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นกว่าถึง 170 มิลลิเมตร ขนาดที่กะทัดรัดนี้ ทำให้มีวงเลี้ยวที่แคบกว่า คล่องตัวและเฉียบคมยิ่งขึ้น สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่เติมเต็มความสนุกให้กับตระกูล Land Cruiser ได้อย่างแท้จริง

การออกแบบภายนอก พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ PLAYFUL DICE” ที่ผสานความ “สนุก” เข้ากับ “ฟังก์ชันการใช้งาน” ได้อย่างลงตัว ด้วยรูปทรงตัวถังแบบเหลี่ยมลบมุม (Chamfered Square) และระยะที่ยื่นจากตัวถังรถด้านหน้าและด้านท้ายที่สั้นลง ทำให้ Land Cruiser FJ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมความสามารถในการขึ้นลงทางชันให้ดียิ่งขึ้น ทำให้รถสามารถลุยได้ทุกสภาพเส้นทางได้อย่างมั่นใจ

การออกแบบภายใน คงไว้ซึ่ง “เส้นสายแนวนอน” ตามแบบฉบับของ Land Cruiser เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานและควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้ง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ด้วยแนวกระจกที่ต่ำลง และการออกแบบเสา A ให้ตั้งตรงมากขึ้น มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่

ด้านสมรรถนะ ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Land Cruiser อย่างแท้จริง ตัวรถถูกพัฒนาบนโครงสร้างแชสซีส์ IMV ที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งและปรับจูนให้ได้มาตรฐานระดับ Land Cruiser มาพร้อมระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบล็อกเฟืองท้าย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ และเพื่อให้ Land Cruiser FJ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะได้อย่างเต็มศักยภาพ ในด้านการผลิต คงไม่มีที่ใดเหมาะสมไปกว่า โรงงานบ้านโพธิ์ ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ด้วยประสบการณ์การผลิตรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทีมงานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Land Cruiser FJ คันนี้  ให้ถ่ายทอดทั้ง “คุณภาพ” และ “ปรัชญา” ของ Land Cruiser ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น เป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา Land Cruiser FJ คือ การสร้างรถเพื่อให้ผู้คน “สนุกกับการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างแท้จริง” ทีมงานที่พัฒนารถรุ่นนี้ได้ขับทดสอบจริงร่วมกับผู้ใช้งานออฟโรดทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ถึงหัวใจของ “ความสนุกในการขับขี่” ภายใต้องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ความคล่องตัวสูง รองรับการเลี้ยวในพื้นที่แคบได้อย่างแม่นยำ / การยึดเกาะของล้อบนพื้นถนนที่มั่นคง และระยะความสูงใต้ท้องรถที่มากพอ สร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง นอกจากนั้น ยังผ่านการทดสอบบนสนามทดสอบเดียวกันกับที่ใช้พัฒนา Land Cruiser รุ่นก่อนหน้า

Land Cruiser FJ พร้อมแล้วที่จะเปิดตำนานบทใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการขยายขอบเขตการเดินทางของตัวเองเพื่อ “Freedom” – อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” – ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเองบนรากฐานของ QDR ได้แก่ Quality (คุณภาพ) / Durability (ความทนทาน) และ Reliability (ความเชื่อถือได้)”

พบประสบการณ์ใหม่แห่งความประทับใจกับ LAND CRUISER FJ

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงจุดเด่นของ LAND CRUISER FJ ว่า “Land Cruiser FJ มีจุดขายหลัก 5 ประการ ได้แก่

1)ดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย

2)สมรรถนะการขับขี่ที่แข็งแกร่ง

3)ความสะดวกสบายในการโดยสาร

4)การทรงตัวที่มั่นคงในทุกสภาพเส้นทาง

5)ระบบเบรกที่เชื่อถือได้

คุณสมบัติเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องการส่งมอบให้กับลูกค้า และทำให้ Land Cruiser FJ สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน Land Cruiser FJ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญในตลาด PPV ของประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยโตโยต้าได้วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับลูกค้าแต่ละกลุ่มไว้อย่างชัดเจน สำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการรถยนต์ 7 ที่นั่ง เพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว ปัจจุบัน Fortuner ยังคงเป็นคำตอบที่เหมาะสม ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่ สมรรถนะที่ทรงพลัง และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR) นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา โตโยต้ายังได้เปิดตัวรุ่นย่อย Leader G+ ซึ่งโดดเด่นด้านความคุ้มค่า ส่งผลให้ Fortuner เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์ที่ครบครันทั้งสมรรถนะและความคุ้มค่า

ขณะเดียวกัน ตลาด PPV ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ ผู้ที่โสดหรือมีครอบครัวขนาดเล็ก รวมถึงผู้ที่หลงใหลการขับขี่สายลุยและการตกแต่งรถยนต์ ซึ่งมองหารถที่เปรียบเสมือน Hobby Car มีขนาดกะทัดรัด สามารถปรับแต่งได้ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว และในวันหยุดยังสามารถออกไปสัมผัสความสนุกบนเส้นทางออฟโรด พร้อมใช้ชีวิตอย่างอิสระในทุกเส้นทาง สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ Land Cruiser FJ คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

เครื่องยนต์ 2TR ที่ติดตั้งใน Land Cruiser FJ เป็นเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ใน Land Cruiser 250 ซึ่งได้รับการพิสูจน์สมรรถนะจากการใช้งานจริง รวมถึงการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่สมบุกสมบันมาแล้ว โดยโตโยต้าได้ปรับจูนเครื่องยนต์ และระบบควบคุมให้ทำงานสอดประสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถอย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง

นอกจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่สายลุยแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับ Land Cruiser FJ ในฐานะรถที่สามารถต่อยอดการตกแต่งได้ตามสไตล์ของผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Land Cruiser Series ด้วยระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ใช้ Land Cruiser รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมสามารถร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์และสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Land Cruiser กลายเป็นรถที่มีวัฒนธรรมการใช้งานและการตกแต่งที่โดดเด่น

ภายในงาน โตโยต้ายังได้นำเสนอ อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า ที่พัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยเป็นครั้งแรกของความร่วมมือระหว่าง โตโยต้า และ ARB (Thailand) ในการนำเสนอสไตล์การตกแต่งแบบออฟโรดที่ช่วยเสริมทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความมั่นใจในการใช้งาน ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งแท้ได้จากโชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ

นอกจากนี้ โตโยต้าขอนำเสนอรถต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตลาดรถแต่ง 4 สไตล์ ที่สะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกแนวทางการแต่งรถให้ตรงกับตัวตนของตัวเองได้มากที่สุด ได้แก่

สไตล์รถแต่งแนวคิดเหมาะสำหรับ
The MeridianAuthentic Off-Roadสายลุย ที่ชอบท้าทายอุปสรรคต่างๆ
The Nature ExplorerBasecamp เคลื่อนที่สาย Passion ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง
The Legendaryสานต่อปรัชญาของ Land Cruiserสาย Retro ที่มีความเชื่อมั่นต่อ Land Cruiser
The Street Cruiser      Lifestyle คนเมืองสาย Creative ที่ชีวิตต้อง Active อยู่ตลอดเวลา

ในเดือนที่ผ่านมา โตโยต้าได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดกิจกรรม Decoration Garage Preview ซึ่งเป็นเวทีที่โตโยต้าเปิดโอกาสให้สำนักแต่งและผู้ประกอบการในประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อลูกค้ารับรถแล้ว จะสามารถเริ่มตกแต่งได้ทันทีตามสไตล์ที่ต้องการ”

นายศุภกร รัตนวราหะ กล่าวตอกย้ำว่า “การเปิดตัว Land Cruiser FJ ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยขยายตลาดเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ตลาดอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศกลับมาคึกคักและมีสีสันอีกครั้ง”

นายศุภกร รัตนวราหะ เปิดเผยถึงแผนการตลาดว่า “Land Cruiser FJ จะถูกนำไปจัดแสดงต่อสาธารณะภายในงาน Bangkok International Motor Show ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป พร้อมเปิดรับจองอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

และพิเศษสุดในงานมอเตอร์โชว์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า LAND CRUISER FJ  สายลุย โตโยต้าจับมือ Krungsri Auto และแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียม Triumph ในการนำร่องแพ็กเกจการเงินรูปแบบใหม่ ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ได้พร้อมกัน ด้วยแพ็กเกจผ่อนชำระรวมทั้งสองคัน เริ่มต้นเพียง 21,743 บาทต่อเดือน และมากไปกว่านั้นยังได้รับ Krungsri Gift Card มูลค่า 5,000 บาท / Triumph Accessory Voucher มูลค่า 5,000 บาท และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทจากโตโยต้า ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึง 5 เมษายน 2569

พร้อมกันนี้ โตโยต้ายังเตรียมจัดกิจกรรม Pop-up Roadshow เดินสายจัดแสดงรถในจังหวัดสำคัญรวม 16 จังหวัด ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 3 พฤษภาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสรถอย่างใกล้ชิดก่อนใคร หลังจากนั้น เมื่อรถพร้อมส่งมอบ โตโยต้าจะจัดกิจกรรมเปิดตัวพร้อมการทดลองขับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม  เป็นต้นไป ณ โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ และที่ Toyota Alive

Land Cruiser FJ เปิดตัวด้วยรุ่นย่อย 4WD พร้อมตัวเลือกสีและอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่นำเสนอภายในงาน โดยมีราคาอย่างเป็นทางการดังนี้

LAND CRUISER FJ ราคาเต็ม 1,289,000 บาท พิเศษสุด! กับราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว 1,269,000 บาท (ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569) รับข้อเสนอ:   ทางเลือกที่ 1 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care   ทางเลือกที่ 2 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมเลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า* *เลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า 3 แพ็คเกจ -แพ็คเกจที่ 1 ชุดตกแต่ง “Unbound Explorer…เพราะชีวิต ต้องลุยนอกกรอบที่คุ้นเคย” มูลค่า 32,450 บาท ประกอบไปด้วย สน็อกเกิล                                          ราคา      15,600 บาทแผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ARB              ราคา      8,500 บาทชุดบังโคลนล้อ                                  ราคา 8,350 บาท   -แพ็คเกจที่ 2 ชุดตกแต่ง “Urban Unique…ครบทุกสิ่ง ที่ใจต้องการ” มูลค่า 32,700 บาท ประกอบไปด้วย แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง                      ราคา      7,500 บาทคิ้วกระจังหน้า                                   ราคา 3,400 บาทคิ้วกันกระแทกประตู                                    ราคา      7,900 บาทคิ้วตกแต่งฝาครอบล้ออะไหล่                       ราคา      4,600 บาทชุดตกแต่งฝาถังน้ำมัน                       ราคา 1,200 บาทแผงบังแดดข้าง                                 ราคา 2,100 บาทกล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง (รุ่น 2K) ราคา      6,000 บาท    -แพ็คเกจที่ 3 ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “Freedom Journey…เติมพลังให้ทุกวันมีความหมาย” มูลค่า 36,400 บาท ประกอบไปด้วย ถาดแร็คหลังคา ARB                        ราคา      36,400 บาท LAND CRUISER FJ มาพร้อม 3 สีให้เลือก     -ใหม่! สีฟ้า SMOKY BLUE      -สีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA      -สีเทา ASH

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษ อาทิ ประกันภัยชั้นหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และบริการทางการเงินจากเครือข่ายธุรกิจโตโยต้า รวมถึง Kinto และ Toyota Sure เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ โตโยต้าได้เตรียมชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษให้สามารถเลือกเพิ่มเติมได้ตามสไตล์การใช้งาน

โตโยต้าคาดว่า Land Cruiser FJ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการเดินทาง การใช้งานที่ทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดตามแบบฉบับของ Land Cruiser”

เลือกเป็นเจ้าของ TOYOTA LAND CRUISER FJ มาพร้อม 3 สีให้เลือก

-ใหม่! สีฟ้า SMOKY BLUE

-สีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA

-สีเทา ASH

ข้อมูลทางเทคนิค TOYOTA LAND CRUISER FJ

ความยาว (มม.)4,610
ความกว้าง (มม.)1,855
ความสูง (มม.)1,890
ความยาวช่วงล้อ (มม.)2,580
รุ่นเครื่องยนต์2TR-FE
แบบเครื่องยนต์4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบ Dual VVT‑i
ความจุกระบอกสูบ2,694 cc
ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก95 x 95 mm
กำลังสูงสุด กิโลวัตต์ (แรงม้า) / รอบต่อนาที122, (166) / 5,200
แรงบิดสูงสุด นิวตัน-เมตร / รอบต่อนาที  245 / 4,000
ระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 6 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อนขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-time พร้อมระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Diff – Lock)
เชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20 

พบกับ LAND CRUISER FJ ในกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ

ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้ที่

-งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026)

ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

-กิจกรรม Land Cruiser FJ Roadshow

ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย

-กิจกรรม เปิดตัว Land Cruiser FJ และทดลองขับขี่ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศไทย

Facebook : Toyota Motor Thailand              

LINE Official : @ToyotaThailand

TikTok : @ToyotaMotorTH        

X : @ToyotaMotorTH

Instagram : @toyotamotorthailandofficial

Facebook : Toyota Hilux Thailand

TikTok : @toyotahiluxthailand

Instagram : @toyotahiluxthailand

เลกซัส กรุ๊ป เปิดกลยุทธ์ปี 2569

เลกซัส กรุ๊ป เปิดกลยุทธ์ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Discover” รุกตลาดรถยนต์หรูด้วยยนตรกรรมไฟฟ้า (xEV) มุ่งสร้างประสบการณ์เหนือระดับแบบ Omotenashi

เลกซัส กรุ๊ป (Lexus Group) จัดงาน Discover Lexus เผยผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา พร้อมแถลงแผนการตลาดปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Discover” ปรับเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์สู่การสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือระดับ ผ่านกลยุทธ์ 3E (Electrification / Experience และ Equity) พร้อมยกระดับงานบริการทั่วประเทศ

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เลกซัส กรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดว่า “ในปี 2568 ตลาดรถยนต์หรูในไทยมียอดขายรวม 26,828 คัน ลดลง 11% จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น แต่เลกซัสยังคงรักษายอดขายไว้ได้ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 942 คัน  มีส่วนแบ่งตลาดที่ 3.5% โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ Lexus LM, Lexus RX และ Lexus NX โดย Lexus LM ได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มผู้บริหารระดับสูง และกลุ่มเซเลบริตี้ชื่อดัง ซึ่งในขณะนี้ Lexus LM มีซัพพลายพร้อมส่งมอบเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

สำหรับปีนี้ เลกซัสขับเคลื่อนแบรนด์ผ่านแนวทาง “Discover” ซึ่งเป็นทิศทางของแบรนด์เลกซัสระดับโลกที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ลูกค้าผ่านองค์ประกอบ 3E ได้แก่:

1.Electrification (ยนตรกรรมไฟฟ้า xEV) – มุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างประสบการณ์ Multi Path-way ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมไฟฟ้าหลากรูปแบบ (HEV, PHEV, BEV)

2.Experience (ประสบการณ์เหนือระดับ) – มอบบริการแบบ Omotenashi ดูแลใส่ใจลูกค้าทุกขั้นตอน ตลอดกระบวนการตั้งแต่การขายจนถึงบริการหลังการขาย

3.Equity (คุณค่าของแบรนด์) – การสร้างมูลค่าของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างความผูกพันด้านอารมณ์ นอกเหนือจากความชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ ผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น กิจกรรมกอล์ฟ และกิจกรรม Culinary สุดพิเศษ

พร้อมสร้างประสบการณ์ “Discover” ให้กับลูกค้าด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

-The New Lexus IS : Compact Luxury Sedan ดีไซน์ใหม่รอบคัน สปอร์ตดุดันด้วยกระจังหน้า Spindle Grille อันเป็นเอกลักษณ์ และภายในออกแบบตามแนวทาง Tazuna Concept ที่เน้นความเป็น Driver Focus ทุกสิ่งจะหันเข้าหาผู้ขับ เสมือนการควบคุมม้า โดย The New Lexus IS จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 47 วันที่ 23 มีนาคม 2569 นี้

-The All-New ES : สุดยอดยนตรกรรมซีดานสำหรับผู้บริหารที่กลับมาสร้างนิยามใหม่ “Reborn of Luxury Sedan” ครั้งนี้นำเข้ามาพร้อมกัน 2 ระบบ ทั้งระบบ Hybrid ที่เป็นเจนเนอเรชันใหม่ (รุ่นที่ 6) และระบบไฟฟ้า (BEV 100%) พร้อมด้วยเทคโนโลยี Lexus Safety System Plus โดยจะมีการเปิดตัวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

-New Luxury BEV SUV : รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม เตรียมเผยโฉมในงานมหกรรมยานยนต์ หรือ Motor Expo ปลายปีนี้

-The New All-Electric Lexus RZ : รถยนต์ไฟฟ้า 100% มาตรฐาน Japan Quality ที่มีการเปิดตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยรถยนต์รุ่นนี้มีการพัฒนาระยะทางวิ่งได้สูงสุดถึง 600 กม. (มาตรฐาน NEDC) กับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเริ่มต้นเพียง 2.99 ล้านบาท

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ เลกซัส กรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาพรวมของลูกค้าเลกซัสในปัจจุบันยังคงเป็นกลุ่ม Quiet Luxury ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา เรียบง่ายแต่มีระดับ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริหาร CEO บริษัทชั้นนำ นอกจากนี้เรายังพบว่าฐานลูกค้าของเลกซัสมีการขยายไปสู่กลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น (Young Successor)

ในปีนี้เลกซัสได้นำแนวทาง “Discover” มาเป็นแนวทางการสื่อสารทางการตลาด นำเสนอภายใต้แนวคิดที่ชื่อว่า “Discover The Crafting Innovation” โดยมุ้งเน้นไปที่จุดขายของเลกซัสที่ใส่ใจทั้งด้านความประณีตของการรังสรรค์รถยนต์ทุกคันตามแบบฉบับของ Japanese Craftsmanship และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยภายในรถยนต์เลกซัส และ Lexus Electrified เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้า โดยกิจกรรมทางการตลาดในปีนี้ จะมุ่งเน้นนำเสนอกิจกรรมผ่านองค์ประกอบ 3E และมีการผนึกกำลังกับพันธมิตรไลฟ์สไตล์มอลล์หรูชั้นนำ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะลูกค้าเลกซัสเท่านั้น เช่น ที่จอดรถช่องพิเศษ ส่วนลดร้านค้าในเครือ และบริการเลาจน์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”

นายณัทธร ได้กล่าวแนะนำผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการว่า “นอกจากนี้ เลกซัสยังมีผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 3 สาขาได้แก่

•Lexus Bangkok พระราม 9

•Lexus Auto City รามอินทรา

•Lexus Auto City สุขุมวิท (เตรียมย้ายไปทำเลใหม่บนถนนวิภาวดี โดยจะพร้อมเปิดให้บริการในปลายเดือนเมษายนนี้)

และพื้นที่การให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ กับ Lexus Service Corner 15 แห่งใน 8 จังหวัดใหญ่ รวมถึงบริการ Home Visit Mobility Service ที่พร้อมดูแลลูกค้าทั่วประเทศถึงบ้าน เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจและอุ่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์ที่สะดวกสบายที่สุด”

สัมผัสประสบการณ์ “Discover” ผ่านกิจกรรม Roadshow ที่ไลฟ์สไตล์มอลล์หรูชั้นนำ ตลอดปี 2569 โดยเริ่มที่ EmSphere ใน เดือนพฤษภาคม และ EmQuartier ในเดือนตุลาคม เป็นต้นไป

GWM เริ่มส่งมอบ WEY G9 – The Crafted Masterpiece ล็อตใหญ่ สู่มือลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศ

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส

GWM (Thailand) ล่าสุด ได้จัดกิจกรรมส่งมอบรถยนต์ MPV หรู WEY G9 – The Crafted Masterpiece ล็อตแรกให้แก่ลูกค้าชาวไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ใช้งานชาวไทยตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อยนตรกรรมลักชัวรี่ MPV ที่เปรียบเสมือน “ประติมากรรมแห่งการเดินทาง” ที่ผสานความสง่างามด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยและความสะดวกสบายที่ครบครันและเหนือระดับได้อย่างลงตัว โดยได้เริ่มส่งมอบรถยนต์ผ่าน GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ และมีผู้บริหารระดับสูงจาก GWM (Thailand) ร่วมทำการส่งมอบให้กับลูกค้าในกรุงเทพฯ อีกด้วย

ส่งมอบเอกสิทธิ์แห่งความเหนือระดับ กับ WEY G9 – The Crafted Masterpiece

การส่งมอบ WEY G9 ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบรถยนต์ แต่คือการส่งมอบเอกสิทธิ์แห่งการครอบครองยนตรกรรมระดับ Masterpiece ที่หลอมรวมความประณีต เทคโนโลยี และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้ครอบครองยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน WEY Exclusive Service บริการพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าคนพิเศษโดยเฉพาะ พร้อมผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Assistant) ตลอด 24 ชั่วโมง บริการรถทดแทนรุ่นเดียวกัน บริการรับ–ส่งรถ และการดูแลแบบเอ็กซ์คลูซีฟในทุกสถานการณ์ ตอกย้ำสถานะของ WEY G9 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งไลฟ์สไตล์ลักชัวรี่สำหรับผู้นำยุคใหม่อย่างแท้จริง

WEY G9 คือทางเลือกที่ยกระดับทุกการเดินทาง: ใส่ใจทุกรายละเอียดสู่ประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกด้าน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ WEY G9 ได้รับความสนใจและไว้วางใจอย่างรวดเร็ว คือ การตอบโจทย์การใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องความมั่นใจในการขับขี่ (Confidence) ความสะดวกสบาย (Comfort) และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย (Convenience) โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Hi4 หรือระบบขับเคลื่อนไฮบริดสี่ล้ออัจฉริยะ ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาดตามความต้องการและมีระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมอบอิสระในการเดินทางอย่างเหนือระดับ สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 170 กิโลเมตร (NEDC) และขับขี่ได้ระยะทางรวมมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจุดชาร์จ ผสานข้อดีของพลังงานไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เหนือกว่ารถไฟฟ้าล้วนที่ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และก้าวล้ำกว่ารถ MPV แบบดั้งเดิมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะและความคุ้มค่าในระยะยาว โดยเสียงตอบรับจากลูกค้าจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า แม้จะเป็น MPV ขนาดใหญ่ แต่ WEY G9 มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง มั่นคง และควบคุมง่าย ให้ความรู้สึกใกล้เคียงรถ SUV ระดับพรีเมียม ขณะที่ห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้เป็น “พื้นที่คุณภาพ” อย่างเหนือระดับ ด้วยเบาะแถวสองแบบ Zero-Gravity พร้อมระบบนวดไฟฟ้า วัสดุหนัง NAPPA คุณภาพสูง และบรรยากาศที่หรูหราทุกมิติ ตอบโจทย์ทั้งบทบาทผู้นำทางธุรกิจและครอบครัวที่กำลังเติบโต สะท้อนถึงทิศทางใหม่ของตลาด MPV ลักชัวรี่ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่สง่างามในเวลาเดียวกัน

WEY G9 – The Crafted Masterpiece พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางระดับลักชัวรี่ ที่ผสานความสะดวกสบายเหนือระดับเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะและสมรรถนะที่มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางสำหรับครอบครัว ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.349 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถทดลองขับคันจริงได้แล้ววันนี้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application และ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

โตโยต้าถนนสีขาว สนับสนุนที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก

โตโยต้าถนนสีขาว สนับสนุนที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก แก่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมโครงการ “100 โรงพยาบาล 100 ธนาคารที่นั่งนิรภัย ร้อยดวงใจผูกพัน”

นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มอบที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก จำนวน 30 ที่นั่ง แก่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ “100 โรงพยาบาล 100 ธนาคารที่นั่งนิรภัย ร้อยดวงใจผูกพัน” ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก และร่วมผลักดันการลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย

โตโยต้าตระหนักดีว่าการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะในกลุ่มทารกแรกเกิดจนถึงปฐมวัยที่โดยสารรถยนต์ นับเป็นหนึ่งในความสูญเสียสำคัญของประเทศ แม้กฎหมายกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือมีส่วนสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องนั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car Seat) ขณะโดยสารรถยนต์ แต่ในทางปฏิบัติยังคงพบอุปสรรคจากการขาดความรู้ความเข้าใจของประชาชน รวมถึงข้อจำกัดด้านราคาและการเข้าถึงอุปกรณ์ดังกล่าว ดังนั้นโตโยต้าจึงมอบที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก จำนวน 30 ที่นั่งให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

โครงการ “100 โรงพยาบาล 100 ธนาคารที่นั่งนิรภัย ร้อยดวงใจผูกพัน” ดำเนินการโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความตระหนัก และเพิ่มการเข้าถึงที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ผ่านการจัดตั้ง “ธนาคารที่นั่งนิรภัย (Car Seat Bank)” เพื่อให้ประชาชนที่ขาดแคลนสามารถยืมใช้งานได้ โดยดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาล 100 แห่งทั่วประเทศ พร้อมภาคีเครือข่ายสำคัญ อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

ทั้งนี้ โตโยต้ามีแผนขยายการสนับสนุนโครงการเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าบริจาคที่นั่งนิรภัยให้ครบ 100 ที่นั่ง สำหรับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 100 แห่ง พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางรับบริจาคที่นั่งนิรภัยจากประชาชน ก่อนนำไปส่งต่อให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ

โตโยต้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยทางถนน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อแสนประชากร ภายในปี พ.ศ. 2570 ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “สังคมคนขับรถดี” ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญภายใต้โครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว”

โตโยต้า – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มอบรางวัลธุรกิจ “ทุนลด กำไรเพิ่ม” ปีที่ 2

โตโยต้า ผนึกกำลัง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มอบรางวัลประกวดแผนปรับปรุงธุรกิจ “ทุนลด กำไรเพิ่ม” ปีที่ 2 ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนไทยสู่ความยั่งยืน

โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มอบรางวัลแก่วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม การประกวดแผนการปรับปรุงธุรกิจหัวข้อ “ทุนลด กำไรเพิ่ม ด้วยแนวทางการปรับปรุงธุรกิจแบบโตโยต้า” ปีที่ 2 โดยมีนายสิริวิทย์ ปรีชาศุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนองค์กร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ นางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติภายในงาน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Toyota Alive บางนา

กิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อช่วยปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจชุมชนไทยให้ครอบคลุมในทุกมิติของการดำเนินงานอย่างครบวงจร ให้แนวคิดและองค์ความรู้ TSI Way ของโตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ เป็นที่รู้จักแก่วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น และมีส่วนช่วยในการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยให้ดียิ่งขึ้น โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดกว่า 30 ธุรกิจ ซึ่งได้รับฟังการบรรยายและการอบรมในหัวข้อต่างๆ อาทิ เช่น แนวคิด TSI way หรือวิถีชุมชนพัฒน์ / การหาและการกำจัดความสูญเปล่า (MUDA) ในธุรกิจ / การบริหารต้นทุน ที่นำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจ พร้อมนำองค์ความรู้ดังไปกล่าวไปดำเนินการทำแผนปรับปรุงธุรกิจของตนเองเพื่อมานำเสนอแก่คณะกรรมการตัดสิน

ผลการตัดสิน “การประกวดแผนการปรับปรุงธุรกิจหัวข้อ ทุนลด กำไรเพิ่ม ด้วยแนวทางการปรับปรุงธุรกิจแบบโตโยต้า” ปีที่ 2

·รางวัลชนะเลิศ

วิสาหกิจชุมชนบ้านทุ่งอรุณ จ.เชียงราย

(ผลิตภัณฑ์ : อารัมภ์ ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโกโก้)

เงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

·รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1                   

เฮอร์บัล แพลนท์ทาเชีย จ.สมุทรปราการ

(ผลิตภัณฑ์ : น้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอางค์สมุนไพร)

เงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

·รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2

วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรและผลผลิตทางการเกษตร จ.ลำปาง

(ผลิตภัณฑ์ : ผำอบแห้ง)

เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มุ่งหวังว่า วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการที่ได้รับองค์ความรู้และประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการ จะสามารถนำแนวคิดการปรับปรุงธุรกิจไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานจริง ค้นหาสาเหตุของปัญหาอย่างเป็นระบบ ทำงานร่วมกันเป็นทีม และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายอื่นในวงกว้างต่อไป

โตโยต้าแนะนำ COROLLA ALTIS รุ่นปี 2569 เคาะราคาเริ่มต้น 909,000 บาท

โตโยต้าแนะนำ COROLLA ALTIS รุ่นปรับปรุง ปี 2569 ราคาเริ่มต้น 909,000 บาท

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ COROLLA ALTIS รุ่นปรับปรุง ปี 2569 นำโดย 2 รุ่นย่อยใหม่ “HEV Smart” เครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยครบครัน ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น และ “1.8G” เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร โดยทั้ง 2 รุ่น รองรับน้ำมัน E20 และมาตรฐานการควบคุมไอเสียยูโร 6 กับรถยนต์นั่งที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานด้วยคุณสมบัติสำคัญ QDR ได้แก่ Quality “คุณภาพ” Durability “ความทนทาน” และ Reliability “ความน่าเชื่อถือ” โดยลูกค้าสามารถมอบความไว้วางใจให้กับโตโยต้าตลอดอายุการใช้งานด้วยศูนย์บริการกว่า 450 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีประสบการณ์ด้านระบบไฮบริด และมาตรฐานความพร้อมด้านอะไหล่ที่ครบครัน ภายใต้แนวคิด “NEW COROLLA ALTIS ทางเลือกใหม่ มั่นใจครบสูตร” เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ส่ง COROLLA ALTIS รุ่นปรับปรุง ปี 2569 รถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย ที่มาพร้อมความคุ้มค่าด้านสมรรถนะการขับขี่ เหนือกว่าด้วย Toyota New Global Architecture หรือ TNGA ทนทานต่อแรงบิดได้เป็นอย่างดี แข็งแกร่ง และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ตอบสนองแม่นยำ ทำให้มีการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจ และมอบทัศนวิสัยดีเยี่ยม โดดเด่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน กับหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย สามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อล้ำสมัยอย่างแอปพลิเคชัน T-CONNECT พร้อมมอบความมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานโลก Toyota Safety Sense

สำหรับรุ่นย่อยใหม่ HEV Smart ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฮบริดที่สร้างชื่อเสียงและความไว้วางใจในประเทศไทยกับเทคโนโลยีไฮบริดของโตโยต้า ด้วยแนวคิด “TOYOTA NO.1 TRUSTED HEV*” ที่ผสานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างลงตัว มั่นใจสูงสุด ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ประหยัดคุ้มค่าด้วยอัตราการใช้น้ำมัน 23.8 กิโลเมตร/ลิตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker) นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยระดับโลก Toyota Safety Sense อาทิเช่น ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) ระบบเบรกมือแบบไฟฟ้าพร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ (Auto Brake Hold) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control แบบ All-Speed ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PCS) และ ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (LDA)

หมายเหตุ * โตโยต้ามียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในหมวดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน เครื่องยนต์เบนซิน-ไฟฟ้า ระหว่าง 1 ม.ค. 68–31 ธ.ค. 68 ทั้งหมด 66,174 คัน สูงสุดจากทุกยี่ห้อที่มีการจดทะเบียน อ้างอิงข้อมูลจากกรมการขนส่ง ณ เดือนมกราคม 2569

นอกจากนั้น ยังแนะนำรุ่นย่อยใหม่ 1.8G กับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 140  แรงม้า เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบเครื่องยนต์เบนซินในราคาที่คุ้มค่ากับเทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิเช่น หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย, Smart Entry ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ สำหรับผู้ขับ ผู้โดยสารตอนหน้า และห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ และระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง

รุ่น HEV Smart    เครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร

-ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense

•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control แบบ All-Speed

•ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PCS)

•ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (LDA)

•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB)

•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (LTA)

•ระบบช่วยคุมรถให้อยู่ในเลน (LKC)

-หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

-ระบบเชื่อมต่อ T-Connect

-จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่ แบบจอสี ขนาด 7 นิ้ว 

-ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB และระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ ABH

-วัสดุหุ้มเบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำ

-ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตําแหน่ง คู่หน้า / ด้านข้างคู่หน้า / ม่านด้านข้าง / หัวเข่าคนขับ

-Smart Entry ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ สำหรับผู้ขับ ผู้โดยสารตอนหน้า และห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ

-ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง

-กระจกหน้าต่างแบบไฟฟ้า พร้อมเปิด-ปิดอัตโนมัติและระบบป้องกันการหนีบทั้ง 4 บาน

รุ่น 1.8G   เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร

-ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense

•ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบเสริมแรงเบรก BA

•ระบบกระจายแรงเบรก EBD

•ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC)

•ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)

•ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC)

•สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเบรกกะทันหัน (ESS)

-หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

-ระบบเชื่อมต่อ T-Connect

-จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่ แบบจอสี ขนาด 7 นิ้ว 

-วัสดุหุ้มเบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำ

-ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตําแหน่ง คู่หน้า / ด้านข้างคู่หน้า / ม่านด้านข้าง / หัวเข่าคนขับ

-Smart Entry ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ สำหรับผู้ขับ ผู้โดยสารตอนหน้า และห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ

-ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง

-กระจกหน้าต่างแบบไฟฟ้า พร้อมเปิด-ปิดอัตโนมัติและระบบป้องกันการหนีบทั้ง 4 บาน

เลือกเป็นเจ้าของ COROLLA ALTIS รุ่นปรับปรุง ปี 2569 ใน 4 รุ่นย่อย

     • รุ่น HEV GR Sport                    1,129,000 บาท

     • รุ่น HEV Premium                    1,009,000 บาท      

      ใหม่!  • รุ่น HEV Smart                      949,000 บาท

     ใหม่!  • รุ่น 1.8G                                 909,000 บาท

สีภายนอก

รุ่น HEV GR Sport

-สีขาว หลังคาดำ Platinum White Pearl with Black Roof  (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท)

-สีแดง หลังคาดำ Red Mica Metallic with Black Roof (ราคาเพิ่ม 10,000 บาท)

-สีดำ Attitude Black Mica

รุ่น HEV Premium, รุ่น HEV Smart และรุ่น 1.8G

-สีเทา Cement Gray Metallic (ราคาเพิ่ม 10,000 บาท)                            

-สีขาว Platinum White Pearl (ราคาเพิ่ม 10,000 บาท)

-สีเงิน Metal Stream Metallic

-สีดำ Attitude Black Mica

สีภายใน

-สี Black

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่ม

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับ COROLLA ALTIS [6 มีนาคม – 30 เมษายน 2569]

ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99%* พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Toyota Care PHYD**

ส่วนลดลูกค้ากลุ่มอาชีพพิเศษรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท***

และสำหรับลูกค้ารุ่น HEV GR Sport , HEV Premium และ HEV Smart รับฟรี ค่าแรงและแพ็กเกจเช็กระยะ 10,000 – 50,000 กม. (Smart Plan)****

*อัตราดอกเบี้ยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ดาวน์ 25% ขึ้นไป ระยะเวลาไม่เกิน 48 เดือน ที่ 1.79% ส่วนลดดอกเบี้ยรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด -0.1% และส่วนลดดอกเบี้ยสำหรับลูกค้า A-Grade -0.6% และส่วนลดดอกเบี้ยกรณีชำระต้นงวด -0.1%

, ลูกค้า A-Grade หมายถึงลูกค้าที่เคยเช่าซื้อกับโตโยต้าลีสซิ่งที่มีประวัติการชำระดี ผ่อนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ยังไม่ปิดสัญญา หรือปิดสัญญาแล้วไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีประวัติการชำระล่าช้า สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายที่เคยใช้บริการ

**ประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD (Pay How You Drive ขับดีลดให้) ปีแรก โดยทุนประกันภัยไม่เกิน 80% ของมูลค่ารถ (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถภายใต้ เงื่อนไขของแคมเปญ) รวมบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน 24 ชม. ไม่รวม พ.ร.บ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนดบริษัทที่เข้าร่วม ได้แก่ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ประกันไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด และบจก. มิตซุย ซุมิโตโมประกันภัย

***ส่วนลดลูกค้ากลุ่มอาชีพพิเศษ เฉพาะโตโยต้า ลีสซิ่ง ที่ดาวน์ 25% ขึ้นไป นาน 48 เดือน

โดยรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับลูกค้ากลุ่มอาชีพพิเศษสามารถศึกษาได้จาก https://www.tlt.co.th/promotion-detail/X9aoeg1dO1

****สิทธิฟรีค่าแรงเช็กระยะที่ติดมากับรถยนต์และฟรีเช็กระยะ 10,000 กม. – 50,000 กม. มูลค่าสูงสุดกว่า 10,000 บาท โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไข และรายการอะไหล่ตามระยะทางได้ที่ https://aftersales.toyota.co.th/maintenance เฉพาะรุ่น HEV GR Sport, HEV Premium และ HEV Smart

สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ใหม่ กับบริการเสริมที่หลากหลาย

ผ่านเทคโนโลยี T-CONNECT ด้วย 3 คุณสมบัติหลัก ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง

1. Always Located & Protected ให้คุณอุ่นใจ ปลอดภัยไร้กังวลในการเดินทาง

– Find My Car บริการเช็กตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ หมดปัญหาจำที่จอดไม่ได้ หารถไม่เจอ

– TheftTrack บริการตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม และประสานความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

– SOS บริการประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

– Geo-Fencing บริการแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนออกจากจุดจอดหรือขอบเขตที่คุณกำหนดไว้

2. Telematics Care ดูแลรถได้ง่ายๆ สะดวก พร้อมออกเดินทาง

– TCFR Plus+ สิทธิขยายระยะรับประกันคุณภาพรถยนต์สูงสุด 8 ปี หรือ 225,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)  

– Maintenance Reminder บริการแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาเข้าศูนย์บริการ พร้อมนัดหมายศูนย์บริการออนไลน์

– Vehicle Information บริการข้อมูลรถ แสดงสถานะรถ เช็กประวัติ และสถานะงานซ่อมเรียลไทม์

– PHYD Insurance ประกันภัย “ขับดี ลดให้” ที่ทำให้ลูกค้าสนุกกับคะแนนการขับขี่และส่วนลดเพิ่มเติม จากค่าเบี้ยประกันภัยพิเศษที่คำนวณจากพฤติกรรมและระยะทางการขับขี่ของลูกค้า

3. Happiness Mobility บริการเติมเต็มความสุข ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

– Toyota Alive-X โปรแกรมสะสมคะแนน The 1 ใช้แลกเป็นส่วนลดในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการโตโยต้า

– Connect You บริการแจ้งสิทธิพิเศษที่คัดสรรสำหรับลูกค้า T-Connect

– Concierge Services บริการผู้ช่วยส่วนตัว ให้คุณสอบถามเส้นทาง จองร้านอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย

หมายเหตุ : การให้บริการของ T-Connect ต้องดาว์โหลดแอปพลิเคชัน และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรถเพื่อเข้าใช้งาน สามารถศึกษาข้อกำหนดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ www.t-connect.in.th

ตลาดรถยนต์เดือนมกราคม ส่งสัญญาณบวกทำยอดขาย 73,936 คัน

ตลาดรถยนต์เดือนมกราคม ส่งสัญญาณบวก ยอดขาย 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77%

ตลาดรถยนต์เดือนมกราคมส่งสัญญาณบวก โดยยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมกราคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ (Passenger Car + SUV) มีปริมาณการขาย 55,960 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา 83.21% ในขณะที่รถกระบะ มีปริมาณการขาย 11,507 คัน ลดลงจากเดือนมกราคมปีที่แล้ว 6.12% รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีปริมาณการขาย 79 คัน เพิ่มขึ้น 1,875% จากเดือนมกราคมปีที่แล้ว และรถ PPV มีปริมาณการขาย 4,132 คัน เพิ่มขึ้น 30.88% จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา

*ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเว็บไซต์ https://fti.or.th/News/details?id=1200 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries – FTI) ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

ตลาดรถยนต์เดือนมกราคม 2569 มียอดขาย 73,936 คัน เพิ่มขึ้นถึง 53.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการเร่งผลิตและจำหน่ายรถไฟฟ้า เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทางด้านภาษีจากรัฐบาลในโครงการ EV 3.0 และ 3.5

·รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ (Passenger Car + SUV) ยอดขาย 55,960 คัน เพิ่มขึ้น 83.2% จากปีที่ผ่านมา

·รถกระบะ ยอดขาย 11,507 คัน ลดลง 6.12% จากปีที่ผ่านมา

·รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ยอดขาย 79 คัน เพิ่มขึ้น 1,875% จากปีที่ผ่านมา

·รถ PPV ยอดขาย 4,132 คัน เพิ่มขึ้น 30.88% จากปีที่ผ่านมา

สำหรับโตโยต้า มียอดขายเดือนแรก 19,813 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 26.79% เติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Eco segment (Yaris และ Yaris ATIV) 6,861 คัน และ Pure Pick Up (Hilux Travo, Revo และ Champ) 5,541 คัน

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ ว่า “ตลาดรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากการลงทุนรวมที่ขยายตัวสูงขึ้น รวมถึงจากแรงขับเคลื่อนของยอดขายเดือนมกราคมที่เติบโตสูง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องเร่งส่งมอบในโครงการ EV 3.0 อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและทิศทางการเมืองภายในประเทศ”

หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเว็บไซต์  https://fti.or.th/News/details?id=1200 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries – FTI) ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

อีซูซุ เผยโซลูชั่นส์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

อีซูซุ เผยความคืบหน้าการดำเนินงานตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)

อีซูซุ ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทยเดินหน้าสนับสนุนนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของรัฐบาลไทย ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ตั้งแต่อีซูซุได้ประกาศ อย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปี 2567 อีซูซุได้ทุ่มเทกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและแตกต่างกัน ได้แก่

•การเริ่มจำหน่ายรถ “อีซูซุ ดีแมคซ์ MHEV” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 โดยมีกลุ่มลูกค้าในหัวเมืองใหญ่ และ ลูกค้าองค์กรเป็นหลัก

•การเริ่มส่งออกรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” จากฐานการผลิตจากประเทศไทยเป็นยี่ห้อแรกไปยังยุโรปเมื่อกลางปี 2568 และการเริ่มจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2569 นี้

•การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV)

•การทดลองโซลูชั่นการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่ง

•การพัฒนาไบโอดีเซลเจเนอเรชันใหม่โดยร่วมมือกับกลุ่มปตท. ในการทดสอบการใช้งานจริงกับรถเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้รถ

มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ตลอด 69 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุได้มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ตามแนวคิด Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย เราเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาโดยตลอด ทั้งการตั้งโรงงานผลิตรถอีซูซุ 2 แห่งในประเทศไทยพร้อมทั้งการลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย การใช้ชิ้นส่วนในประเทศในระดับสูง การส่งออกรถปิกอัพจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นสินค้าเมดอินไทยแลนด์ที่มีคุณภาพสูง สร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล จนมีส่วนทำให้รถปิกอัพกลายเป็น “โปรดักแชมเปี้ยน” ของประเทศ สะท้อนจุดยืนในการสร้างคุณค่าทางสังคมของอีซูซุตลอดมา

นอกจากนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแล้ว อีซูซุยังสนับสนุนนโยบายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่รัฐได้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี พ.ศ. 2593 (2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 (2065) ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก อีซูซุจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีความแตกต่างจากรถประเภทอื่นๆ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน อาทิ ความสามารถในการบรรทุก ความแข็งแกร่งทนทาน ประสิทธิภาพการขนส่ง เป็นต้น

จากความสำเร็จในการพัฒนารถปิกอัพยอดนิยมเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 / 3.0 Ddi MAXFORCE Euro 5 ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ว่า มีสมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม แข็งแกร่งทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ในวันนี้ อีซูซุขอแนะนำ“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพพลังไฟฟ้า 100% เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทย รถรุ่นนี้ถือเป็นรถปิกอัพไฟฟ้ายี่ห้อแรกจากฐานการผลิตไทยไปจำหน่ายยังตลาดยุโรป ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การที่อีซูซุใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่เฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์เท่านั้น เรายังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย โดยได้เตรียมความพร้อมสำหรับ“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV”อีกด้วย โดยมีแพคเกจซ่อมบำรุงรักษาให้ลูกค้า ฟรีค่าบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

ลูกค้าที่สนใจสามารถไปสัมผัสตัวจริงได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

เราเชื่อมั่นในแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) อีซูซุนำเสนอทางเลือกของระบบขับเคลื่อนอันหลากหลาย ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศและภูมิภาค รวมถึงสภาพการใช้งานเฉพาะของพื้นที่นั้นๆ เรายังเชื่อมั่นว่า การใช้งานเพื่อการพาณิชย์นั้น รถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงเป็นรถที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่รถประเภทอื่นๆ เช่น รถปิกอัพไฟฟ้า จะเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น สำหรับโครงการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอื่นๆ ของอีซูซุนั้น กำลังดำเนินการตามแผนที่เคยประกาศไว้ ทั้งรถบรรทุก และน้ำมันทางเลือกใหม่ ซึ่งเราจะมาแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าเป็นระยะ”

นอกจากในประเทศไทยแล้ว อีซุซุยังมีการลงทุนในศูนย์พัฒนาและทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า “The EARTH Lab” ที่เมืองฟูจิซาวะ ประเทศญี่ปุ่น การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การสร้างสนามทดสอบรถขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับที่สนามทดสอบรถอีซูซุ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น (ISUZU HOKKAIDO PROVING GROUND) รวมถึงการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับรุ่นใหม่ในรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์เพื่อนำมาใช้ในการทดสอบ ซึ่งได้ผ่านการวิ่งระยะทางรวมแล้วกว่า 150,000 กิโลเมตร ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น นับตั้งแต่เริ่มการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้ดำเนินการทดสอบการขับขี่อัตโนมัติเพื่อการใช้งานจริงเชิงธุรกิจบนถนนสาธารณะสำหรับเส้นทางโลจิสติกส์ของอีซูซุในประเทศญี่ปุ่นแล้วในต้นปีนี้ ตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)…ตลอดระยะเวลา 69 ปี ของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย อีซูซุไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ได้ตั้งไว้ ในฐานะนิติบุคคลที่ดีเสมอมาภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของอีซูซุในประเทศไทย “วิถีอีซูซุ” (Isuzu Spirit) – – ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”

รายละเอียดเพิ่มเติม

ความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ของอีซูซุในประเทศไทย ตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ของอีซูซุ

รถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV”

“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพ 4 ประตูพลังไฟฟ้า 100% สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก ระบบขับเคลื่อนแบบ Dual Motor by E-Axle ช่วงล่าง De-dion พร้อมลีฟสปริงส์ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้รถทั้งเพื่อการพาณิชย์และส่วนตัว โดยยังคงประสิทธิภาพที่ทนทานตามความคาดหวังของการใช้งานรถปิกอัพ แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ของอีซูซุ คือ ความแข็งแกร่ง ทนทาน สำหรับลูกค้าประเภทองค์กรที่พร้อมมุ่งสู่นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนไปด้วยกัน

รายละเอียดตัวรถ

-De-Dion E-AXLE : โครงสร้างช่วงล่างที่แยกระบบขับเคลื่อนและการรับน้ำหนักออกจากกันสามารถบรรทุกหนักได้อย่างมั่นใจ ทนทาน ทุกสถานการณ์

-ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า Dual Motor มอเตอร์คู่

-กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า (140 กิโลวัตต์ )

-แรงบิดรวมสูงสุด 325 นิวตัน-เมตร

-ระยะทาง 331 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

-ความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 66.9 kWh

-Battery Guard : ปกป้องมั่นใจลุยได้ในทุกสถานการณ์

-Battery Cooling System : ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่เพื่อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยืดอายุการใช้งาน

-รองรับการชาร์จแบบ AC สูงสุดที่ 11 kW และแบบ DC สูงสุด 50 kw

-ลุยน้ำลึก 600 มิลลิเมตร

-พวงมาลัยไฟฟ้า EPS (Electronic Power Steering)

-Regenerative Brake : สามารถปรับความหน่วงได้อย่างง่ายดาย 4 ระดับ

-ECO Mode : โหมดประหยัดพลังงาน

-กล้องรอบคัน 360 องศา พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ เพิ่มความแม่นยำในการขับขี่

-หน้าจอ MID ขนาด 7 นิ้ว

-ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS

ราคา 1,591,000 บาท (พร้อมแพ็กเกจเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร)

การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV)

อีซูซุได้พัฒนารถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ภายใต้แนวคิด “Isuzu Modular Architecture and Component Standard : I-MACS” พร้อมการออกแบบ “Center Drive System EV” ซึ่งเป็นการออกแบบรถบรรทุกไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยให้ความสำคัญเรื่องความสะดวกสบายของลูกค้า ทั้งในด้านการใช้งาน การบรรทุกและตัวถัง และสามารถนำจุดแข็งของรถเครื่องยนต์ดีเซลมาประยุกต์ใช้กับรถบรรทุกไฟฟ้าได้ ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อมีนาคม 2566 และได้นำมาวิ่งทดสอบบนถนนสาธารณะในลักษณะการใช้งานจริงทางธุรกิจกับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568

รายละเอียดตัวรถทดสอบ

-รถบรรทุก 6 ล้อ รุ่น NPR

-ระบบขับเคลื่อน : ขุมพลังไฟฟ้าแบบมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวแบบ 4X2 (ขับเคลื่อน ล้อหลัง)

-ช่วงล่าง

●ด้านหน้า : ช่วงล่างแบบอิสระ

●ด้านหลัง : ช่วงล่างแบบแหนบ

-ระบบเบรก : ดิสก์เบรก หน้าและหลัง พร้อมเบรกมือไฟฟ้า และระบบ Auto Brake Hold

-ประเภทแบตเตอรี่ : ลิเธียมไอออน

-ความจุแบตเตอรี่ : 5 ก้อน, 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง

-กำลังสูงสุด : 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า)

-แรงบิดสูงสุด : 365 นิวตัน-เมตร

-ขนาดรถ : (ยาว) 6,098 มม. × (กว้าง) 2,035 มม. × (สูง) 2,214 มม

-ระยะต่อตัวถัง 4,415 มม.

-น้ำหนักรถเปล่า : 3.2 ตัน

-น้ำหนักรวมการบรรทุก : 7.5 ตัน

-การชาร์จ : รองรับมาตรฐานการชาร์จแบบ DC CHAdeMO และ AC Type 1 อีกทั้งมีระบบ Regenerative Braking ซึ่งสามารถชาร์จในระหว่างการเบรกกลับเข้าแบตเตอรี่และผู้ใช้งานสามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ อีซูซุได้เตรียมมาตรฐานการชาร์จที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ เช่น เครื่องชาร์จ CCS2 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เพื่อรองรับการใช้งานในยุโรป เป็นต้น

-ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems)

การทดลองโซลูชั่นการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในประเทศไทย (Battery-swapping solution demonstration in Thailand)

หลังจากยื่นสมัครและได้รับการคัดเลือกในโครงการ “การร่วมสร้างสรรค์อนาคตของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา” (The Global South Future-Oriented Co-Creation Project) อันเป็นโครงการทดลองขนาดใหญ่ในอาเซียนของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม โดยมีแผนที่จะทดสอบในการใช้งานจริงกับลูกค้าองค์กร โดยคาดว่าจะสิ้นสุดภายในปีงบประมาณ 2570

การพัฒนาไบโอดีเซลเจเนอเรชันใหม่

หลังจากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงการทดสอบรถยนต์กับพลังงานสะอาด เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และได้มีการทดสอบการใช้ HVO (Hydrogenated Vegetable Oil) หรือน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์และใช้งานในเครื่องยนต์สันดาป และทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ วิ่งใช้งานจริง โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบชาร์จ และ EV อีโคซิสเต็มของ ปตท.ช่วงเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาในเฟสแรกนั้น อีซูซุร่วมกับบริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัทขนส่งชั้นนำของประเทศไทย ทดสอบการใช้น้ำมัน HVO 30% กับการใช้งานรถบรรทุก Isuzu ELF ตามการใช้งานจริง ผลการทดสอบสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุด 30%

ขณะนี้การดำเนินการเฟสที่สองสำเร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น เพื่อลดคาร์บอนให้มากยิ่งขึ้น โดยอีซูซุใช้ทั้งน้ำมันปาล์มไบโอดีเซล B20 ควบคู่กับการใช้ HVO 30% ในรถปิกอัพอีซูซุรุ่นล่าสุดมาตรฐานยูโร 5 ผ่านการใช้งานจริงเช่นเดิม วิ่งบนสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ผลการทดสอบชี้ว่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันไม่ต่างจากเดิม แต่สามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุด 50% ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลด Carbon Footprint ให้โลกได้

Audi Q3 พลิกโฉมทั้งคัน ชูขุมพลัง Mild Hybrid

The all-new Audi Q3 พลิกโฉมทั้งคัน ชูขุมพลัง Mild Hybrid ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น 32.8% ราคาเริ่มต้น 2.499 ล้านบาท

อาวดี้ ประเทศไทย ยกระดับพรีเมียมเอสยูวีอย่างเต็มกำลัง ต้อนรับปี 2026 ด้วยการเปิดตัว The all-new Audi Q3 เจเนอเรชันล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาใหม่หมดในทุกมิติ เพื่อยกระดับมาตรฐานของคอมแพกต์เอสยูวีให้เหนือกว่าที่เคย เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอรุ่นเริ่มต้น พร้อมตอกย้ำจุดยืนของยนตรกรรมนำเข้าทั้งคันมาตรฐานเยอรมัน

The all-new Audi Q3 คอมแพกต์เอสยูวีเจเนอเรชันที่สามเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยการเปิดตัวในประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พลิกโฉมใหม่หมดทุกมิติภายใต้ New design language ดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่งและดุดันยิ่งขึ้น Driving experience ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์สันดาปที่ได้รับการยอมรับด้านประสิทธิภาพ ความทนทาน และความสมดุลระหว่างสมรรถนะและความประหยัด โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย Next-gen user experience ผ่าน Curved Panoramic MMI Display ที่โอบล้อมผู้ขับขี่ พร้อมการแสดงผล UX/UI แบบใหม่ที่คมชัด อ่านง่ายในทุกมุมมอง ครบครันด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

The all-new Audi Q3 มาพร้อมทางเลือก 2 รูปแบบตัวถัง ทั้ง SUV และ Sportback ที่สะท้อนบุคลิกแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งความพรีเมียม ความสปอร์ต และความอัจฉริยะในทุกการเดินทาง

ดีไซน์ภายนอกใหม่หมดทุกมิติ

ดีไซน์ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เสริมภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมียมยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวสีใหม่ Sage green, metallic และ Arrow grey, pearl effect โดดเด่นด้วย Lighting Technology รุ่นใหม่ล่าสุดของอาวดี้ กับไฟหน้า LED Headlight ดีไซน์ใหม่ที่สามารถปรับเปลี่ยนไฟ Daytime ได้ 3 รูปแบบ เสริมความโดดเด่นในทุกมุมมองด้วยไฟท้าย LED Light Strip ที่พาดยาวตลอดแนว พร้อม Illuminated Audi Ring ในรุ่น Tech Pro ที่สะท้อนตัวตนแห่งความล้ำสมัย เติมเต็มความโปร่งโล่งเหนือระดับด้วย Panoramic Glass Roof เปิดรับแสงธรรมชาติ สร้างบรรยากาศภายในที่สบายตลอดทุกการเดินทาง เพิ่มความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง S line ที่มีในทั้งสองรุ่นย่อย ได้แก่ Tech Plus และ Tech Pro โดยรุ่น Tech Plus มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ส่วนรุ่น Tech Pro มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมชุดตกแต่ง Black Exterior Package ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ต เข้ม และดุดันยิ่งขึ้น

สมรรถนะทรงพลัง พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน

The All-new Audi Q3 รุ่น Tech Plus มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน Mild Hybrid 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง (direct injection), เทอร์โบชาร์จ ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุด 209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในตัวถัง SUV และ 207 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในตัวถัง Sportback ถ่ายทอดกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองฉับไวและนุ่มนวลตามแบบฉบับของ Audi

เทคโนโลยี Mild Hybrid ช่วยเพิ่มความประหยัดและลดการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยรวม 18.2 กิโลเมตรต่อลิตร ในขณะที่ Q3 เจอเนอเรชั่นที่แล้ว มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยรวม 13.7 กิโลเมตรต่อลิตร ทำให้ The all-new Audi Q3 รุ่นใหม่นี้ ประหยัดกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 32.8% ด้วยการทำงานของระบบ Coasting Mode สามารถตัดการจ่ายเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ขณะที่ถอนคันเร่ง รวมถึงการทำงานร่วมกับระบบ Start-Stop ช่วยลดการใช้พลังงานในช่วงการขับขี่จริง ทั้งในสภาพการจราจรในเมืองและการเดินทางระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ได้รับการพัฒนาอย่างโดดเด่น ทำให้ The all-new Audi Q3 รุ่น Tech Plus เป็นรุ่นที่ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น สามารถเดินทางได้ไกลสูงสุดประมาณ 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง ภายใต้สภาพการขับขี่ทางไกลที่เหมาะสม ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกลได้อย่างมั่นใจ

The All-new Audi Q3 รุ่น Tech Pro เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง (direct injection), เทอร์โบชาร์จ ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุด 229 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในตัวถัง SUV และ 228 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในตัวถัง Sportback ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ที่ทำงานอย่างชาญฉลาดและแม่นยำ ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและเสริมความมั่นใจสูงสุดในทุกสภาพการขับขี่

ในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รุ่น Tech Pro มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยรวม 13.7 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อเทียบกับ Q3 เจเนอเรชั่นก่อนหน้า มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยรวม 12.6 กิโลเมตรต่อลิตร หรือประหยัดขึ้นถึง 8.7% ขณะเดียวกันยังมอบสมรรถนะที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นจาก 180 แรงม้า เป็น 204 แรงม้า หรือเพิ่มขึ้นถึง 13% พร้อมคงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในระดับใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ Q3 1.4 ลิตร ของรุ่นก่อนหน้า สะท้อนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ผสานทั้งสมรรถนะการขับขี่และความประหยัดพลังงาน ได้อย่างลงตัวตามแนวทางของ Audi

Next – gen user experience ยกระดับประสบการณ์เหนือระดับ

ภายในห้องโดยสารสะท้อนแนวคิด Human-Centric Design ที่ยึดผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง ผสานดีไซน์ใหม่เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยด้วย Curved MMI Panoramic Display ที่ออกแบบมาให้โอบล้อมผู้ขับขี่ ประกอบไปด้วย Audi virtual cockpit plus ขนาด 11.9 นิ้ว และ MMI touch display 12.8 นิ้ว ที่ได้รับการพัฒนา UX/UI หรือการแสดงผลของหน้าจอรูปแบบใหม่ที่อ่านง่าย ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญและระบบควบคุมต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติระหว่างการขับขี่ ขณะเดียวกัน การออกแบบตำแหน่ง New Gearshift Selector บริเวณด้านหลังพวงมาลัย ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มพื้นที่บริเวณคอนโซลกลางให้โปร่งโล่งและใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารอย่างมีระดับด้วย Inlay อะลูมิเนียม ผสานระบบไฟ Ambient Light ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 30 สี เติมเต็มอารมณ์การเดินทางในทุกช่วงเวลา พร้อมระบบเสียงคุณภาพ Audi Sound System ที่มาพร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง รวมซับวูฟเฟอร์ มอบมิติของเสียงที่คมชัดและทรงพลัง อีกทั้งในรุ่น Tech Pro ยังเพิ่มความพิเศษด้วย Panoramic Glass Roof ที่เปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ช่วยสร้างบรรยากาศโปร่งโล่งและเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับทุกการเดินทาง

ระบบช่วยเหลือการขับขี่

เป็นครั้งแรกของ The all-new Audi Q3 ที่มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น Tech Plus อาทิ Adaptive Cruise Control with Stop & Go Function ระบบควบคุมความเร็วแปรผันพร้อมรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า และ Lane Departure Warning ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ขณะที่ในรุ่น Tech Pro ได้รับการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่อย่างครบครันยิ่งขึ้น โดยเพิ่มเติมจากรุ่น Tech Plus ได้แก่ Rear Cross Traffic Assist ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถขณะถอยหลัง, Proactive Occupant Protection (Front, Side and Rear) ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง, Exit Warning ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมเมื่อเปิดประตูลงจากรถ และ Lane Change Warning ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน

The all-new Audi Q3 พรีเมียมเอสยูวีคุณภาพนำเข้าทั้งคัน เปิดตัวทั้งหมด 4 รุ่น ราคาเริ่มต้นเพียง 2.499 ล้านบาท

•Q3 S line Tech Plus ราคา 2,499,000 บาท

•Q3 Sportback S line Tech Plus ราคา 2,599,000 บาท

•Q3 quattro S line Tech Pro ราคา 2,999,000 บาท

•Q3 Sportback quattro S line Tech Pro ราคา 3,099,000 บาท

The all-new Audi Q3 มีทั้งหมด 6 สี

•Sage green, metallic

•Progressive red, metallic

•Glacier white, metallic

•Mythos black, metallic

•Arrow grey, pearl effect (สีพิเศษ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 50,000 บาท)

•Daytona grey, pearl effect (สีพิเศษ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 50,000 บาท)

The all-new Audi Q3 คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของอาวดี้ในการพัฒนายานยนต์ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าทุกความคาดหมาย พร้อมความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ยืนหยัดได้อย่างยาวนานในทุกมิติ

สัมผัสคันจริงได้ตั้งแต่วันที่ 18–21 มีนาคม 2569 ที่ Audi Centre Thailand และเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Motor show 2026 กับ 2 รุ่น จัดแสดง ได้แก่

• Q3 S line Tech Plus สี Sage Green, metallic

• Q3 Sportback quattro S line Tech Pro สี Arrow Grey, pearl effect

ลูกค้าที่ออกรถอาวดี้ทุกรุ่นได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถไฟฟ้า e-tron และรถ Plug-in Hybrid Audi ใหม่ทุุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

“อีซูซุ” เปิดสังวียน Isuzu Thailand Championship 2026

“อีซูซุ” เปิดสังวียน Isuzu Thailand Championship 2026 ระเบิดศึกมวยคาดเชือก 6 ภูมิภาคทั่วไทย ชิงรางวัลรถปิกอัพอีซูซุ 3 คัน มูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาท

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด โดย มร.นาโอยะ เซะงูจิ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นประธานในพิธีเปิดสังเวียนแห่งเกียรติยศ ในศึก “Isuzu Thailand Championship 2026” ซึ่งเป็นการยกระดับตำนานมวยไทย “ศึกอีซูซุคัพ” ให้มีความทันสมัยและดุดันยิ่งขึ้น โดยยังคงเดินหน้าเฟ้นหานักมวยเลือดใหม่ ผ่านการชิงชัยในรูปแบบทีม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ รวม 18 ยอดนักชก ผลักดันมวยไทยให้ไประดับสากล พร้อมถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข็มขัดแชมป์ รถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ ทั้งหมด 3 คัน และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.3 ล้านบาท ผู้ชนะยังได้รับสิทธิ์สำคัญในการเป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่สังเวียนระดับโลกอย่าง THAI FIGHT 2026 ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการสร้างชื่อเสียงบนเวทีนานาชาติสู่สายตาชาวโลก

สังเวียน Isuzu Thailand Championship การแข่งขันด้วยรูปแบบ “มวยไทยคาดเชือก” ศิลปะการต่อสู้ที่เข้มข้น โดยมาในระบบ “ยกทีมปะทะกัน” ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากลจาก สมาคมกีฬามวยไทยไฟท์นานาชาติ (TFIBA) การชิงชัยในครั้งนี้เป็นการรวมพลังของนักมวยท้องถิ่นชั้นเลิศจาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยคัดเลือกยอดนักสู้ภูมิภาคละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 18 ขุนพล เพื่อเป็นตัวแทนประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในนามทีมประจำภาค ดังนี้

1.ภาคเหนือ

พิกัด 63 กิโลกรัม : รักชัยนาท ศิษย์กำนันเหน่ง

พิกัด 65 กิโลกรัม : ร้อยป่า นายกเรดาร์ภูกระดึง

พิกัด 67 กิโลกรัม : แสนเดช พยัคฆ์ภูดิน

2.ภาคกลาง

พิกัด 63 กิโลกรัม : เพชรน้ำหนึ่ง สีโอปอล

พิกัด 65 กิโลกรัม : ก้องนภา เกียรติพูนเกิด

พิกัด 67 กิโลกรัม : เด่นเหนือ ส.ทองภูบาล

3.ภาคอีสานเหนือ

พิกัด 63 กิโลกรัม : วิทยายุทธ วินอุบล

พิกัด 65 กิโลกรัม : โชคนที เอสผู้ชนะสิบทิศ

พิกัด 67 กิโลกรัม : ชูทรัพย์เล็ก วีระศักดิ์เล็กมวยไทยยิม

4.ภาคอีสานใต้

พิกัด 63 กิโลกรัม : เพชรบ้านใหม่ ส.สุนันท์

พิกัด 65 กิโลกรัม : เพชรพีรพล ผอ.อ้วนคลองหลวง

พิกัด 67 กิโลกรัม : ชาคริต ม.ราชภัฎสุรินทร์

5.ภาคตะวันออก

พิกัด 63 กิโลกรัม : ประจัญบาน สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

พิกัด 65 กิโลกรัม : คนองศึก สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

พิกัด 67 กิโลกรัม : เพชรสิงหา สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

6.ภาคใต้

พิกัด 63 กิโลกรัม : ใจสิงห์ ศิษย์นายกพันธ์ศักดิ์

พิกัด 65 กิโลกรัม : ปฏักเอก เทพภาคิน

พิกัด 67 กิโลกรัม : ปฏักเหล็ก ซินบีมวยไทย

โดยในการแข่งขันรอบแรก วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 เป็นการพบกันระหว่างทีมภาคตะวันออกกับทีมภาคอีสานเหนือ และทีมภาคใต้กับทีมภาคกลาง โดยมีผลกรแข่งขันดังนี้

ผลการแข่งขันมวย Isuzu Thailand Championship 2026

•คู่ที่ 1 น้ำหนัก 67 กิโลกรัม รอบแรก

ปฏักเหล็ก ซินบีมวยไทย (ทีมภาคใต้) ชนะน็อคยก 1 ชาคริต ม.ราชภัฏสุรินทร์ (ทีมภาคอีสานใต้)

คู่ที่ 2 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก

ใจสิงห์ ศิษย์นายกพันธ์ศักดิ์ (ทีมภาคใต้) ชนะน็อคยก 2 เพชรบ้านใหม่ ส.สุนันท์ (ทีมภาคอีสานใต้)

คู่ที่ 3 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก

ประจัญบาน สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว (ทีมภาคตะวันออก) แพ้น็อคยก 2 วิทยายุทธ วินอุบล (ทีมภาคอีสานเหนือ)

คู่ที่ 4 น้ำหนัก 65 กิโลกรัม รอบแรก

คนองศึก สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว (ทีมภาคตะวันออก) ชนะน็อคยก 2 โชคนที เอสผู้ชนะสิบทิศ (ทีมภาคอีสานเหนือ)

สรุปรวมผลคะแนนรอบแรก

ภาคใต้ 6 คะแนน

ภาคอีสานใต้ ยังไม่มีคะแนน

ภาคตะวันออก 3 คะแนน

ภาคอีสานเหนือ 3 คะแนน

สำหรับเดิมพันของผู้ชนะในศึกนี้ถือว่ายิ่งใหญ่และเปลี่ยนชีวิตนักชกอย่างแท้จริง เพราะนอกจาก จะได้ครองถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเข็มขัดแชมป์อันทรงเกียรติแล้ว อีซูซุยัง จัดหนักด้วยรางวัลรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ พลังใหม่ที่กำลังเขย่าวงการยานยนต์ จำนวนถึง 3 คัน และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.3 ล้านบาท พร้อมคว้าโอกาสสำคัญในการเป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่สังเวียนระดับโลกในรายการ THAI FIGHT 2026 แฟนมวยสามารถติดตามรายการ “Isuzu Thailand Championship” ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง PPTV HD 36 และ YouTube ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดจาก World Siam Stadium ตะวันนา บางกะปิ