ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จและความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์คุณภาพระดับโลกอีกครั้ง ด้วยการคว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Car of the Year 2026 (รถยอดเยี่ยมแห่งปี) จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม สมรรถนะ และเทคโนโลยีล้ำสมัยของฟอร์ดที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
โดยรถยนต์ฟอร์ด 3 รุ่น ที่ได้รับรางวัล Car of the Year 2026 ได้แก่:
•FORD RANGER RAPTOR EXTRA PACK คว้ารางวัล BEST 4WD PETROL PICKUP สะท้อนถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถกระบะออฟโรด ที่พร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทางด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร อันทรงพลัง
•FORD RANGER WILDTRAK EXTRA PACK ได้รับรางวัล BEST HIGH-LIFTED PICKUP UNDER 2,000 C.C ตอกย้ำความโดดเด่นของรถกระบะที่ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับขีดความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย
•FORD EVEREST PLATINUM 3.0L V6 ได้รับรางวัล BEST DIESEL 4WD PPV UNDER 3,200 C.C. สะท้อนถึงความหรูหรา สะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลอันทรงพลัง
รางวัล Car of the Year 2026 ทั้ง 3 รางวัล เป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์ของฟอร์ดในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ และตอกย้ำความสำเร็จของฟอร์ด ประเทศไทย ในการส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและบริการที่เป็นเลิศ เพื่อสร้างความพึงพอใจและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด
นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับรางวัล Car of the Year 2026 หรือรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท กรังซ์ปรีด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน Car & Bike of the Year 2026 โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้
รถยนต์มาสด้ายังคงความเป็นเลิศรอบด้าน และได้รับความเชื่อมั่นจากคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสำเร็จอีกหนึ่งก้าวของมาสด้า ต่อการพัฒนายนตรกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้า เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งรถยนต์มาสด้าทั้ง 5 รุ่น ที่ได้รับรางวัล Car of the Year 2026 มีดังต่อไปนี้
•MAZDA2 SKYACTIV-D คว้ารางวัล BEST DIESEL HATCHBACK UNDER 1,500 c.c.
•MAZDA3 SKYACTIV-G คว้ารางวัล BEST HATCHBACK UNDER 2,000 c.c.
•MAZDA CX-8 SKYACTIV -G คว้ารางวัล BEST SUV UNDER 2,500 c.c.
•MAZDA CX-5 SKYACTIV -D คว้ารางวัล BEST DIESEL SUV UNDER 2,500 c.c.
•MAZDA BT-50 DBL 2.2 HI-RACER คว้ารางวัล BEST HIGH-LIFTED PICKUP UNDER 2,200 c.c.
มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนรถยนต์มาสด้ามาโดยตลอด มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “Joy of Driving” หรือความสุขในการขับขี่ และสร้างสรรค์รถยนต์ที่ลูกค้ารัก ภายใต้คุณค่าหลักขององค์กร “Radically Human” พร้อมทั้งตั้งเป้าในการส่งมอบ “Joy of Living” หรือความสุขในการใช้ชีวิต ด้วยการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน
“มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition คันใหม่นี้ สานต่อความร่วมมืออันน่าประทับใจของเรากับพอล สมิธ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1998 และยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าความยั่งยืนและสไตล์สุดโฉบเฉี่ยว ประวัติศาสตร์และนวัตกรรม หรืองานออกแบบสุดคลาสสิกกับสมรรถนะจากพลังงานไฟฟ้า ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว เพราะที่มินิ เราเชื่อว่าอนาคตของการขับขี่ต้องเปี่ยมด้วยความตื่นตาตื่นใจและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบคุณ”
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ นับเป็นการสานต่อความร่วมมือที่น่าประทับใจของทั้งสองแบรนด์ เริ่มจาก
ปี 1998 กับการเปิดตัวมินิคลาสสิกรุ่นพิเศษในสีน้ำเงิน ตามมาด้วยรถต้นแบบอีกสองรุ่นในปี 1999 และ 2021 ก่อนจะย้อนกลับไปนำมินิรุ่นพิเศษตัวแรกจากปี 1998 มาชุบชีวิตใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ MINI Recharged by Paul Smith
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition เป็นรุ่นพิเศษรุ่นแรกทีมินิเตรียมยกขบวนมาเปิดตัวในไทยตลอดปีนี้ โดยโดดเด่นด้วยการผสานดีไซน์เฉพาะตัวของมินิ เข้ากับสไตล์ที่โดดเด่นของพอล สมิธ ได้อย่างลงตัว ผ่านตัวถังสีพิเศษ การตกแต่งด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และรายละเอียดรอบคันที่โดดเด่นมีชีวิตชีวา พร้อมดึงเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของทั้งสองแบรนด์ให้ออกมาโลดแล่นเคียงข้างกันได้อย่างลงตัว
รุ่นพิเศษ Paul Smith Edition พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของใน 3 สี โดยมี 2 สีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่ สีเทา Statement Grey ซึ่งมีที่มาจากสีเทาสุดคลาสสิกของมินิ ออสติน เซเว่น รุ่นปี 1959 และสีขาว Inspired White ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเบจยอดนิยมที่พบได้ในมินิคลาสสิกหลายรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีดำ Midnight Black Metallic ที่โฉบเฉี่ยวตามเจเนอเรชันปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเลือกจับจองรุ่นพิเศษนี้ในสีไหน มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition จะมาพร้อมกับอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นอย่างหลังคาสีเขียว Nottingham Green พร้อมแต่งแถบสี Signature Stripe อันโด่งดังของพอล สมิธ ที่ขอบหลังคาฝั่งคนขับ โดยสีเขียว Nottingham Green นี้ เป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของเซอร์พอล สมิธ โดยยังปรากฏอยู่บนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่แต่งตัวอักษร Paul Smith อีกด้วย
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Night Flash Spoke สีดำ ตัดกับสี Dark Steel โลโก้มินิที่ด้านหน้าและด้านหลังมาในสีใหม่ Black Blue เข้ากับโทนสีของพอล สมิธ และมินิ ส่วนมือจับประตูหลังสีดำด้านท้ายรถก็ตกแต่งด้วยลายเซ็นของพอล สมิธ สะท้อนถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบของรถคันนี้
หน้าจอแสดงผลทรงกลมบริเวณกลางคอนโซล มาพร้อมภาพแบ็คกราวด์ลายพอล สมิธ ให้เลือกใช้ได้ 3 ภาพในโหมด Personal และเมื่อเปิดประตูรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าจะได้รับการต้อนรับด้วยไฟโปรเจกเตอร์ที่ฉายคำว่า ‘Hello’ ในรูปแบบลายมือลงที่พื้น ส่วนกรอบประตูรถด้านล่างก็ยังตกแต่งด้วยข้อความ ‘Every day is a new beginning’ ซึ่งเป็นคติประจำใจของพอล สมิธ ขณะที่พรมปูพื้นในห้องโดยสารมาพร้อมกับกราฟิกรูปกระต่าย จากฝีมือการวาดของเซอร์ พอล สมิธ อีกด้วย
GWM ORA 5 เปิดตัวครั้งแรกสู่ตลาดโลก กับ 2 ขุมพลังแห่งอนาคต ทั้ง HEV และ EV สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมสเป็กจัดเต็ม เขย่าตลาด SUV-B สู่การขับขี่ยุคใหม่ ประกาศราคาที่งาน Motor Show 2026 วันที่ 23 มีนาคม 2569 นี้
กรุงเทพฯ, 12 มีนาคม 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการยานยนต์ระดับโลกด้วยการจัดงาน “ORA 5 Global Debut” เปิดตัว GWM ORA 5 – Redefine Your New Era กับรถยนต์อเนกประสงค์เจเนอเรชันใหม่ที่มายกระดับมาตรฐานรถ SUV-B ไปอีกขั้น โดยเปิดตัวพร้อมกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM ORA 5 HEV ที่เผยโฉมครั้งแรกของโลก และ GWM ORA 5 EV ที่เปิดตัวต่อจากประเทศจีน สะท้อนกลยุทธ์ “Multi-Powertrain” ของ GWM ที่มุ่งมอบทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว โดย GWM ORA 5 ถูกนิยามให้เป็น Next Generation SUV ที่ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อทลายทุกขีดจำกัดของการเดินทาง ตอบทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับอย่างแท้จริง
GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV มาพร้อมมิติตัวรถที่ออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อรองรับการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีความยาว 4,471 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,833 มิลลิเมตร ความสูง 1,641 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารให้กว้างขวางและนั่งสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมระยะความสูงใต้ท้องรถ 175 มิลลิเมตร ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่บนหลากหลายสภาพถนน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งสะดวกสบาย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการความคุ้มค่าในการเดินทางในทุกเส้นทาง
GWM ORA 5 HEV เทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ สมรรถนะสูง ประหยัด มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า รถ SUV-B แบบเดิมๆ
GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV แต่ละรุ่นมาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น HEV Pro, HEV Ultra และรุ่น EV Pro, EV Ultra พร้อมตัวเลือกสีสันที่สะท้อนบุคลิกและสไตล์ของผู้ขับขี่อย่างหลากหลาย โดยรุ่น HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Onyx Black (สีดำ), Ivory White (สีขาว) และ Mountain Grey (สีเทา) จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) ที่ให้ความเรียบหรูและทันสมัย ขณะที่รุ่น EV เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Ivory White (สีขาว), Mountain Grey (สีเทา), Emerald Green (สีเขียว) และ So Blue (สีฟ้า) พร้อมดีไซน์หลังคาสีดำเสริมลุคสปอร์ตและพรีเมียม ภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา) เพื่อมอบบรรยากาศห้องโดยสารที่ทั้งหรูหราและสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว
เตรียมสัมผัส GWM ORA 5 รถยนต์เอสยูวีเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ทางเลือกพลังงานทั้ง HEV และ EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในงาน Motor Show 2026 วันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์การเดินทางที่ก้าวล้ำ GWM ORA 5 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่ Next Generation SUV ที่พร้อมพาผู้ใช้งานก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของการเดินทางในยุคใหม่in
นางสาวมัณฑรพ กล่าวถึงการทำตลาดฟิล์มกรองแสงจอห์นสันในประเทศไทยว่า ในปัจจุบันมีการทำตลาดฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์อยู่ 5 ซีรี่ส์หลัก ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้ ตั้งแต่ Johnson InsulatIR, Johnson Executive, Johnson Silhouette, Johnson Mirror Plus และ Johnson Vision Plus ที่แตกต่างกันไปด้านคุณสมบัติในการปกป้องรถยนต์และผู้โดยสาร
2.กลยุทธ์ด้านการตลาด มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อขึ้นสู่การเป็น “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” โดยเราจะเร่งสร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Omni Channel พร้อมทำงานร่วมกับสื่อมวลชนเพื่อสื่อสารอย่างตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้ รวมถึงการสร้างชุมชนผู้ใช้ที่แข็งแกร่งและมั่นคง นอกจากนี้ GWM จะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำการตลาดให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตามภูมิภาคต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น