Home Blog Page 4

ฟอร์ด เผยกุญแจดอกสำคัญยกระดับบริการหลังการขาย

ฟอร์ด ชู “ทักษะคนและกระบวนการ” กุญแจยกระดับบริการหลังการขาย สร้างความไว้วางใจจากลูกค้า

ในยุคที่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยคึกคักไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่าแต่ก่อน การตัดสินใจซื้อรถจึงไม่สามารถพิจารณาแค่ เรื่องดีไซน์ที่สะท้อนบุคลิกเจ้าของรถ สมรรถนะ ฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน หรือความคุ้มค่าด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง “บริการหลังการขายที่ต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และครอบคลุม” เพราะนี่คือปัจจัยสำคัญ ที่จะเสริมความเชื่อมั่นและความอุ่นใจในระยะยาวให้กับลูกค้า

จากผลการวิจัยจัดอันดับประสบการณ์ลูกค้าด้านบริการในกลุ่มแบรนด์รถยอดนิยมของดิฟเฟอเรนเชียล ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยการตลาดชั้นนำที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า เผยว่า ฟอร์ด ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในกลุ่มแบรนด์รถยนต์ที่ได้คะแนนด้านบริการสูง จนสามารถคว้าอันดับสองมาได้ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนการเดินหน้ายกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องของฟอร์ด ตามนโยบายการ ‘ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว’

“ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ตั้งแต่วันแรกที่รับรถ

นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้น  มาจากการยึดถือ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด พร้อมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง

“การดูแลลูกค้าให้เหมือนกับคนในครอบครัว ก็คือการมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจ สร้างความอุ่นใจ และสื่อสารอย่างโปร่งใส ซึ่งต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของ กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้องและรวดเร็ว และ ทีมงานที่มีทักษะผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น จนถูกพัฒนาเป็นโปรแกรม Ford Guest Experience” นายสุรวัฒน์ กล่าว

Ford Guest Experience” ยกระดับ “คนและกระบวนการ” ให้บริการที่ไว้วางใจได้ 

ฟอร์ด ประเทศไทย เริ่มพัฒนาโปรแกรม Ford Guest Experience (FGE) มาตั้งแต่ปี 2563 เน้นพัฒนา “คนและกระบวนการ” (People and Process) ซึ่งหัวใจสำคัญของโปรแกรมนี้ ก็คือการพัฒนาทักษะบุคลากรทั้งฝ่ายขาย และฝ่ายบริการ  เพื่อเป็นศูนย์กลางการดูแลลูกค้าอย่างแท้จริง โดยโปรแกรม FGE นี้ จะมอบการอบรมตามมาตรฐานการดูแลลูกค้าฟอร์ดอย่างเข้มข้น และมีการตรวจประเมินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีเนื้อหาการฝึกฝนที่ครอบคลุมในเรื่องของกระบวนการขายและการบริการ ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง มีการสนับสนุนให้พนักงานส่งผ่านทักษะและความรู้แก่ทีมงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการประสานการทำงานที่ไร้รอยต่อ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลให้มั่นใจว่าข้อมูลและความต้องการของลูกค้าจะไม่ตกหล่น รวมถึงการนำข้อมูลความพึงพอใจ มาวิเคราะห์และอบรมทีมงานทุกจุด ตั้งแต่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไปจนถึงช่างเทคนิค เพื่อเปลี่ยนจาก ‘การบริการตามหน้าที่’ ให้เป็นการ “ดูแลด้วยหัวใจ”

กระบวนการ “ง่าย โปร่งใส รวดเร็ว” ด้วยเทคโนโลยีและความใส่ใจ

ฟอร์ดได้วางมาตรฐานโปรแกรม FGE ให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในตลาด โดยลดความซับซ้อนของขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร และเชื่อมการทำงานของฝ่ายขายและฝ่ายบริการด้วยเทคโนโลยี เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าด้วยหัวใจ ได้แก่

•Seamless Journey – เชื่อมต่อประสบการณ์ตั้งแต่วันที่ซื้อรถจนถึงวันเข้ารับบริการ พนักงานขายต้อนรับลูกค้าด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และเชี่ยวชาญ พร้อมให้คำแนะนำและเปรียบเทียบข้อมูลรถได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว ผ่านเครื่องมือดิจิทัล และระบบหลังบ้านที่เชื่อมต่อกันแบบเรียลไทม์

•Signature Moments – สร้างความประทับใจในทุกจุดสัมผัส (Touchpoints) ตั้งแต่การต้อนรับที่อบอุ่น ห้องรับรองพร้อมเบเกอร์รีและเครื่องดื่ม ไปจนถึงการจัดเตรียมสร้างสีสันและความประทับใจใน ‘วันยิ่งใหญ่ของลูกค้า’ (My Big Day Moment) ที่เต็มไปด้วยความประทับใจ

•Transparency & Speed – เพิ่มความมั่นใจตลอดการถือครองรถอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ฟอร์ดยังมุ่งเสริมความสบายใจในการใช้รถตลอดระยะเวลาถือครอง ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมบริการหลังการขายที่หลากหลาย สามารถนัดหมายบริการออนไลน์ได้รวดเร็วผ่านปลายนิ้ว ด้วย Ford app และยังอัปเดตสถานะงานซ่อมแบบทันท่วงที พร้อมให้ลูกค้าตรวจสอบค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้อย่างโปร่งใส ก่อนส่งคืนรถในสภาพที่ “เหมือนใหม่” (Return Like New)

ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีศูนย์ฟอร์ดมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ที่ฝ่ายขายและฝ่ายบริการลูกค้า ได้รับการฝึกอบรมผ่านการรับรองมาตรฐานโปรแกรม Ford Guest Experience (FGE) และกำลังขยายการพัฒนาโปรแกรมให้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าทุกครั้งที่เข้ารับบริการ คุณจะได้รับประสบการณ์การซื้อรถและการบริการหลังการขายที่สะดวกสบาย โปร่งใส และมั่นใจในความคุ้มค่าตลอดการถือครอง สอดคล้องกับการมุ่งมั่นดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว

ฟอร์ด จัดประชุมผู้จำหน่ายประจำปี 2569

ฟอร์ด จัดประชุมผู้จำหน่ายประจำปี 2569 ตอกย้ำความร่วมมือทั่วประเทศ ฉลองหมุดหมาย 30 ปี พันธมิตรผู้จำหน่าย

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดประชุมใหญ่ประจำปี 2569 ร่วมกับผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดทิศทางธุรกิจในปีนี้ โดยมุ่งตอกย้ำการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานการดำเนินงานสู่ “ความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน” อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่สม่ำเสมอและน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าในทุกจุดสัมผัส ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

การประชุมปีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมเฉลิมฉลอง หมุดหมาย 30 ปีของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ระหว่างฟอร์ด ประเทศไทย และเครือข่ายผู้จำหน่าย สะท้อนความแข็งแกร่งของความร่วมมือที่ร่วมกันยกระดับมาตรฐานการขายและบริการอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงของฟอร์ดในประเทศไทย

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมยังร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการยกระดับมาตรฐานสู่ความเป็นเลิศในเครือข่ายผู้จำหน่าย ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพกระบวนการขาย การบริการหลังการขาย การบริหารประสิทธิภาพศูนย์บริการ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประการณ์ที่ดีขึ้น และมั่นใจได้มากขึ้นเมื่อเข้ารับบริการในเครือข่ายผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ The President Club Rewards เพื่อเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีกับผู้จำหน่ายทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลผลงานยอดเยี่ยม จากการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานของฟอร์ด สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานด้านการขายและการบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในโอกาสพิเศษของหมุดหมายความเป็นพันธมิตร ได้มอบรางวัล “30th Anniversary Dealer Partnership” ให้แก่ผู้จำหน่ายจำนวน 13 แห่ง เพื่อยกย่องความร่วมมือระยะยาวและขอบคุณในฐานะพันธมิตรที่ร่วมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงมาด้วยกันตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา

ฟอร์ด ประเทศไทย คว้า 3 รางวัล “รถยอดเยี่ยมแห่งปี 2026”

ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วย 3 รางวัล “รถยอดเยี่ยมแห่งปี 2026” ยืนยันความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี และบริการ

ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จและความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์คุณภาพระดับโลกอีกครั้ง ด้วยการคว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Car of the Year 2026 (รถยอดเยี่ยมแห่งปี) จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม สมรรถนะ และเทคโนโลยีล้ำสมัยของฟอร์ดที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

โดยรถยนต์ฟอร์ด 3 รุ่น ที่ได้รับรางวัล Car of the Year 2026 ได้แก่:

•FORD RANGER RAPTOR EXTRA PACK คว้ารางวัล BEST 4WD PETROL PICKUP สะท้อนถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถกระบะออฟโรด ที่พร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทางด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร อันทรงพลัง

•FORD RANGER WILDTRAK EXTRA PACK ได้รับรางวัล BEST HIGH-LIFTED PICKUP UNDER 2,000 C.C ตอกย้ำความโดดเด่นของรถกระบะที่ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับขีดความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย

•FORD EVEREST PLATINUM 3.0L V6 ได้รับรางวัล BEST DIESEL 4WD PPV UNDER 3,200 C.C. สะท้อนถึงความหรูหรา สะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลอันทรงพลัง

รางวัล Car of the Year 2026 ทั้ง 3 รางวัล เป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์ของฟอร์ดในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ และตอกย้ำความสำเร็จของฟอร์ด ประเทศไทย ในการส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและบริการที่เป็นเลิศ เพื่อสร้างความพึงพอใจและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด

มาสด้า ตอกย้ำความเป็นเลิศคว้า 5 รางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมมาครอง

มาสด้า ตอกย้ำความเป็นเลิศคว้า 5 รางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมมาครอง

บุคคลในภาพ (จากซ้ายสุดไปขวาสุด) คณะผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบด้วย มร. โชอิชิ ฮิโรตะ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ, นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล, นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, นายพิเชษฐ์  ปุณณารักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และ นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับรางวัล Car of the Year 2026 หรือรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท กรังซ์ปรีด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน Car & Bike of the Year 2026 โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

รถยนต์มาสด้ายังคงความเป็นเลิศรอบด้าน และได้รับความเชื่อมั่นจากคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสำเร็จอีกหนึ่งก้าวของมาสด้า ต่อการพัฒนายนตรกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้า เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งรถยนต์มาสด้าทั้ง 5 รุ่น ที่ได้รับรางวัล Car of the Year 2026 มีดังต่อไปนี้

•MAZDA2 SKYACTIV-D           คว้ารางวัล    BEST DIESEL HATCHBACK UNDER 1,500 c.c.

•MAZDA3 SKYACTIV-G           คว้ารางวัล    BEST HATCHBACK UNDER 2,000 c.c.                

•MAZDA CX-8 SKYACTIV -G คว้ารางวัล    BEST SUV UNDER 2,500 c.c.

•MAZDA CX-5 SKYACTIV -D คว้ารางวัล    BEST DIESEL SUV UNDER 2,500 c.c.          

•MAZDA BT-50 DBL 2.2 HI-RACER คว้ารางวัล     BEST HIGH-LIFTED PICKUP UNDER 2,200 c.c.  

มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนรถยนต์มาสด้ามาโดยตลอด มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “Joy of Driving” หรือความสุขในการขับขี่ และสร้างสรรค์รถยนต์ที่ลูกค้ารัก ภายใต้คุณค่าหลักขององค์กร “Radically Human” พร้อมทั้งตั้งเป้าในการส่งมอบ “Joy of Living” หรือความสุขในการใช้ชีวิต ด้วยการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน

โตโยต้า ประกาศผลรางวัลรอบชิงชนะเลิศ “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ ไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น ปี 3”

โตโยต้า ประกาศผลรางวัลรอบชิงชนะเลิศ การประกวดแต่งรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ แซดอิดิชั่น ภายใต้กิจกรรม “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ ไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น ปี 3”

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ นายศุภชัย แพร่พิพัฒน์มงคล ประธานชมรมผู้แทนจำหน่ายฯ เขตภาคตะวันออก ร่วมมอบรางวัลผู้ชนะการประกวดแต่งรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น ภายใต้กิจกรรม “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ ไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น ปี 3” เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ TOYOTA ALIVE บางนา กม.3

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดการแข่งขัน “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ ไฮลักซ์ รีโว่ แซดอิดิชั่น ปี 3” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวะนำรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น มาพัฒนาและออกแบบ ภายใต้การดูแลของเมนเทอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งรถ เพื่อส่งเสริมการแต่งรถอย่างถูกกฎหมายให้สามารถพัฒนาเป็นทักษะอาชีพในอนาคต

โดยเกณฑ์การแข่งขันกำหนดให้แต่ละทีมออกแบบรถโดยใช้อุปกรณ์ตกแต่งที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ภายใต้โจทย์ “Z Generation” พร้อมนำเสนอผลงานไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น ผ่านภาพสเก็ตช์ 2 มิติ หรือ 3 มิติ และคลิปวิดีโออธิบายแนวคิดหรือแรงบันดาลใจให้สอดคล้องกับโจทย์ที่กำหนด โดยมีทีมผู้ผ่านเข้ารอบทั้งหมด 4 ทีม ดังนี้

-ทีม Touch Line     วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) จ.ชลบุรี

-ทีม ZE86 Chikara วิทยาลัยเทคนิคสันกำแพง จ.เชียงใหม่

-ทีม Jokjing            วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) จ.ชลบุรี

-ทีม CTC Legacy   วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรี จ.ชลบุรี

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมผู้เข้ารอบจะได้ตกแต่งรถจริงร่วมกับ Influencer ชั้นนำของประเทศไทย โดยมีงบประมาณการตกแต่ง 50,000 บาท และอุปกรณ์ตกแต่งจากร้านประดับยนต์ชั้นนำ เช่น TOYOTA GENUINE ACCESSORIES / BRD RACING SHOP / COSMIS WHEEL / ECUSHOP / EXPLORAR SHOCK และ MONZA SHOP เพื่อนำมาประกวดภายใต้เกณฑ์การตัดสินรอบสุดท้ายได้แก่

1.คอนเซปต์แนวคิด และความสร้างสรรค์ในการออกแบบ

2.การออกแบบความสวยงามของตัวรถ การสื่อสารแนวคิด และความแปลกใหม่

3.การนำของตกแต่งมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

4.การนำเสนอผลงานที่ครบถ้วน มีเหตุมีผล และมีความคิดสร้างสรรค์

5.ความถูกต้องทางกฎหมาย และสามารถใช้งานได้จริง

6.การจัดสรรภายในงบประมาณที่มอบให้

คณะกรรมการตัดสินรอบสุดท้าย ประกอบด้วย

-นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

-นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

-นายศุภชัย แพร่พิพัฒน์มงคล ประธานชมรมผู้แทนจำหน่ายฯ เขตภาคตะวันออก

-นายณัฐวงศ์ รอดพันธ์ธนโชติ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอุปกรณ์ตกแต่งรูปแบบใหม่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

-นายพลพจน์ วรรณภิญโญชีพ กรรมการบริหาร บริษัท อีซียู ช็อป 1 จำกัด

ผลการประกวดแต่งรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น

อันดับทีมที่ปรึกษารางวัล
ชนะเลิศทีม Touch Line วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) จ.ชลบุรีคุณโก้ Street Doc. และ โตโยต้า เมืองชล  ทุนการศึกษา 100,000 บาท
พร้อมถ้วยรางวัล
และเกียรติบัตร
รองชนะเลิศอันดับ 1ทีม ZE86 Chikara วิทยาลัยเทคนิคสันกำแพง จ.เชียงใหม่คุณอ้วนรถซิ่ง และ โตโยต้า อินทนนท์ทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
รองชนะเลิศอันดับ 2ทีม Jokjing วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) จ.ชลบุรีคุณเอ็ม รถซิ่งไทยแลนด์ และ โตโยต้า จีเอ็นดี ชลบุรีทุนการศึกษา 30,000 บาทพร้อมเกียรติบัตร
รางวัลชมเชยทีม CTC Legacy วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรี จ.ชลบุรีคุณเบียร์ Raceboyzและ โตโยต้าอินเตอร์ยนต์ชลบุรีทุนการศึกษา 10,000 บาท

กิจกรรมนี้ได้รับเกียรติจาก นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการมอบรางวัลและกล่าวแสดงความยินดีกับนักเรียน นักศึกษาที่ชนะการประกวดและเข้าร่วมโครงการ

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของบริษัทฯ ที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพ ความรู้ รวมถึงความสามารถของน้องๆ ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยเรามุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นเวทีให้น้องๆ ได้นำรถยนต์ของบริษัทฯ ไปใช้เป็นโจทย์ในการออกแบบ พัฒนา และปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนจาก “ความชอบ” ให้กลายเป็น “อาชีพ” ที่มั่นคงและต่อยอดได้จริงในอนาคต โดยมีเหล่าที่ปรึกษา อินฟลูเอนเซอร์ประจำทีม และ ตัวแทนผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่ จนสามารถพัฒนารถให้สำเร็จออกมาเป็นรูปธรรมได้

ปัจจุบัน “ตลาดแต่งรถ” เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและได้รับความสนใจสูงมาก ซึ่งไม่ได้มีแค่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่เรายังมีเครือข่ายอู่แต่งรถชั้นนำ และพาร์ทเนอร์อุปกรณ์ตกแต่งอีกมากมาย นี่คือโอกาสในการสร้างงาน และสร้างรายได้มหาศาลสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ ซึ่งทางโตโยต้าให้ความสำคัญและสนับสนุนการแต่งรถอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาโดยตลอด”

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ กล่าวขอบคุณทิ้งท้ายว่า “ขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับความร่วมมือที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ พันธมิตรผู้สนับสนุนอุปกรณ์ตกแต่ง ECU shop / BRD / Cosmis / Explorer และ Monza สำนักแต่งและอินฟลูเอนเซอร์ คุณเอ็มรถซิ่ง / คุณโก้ Street Doc / คุณ Raceboyz และคุณอ้วนรถซิ่ง ที่มาส่งต่อความรู้ให้น้องๆ รวมถึงผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า โตโยต้าเมืองชล / จีเอนดี ชลบุรี / อินเตอร์ยนต์ชลบุรี และโตโยต้าอินทนนท์ ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่”

ทุกท่านสามารถร่วมโหวตทีมขวัญใจมหาชนได้ที่เพจ Facebook Toyota Hilux Thailand จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. ผู้ร่วมโหวตที่ทำถูกกติกา มีสิทธิ์ลุ้นรับหูฟังบลูทูธ Soundcore Space One จำนวน 3 รางวัล

ติดตามข่าวสารรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: Toyota Hilux Thailand

#RevoZeditionท้าแต่งแซดปี3

#HiluxRevo

มินิ ประเทศไทย เปิดตัวรุ่นพิเศษ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition

มินิ ประเทศไทย ภูมิใจนำเสนอการโคจรมาพบกันของสองตำนานสัญชาติอังกฤษ กับการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ ที่ผสานรูปโฉมสุดไอคอนิกของมินิเข้ากับปรัชญาการดีไซน์แบบ “Classic with a Twist” อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ อย่างลงตัว เกิดเป็นยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่สะท้อนคาแรคเตอร์อันโดดเด่นของทั้งสองแบรนด์ออกมาได้อย่างมีสไตล์ พร้อมเปิดฉากปี 2569 อย่างเต็มตัวสำหรับแฟนๆ มินิชาวไทย

ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิและพอล สมิธ คือเพื่อนคู่คิดในด้านความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสองแบรนด์เชื่อมโยงถึงกันด้วยความหลงใหลในสิ่งที่ไม่คาดคิดและการปฏิเสธที่จะเดินตามใคร เหมือนกับที่พอล สมิธซ่อนเซอร์ไพรส์สีสันสดใสไว้ในชุดสูทคลาสสิก มินิก็มอบบุคลิกสุดเต็มที่และความตื่นเต้นในการขับขี่บนสี่ล้อ รุ่นพิเศษล่าสุดของเราอย่าง มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ยกระดับปรัชญาการออกแบบ ‘Charismatic Simplicity’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิทุกรุ่น และเพิ่มความสนุกสนานในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ ผลลัพธ์ที่ได้คือรถยนต์ที่ไม่เพียงแค่สวยงามในการออกแบบ แต่ยังให้พลังแห่งความสุขจากการขับขี่อย่างแท้จริงในสไตล์ของตัวเอง”

“มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition คันใหม่นี้ สานต่อความร่วมมืออันน่าประทับใจของเรากับพอล สมิธ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1998 และยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าความยั่งยืนและสไตล์สุดโฉบเฉี่ยว ประวัติศาสตร์และนวัตกรรม หรืองานออกแบบสุดคลาสสิกกับสมรรถนะจากพลังงานไฟฟ้า ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว เพราะที่มินิ เราเชื่อว่าอนาคตของการขับขี่ต้องเปี่ยมด้วยความตื่นตาตื่นใจและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบคุณ”

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ นับเป็นการสานต่อความร่วมมือที่น่าประทับใจของทั้งสองแบรนด์ เริ่มจาก

ปี 1998 กับการเปิดตัวมินิคลาสสิกรุ่นพิเศษในสีน้ำเงิน ตามมาด้วยรถต้นแบบอีกสองรุ่นในปี 1999 และ 2021 ก่อนจะย้อนกลับไปนำมินิรุ่นพิเศษตัวแรกจากปี 1998 มาชุบชีวิตใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ MINI Recharged by Paul Smith

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่

ราคา 1,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition เป็นรุ่นพิเศษรุ่นแรกทีมินิเตรียมยกขบวนมาเปิดตัวในไทยตลอดปีนี้ โดยโดดเด่นด้วยการผสานดีไซน์เฉพาะตัวของมินิ เข้ากับสไตล์ที่โดดเด่นของพอล สมิธ ได้อย่างลงตัว ผ่านตัวถังสีพิเศษ การตกแต่งด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และรายละเอียดรอบคันที่โดดเด่นมีชีวิตชีวา พร้อมดึงเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของทั้งสองแบรนด์ให้ออกมาโลดแล่นเคียงข้างกันได้อย่างลงตัว

รุ่นพิเศษ Paul Smith Edition พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของใน 3 สี โดยมี 2 สีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่ สีเทา Statement Grey ซึ่งมีที่มาจากสีเทาสุดคลาสสิกของมินิ ออสติน เซเว่น รุ่นปี 1959 และสีขาว Inspired White ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเบจยอดนิยมที่พบได้ในมินิคลาสสิกหลายรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีดำ Midnight Black Metallic ที่โฉบเฉี่ยวตามเจเนอเรชันปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเลือกจับจองรุ่นพิเศษนี้ในสีไหน มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition จะมาพร้อมกับอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นอย่างหลังคาสีเขียว Nottingham Green พร้อมแต่งแถบสี Signature Stripe อันโด่งดังของพอล สมิธ ที่ขอบหลังคาฝั่งคนขับ โดยสีเขียว Nottingham Green นี้ เป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของเซอร์พอล สมิธ โดยยังปรากฏอยู่บนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่แต่งตัวอักษร Paul Smith อีกด้วย

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Night Flash Spoke สีดำ ตัดกับสี Dark Steel โลโก้มินิที่ด้านหน้าและด้านหลังมาในสีใหม่ Black Blue เข้ากับโทนสีของพอล สมิธ และมินิ ส่วนมือจับประตูหลังสีดำด้านท้ายรถก็ตกแต่งด้วยลายเซ็นของพอล สมิธ สะท้อนถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบของรถคันนี้

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างทันสมัย ด้วยพื้นผิวถักสีดำบนแผงคอนโซลและแผงประตู โดยพื้นผิวคอนโซลหน้ามีลวดลายแถบสีโทนดำตัดเทาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อผ้าในงานออกแบบของพอล สมิธ เบาะนั่งสปอร์ตสีน้ำเงิน Nightshade Blue ใช้วัสดุ Vescin และตกแต่งด้วยผ้าถักบริเวณไหล่และพนักพิงศีรษะ พวงมาลัยตกแต่งด้วยแถบผ้าที่มีแถบสีสดใส ซึ่งถอดแบบมาจากองค์ประกอบดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ

หน้าจอแสดงผลทรงกลมบริเวณกลางคอนโซล มาพร้อมภาพแบ็คกราวด์ลายพอล สมิธ ให้เลือกใช้ได้ 3 ภาพในโหมด Personal และเมื่อเปิดประตูรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าจะได้รับการต้อนรับด้วยไฟโปรเจกเตอร์ที่ฉายคำว่า ‘Hello’ ในรูปแบบลายมือลงที่พื้น ส่วนกรอบประตูรถด้านล่างก็ยังตกแต่งด้วยข้อความ ‘Every day is a new beginning’ ซึ่งเป็นคติประจำใจของพอล สมิธ ขณะที่พรมปูพื้นในห้องโดยสารมาพร้อมกับกราฟิกรูปกระต่าย จากฝีมือการวาดของเซอร์ พอล สมิธ อีกด้วย

ในด้านสมรรถนะ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition มอบความสนุกด้วยการขับขี่ “Go-Kart Feeling” เต็มพิกัดเช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า / 160 กิโลวัตต์ ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 402 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)

ลามิน่า ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ลามิน่า ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางจันดา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงานบริษัท และผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร ลามิน่า ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

นำโดย นางจันดา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ นายชัยณรงค์ สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงานบริษัท และผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหนายฟิล์มกรองแสงลามิน่า เข้าร่วมในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยและหัตถศิลป์พื้นบ้าน ทรงริเริ่มโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อให้ราษฎรมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งยังทรงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกหมู่เหล่ามีความรัก ความสามัคคี และดำรงชีวิตด้วยความพอเพียงตามแนวทางที่ทรงวางรากฐานไว้

GWM ORA 5 เปิดตัวครั้งแรกกับ 2 ขุมพลัง พร้อมเขย่าตลาด SUV-B

GWM ORA 5 เปิดตัวครั้งแรกสู่ตลาดโลก กับ 2 ขุมพลังแห่งอนาคต ทั้ง HEV และ EV สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมสเป็กจัดเต็ม เขย่าตลาด SUV-B สู่การขับขี่ยุคใหม่ ประกาศราคาที่งาน Motor Show 2026 วันที่ 23 มีนาคม 2569 นี้

กรุงเทพฯ, 12 มีนาคม 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการยานยนต์ระดับโลกด้วยการจัดงาน “ORA 5 Global Debut” เปิดตัว GWM ORA 5 – Redefine Your New Era กับรถยนต์อเนกประสงค์เจเนอเรชันใหม่ที่มายกระดับมาตรฐานรถ SUV-B ไปอีกขั้น โดยเปิดตัวพร้อมกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM ORA 5 HEV ที่เผยโฉมครั้งแรกของโลก และ GWM ORA 5 EV ที่เปิดตัวต่อจากประเทศจีน สะท้อนกลยุทธ์ “Multi-Powertrain” ของ GWM ที่มุ่งมอบทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว โดย GWM ORA 5 ถูกนิยามให้เป็น Next Generation SUV ที่ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อทลายทุกขีดจำกัดของการเดินทาง ตอบทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับอย่างแท้จริง

GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV มาพร้อมมิติตัวรถที่ออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อรองรับการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีความยาว 4,471 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,833 มิลลิเมตร ความสูง 1,641 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารให้กว้างขวางและนั่งสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมระยะความสูงใต้ท้องรถ 175 มิลลิเมตร ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่บนหลากหลายสภาพถนน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งสะดวกสบาย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการความคุ้มค่าในการเดินทางในทุกเส้นทาง

GWM ORA 5 HEV เทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ สมรรถนะสูง ประหยัด มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า รถ SUV-B แบบเดิมๆ

GWM ORA 5 HEV  ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 236 นิวตันเมตร ส่งผลให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุดอยู่ที่ 223 แรงม้า พร้อมแรงบิดรวม 476 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของรถในเซกเมนต์เดียวกัน มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที ขณะเดียวกันยังโดดเด่นด้านความประหยัดพลังงาน โดยมีอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน ECO Sticker อยู่ที่ 4.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง (ถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 55 ลิตร) ช่วยเพิ่มระยะทางการเดินทางต่อการเติมหนึ่งครั้งได้มากยิ่งขึ้น

GWM ORA 5 HEV โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุดที่พัฒนามาเพื่อยกระดับมาตรฐาน Hybrid ให้เหนือไปอีกขั้น พร้อมระบบ DHT-HEV 2-Speed Direct Drive ที่มี 4 จุดเด่นหลัก ได้แก่

1.ประสิทธิภาพด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะขั้นสูง โมดูลขับเคลื่อนล้อหน้า ทำงานร่วมกับเกียร์ DHT แบบ 2 จังหวะ (2-Gear DHT) ช่วยให้สามารถกระจายพลังงานจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมในทุกสภาวะการขับขี่ พร้อมระบบ Intelligent Energy Management ที่ควบคุมสมดุลการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและพลังงานไฟฟ้าอย่างแม่นยำ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มความประหยัดในการใช้งานจริง อีกทั้งยังเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบ Regenerative Energy Recovery ที่สามารถนำพลังงานจากช่วงชะลอความเร็วกลับมาเก็บและนำมาใช้ใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมของระบบไฮบริดให้ดียิ่งขึ้น

2.มอบสมรรถนะการเร่งที่ทรงพลังและตอบสนองได้อย่างฉับไว ด้วยการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ 1.5T และแบตเตอรี่ไฮบริดกำลังสูง พร้อมโครงสร้างระบบขับเคลื่อนแบบ Dual-Motor + 2-Gear Series-Parallel ที่ช่วยประสานแรงบิดระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการพละกำลังสูง ส่งผลให้การเร่งแซงทำได้อย่างมั่นใจ นุ่มนวล และต่อเนื่อง สะท้อนสมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งทรงพลังและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

3.ระบบแบตเตอรี่ของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความทนทานและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ผ่านโครงสร้างป้องกันด้านล่างที่ช่วยปกป้องแบตเตอรี่จากแรงกระแทกใต้ท้องรถ และการป้องกันน้ำในสภาพแวดล้อมการใช้งานที่หลากหลายและท้าทาย รวมถึงมีระบบระบายความร้อนด้วยระบบน้ำยาแอร์ หรือ Liquid Cooling System นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการพัฒนาให้มีความทนทานสูง เสื่อมสภาพช้า สามารถรองรับการใช้งานตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การเดินทางของผู้ใช้งานได้อย่างไร้กังวล ทั้งในด้านความปลอดภัย ความแข็งแกร่ง และความเชื่อถือได้ของระบบพลังงานไฮบริด

4.ระบบขับเคลื่อนของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการทำงานประสานกันของมอเตอร์คู่ที่ช่วยควบคุมและส่งแรงบิดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงออกตัว การเร่งความเร็ว ไปจนถึงระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ พร้อมแรงบิดเสริมแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้การตอบสนองเป็นไปอย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบส่งกำลังยังได้รับการติดตั้งฉนวนและวัสดุป้องกันเสียงรบกวน (NVH) ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ประมาณ 3–5 เดซิเบล ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความเงียบสงบมากยิ่งขึ้น และยกระดับความสบายในการเดินทางสู่มาตรฐานระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์

GWM ORA 5 EV นิยามใหม่ของ SUV ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดีไซน์ไอคอนิกสะกดทุกสายตาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ ตอบโจทย์การเดินทางของคนยุคใหม่ วิ่งไกลสูงสุดถึง 520 กม.*

GWM ORA 5 EV มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าที่ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ความจุ 58.3 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 520 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) พร้อมระบบ Vehicle to Load (V2L) กำลังไฟ 6 กิโลวัตต์ ที่สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้ อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไฟแบบ DC สูงสุด 120 กิโลวัตต์ และแบบ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จแบบ DC จาก 30–80% ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

ห้องโดยสารอัจฉริยะ ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และความปลอดภัยรอบด้าน

GWM ORA 5 ผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันความสะดวกสบายอย่างครบครัน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ Coffee OS 3.0 ที่จะอยู่ในรถยนต์ระดับพรีเมียมของ GWM เท่านั้น โดยจะทำงานร่วมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การใช้งานรวดเร็ว ลื่นไหล และตอบสนองได้อย่างฉับไว อุปกรณ์ภายนอกผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว เริ่มจากระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ที่มาพร้อมฟังก์ชันเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง–ต่ำอัตโนมัติ และระบบหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED DRL และไฟท้าย LED แบบซ่อน เพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ตัวรถ ขณะที่ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/60 R18 ช่วยเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติด้านหน้าและที่ปัดน้ำฝนด้านหลังเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมหลังคากระจกพาโนรามิกซันรูฟ (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร รวมถึง สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบกันหนีบ และกระจกมองข้างปรับ–พับไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยยกระดับทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งาน

ขณะที่ภายในห้องโดยสารของ GWM ORA 5 ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความสะดวกสบายและความพรีเมียมในทุกการเดินทาง โดยติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและหน้าจอข้อมูลการขับขี่ และสามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น Ultra) ขณะที่เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมาพร้อม กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร และแท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 50 วัตต์ (เฉพาะรุ่น Ultra) รวมถึง กุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Push Start หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่

ด้านระบบความบันเทิง GWM ORA 5 มาพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบ Bluetooth เพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และระบบนำทางอัจฉริยะออนไลน์ Petal Maps ขณะที่ระบบเสียงมีให้เลือกทั้ง ลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น Pro และลำโพง Amor 9 ตำแหน่ง ในรุ่น Ultra เพื่อยกระดับความสุนทรีย์ในการเดินทาง อีกทั้งยังมีไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศการขับขี่ให้พรีเมียมและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง

เชื่อมต่อชีวิตอย่างไร้รอยต่อด้วยการควบคุมระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อชีวิต Urbanista ยุคใหม่

GWM ORA 5 มาพร้อมการเชื่อมต่ออัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชัน GWM ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมและตรวจสอบสถานะรถผ่านโทรศัพท์มือถือ เพิ่มความสะดวกสบายในทุกมิติของการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งการ สตาร์ท–ดับเครื่องยนต์ (เฉพาะรุ่น HEV) ระบบล็อก–ปลดล็อกรถจากระยะไกล ระบบค้นหาตำแหน่งรถพร้อมไฟกระพริบและเสียงแตร รวมถึงการสั่งการ เปิด–ปิดระบบปรับอากาศและระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังรองรับการ เปิดโหมดไล่ฝ้า (ทั้ง EV และ HEV) รวมถึงฟังก์ชันจองการชาร์จไฟล่วงหน้า (เฉพาะรุ่น EV) และการสั่งงานอื่น ๆ เช่น เปิด–ปิดประตูท้าย ปิดกระจกข้าง (เฉพาะรุ่น Ultra) พร้อมระบบตรวจสอบสถานะรถแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ใช้งานควบคุมรถได้สะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้น

มั่นใจปลอดภัยทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีช่วยขับอัจฉริยะ ADAS สูงถึง 18 ระบบ

ด้านความปลอดภัย GWM ORA 5 ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครัน อาทิ ระบบติดต่อฉุกเฉิน E-Call ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม เข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบควบคุมการลื่นไถล (TCS) รวมถึงระบบช่วยควบคุมรถบนทางลาดชัน HSA/HDC และจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กแบบ ISOFIX นอกจากนี้ยังติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เช่น ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ สัญญาณเตือนกะระยะ 4 จุด ระบบตรวจจับแรงดันลมยาง (TPMS) และชุดปะยางฉุกเฉิน เพื่อเสริมความอุ่นใจในทุกการเดินทาง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น GWM ORA 5 ยังติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 18 ระบบ ที่ทำงานร่วมกับกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถแบบโปร่งใส (Body Transparent) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้อย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงจากจุดอับสายตา และเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถ การขับผ่านพื้นที่แคบ หรือการเดินทางในสภาพการจราจรที่ซับซ้อน

GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV แต่ละรุ่นมาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น HEV Pro, HEV Ultra และรุ่น EV Pro, EV Ultra พร้อมตัวเลือกสีสันที่สะท้อนบุคลิกและสไตล์ของผู้ขับขี่อย่างหลากหลาย โดยรุ่น HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Onyx Black (สีดำ), Ivory White (สีขาว) และ Mountain Grey (สีเทา) จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) ที่ให้ความเรียบหรูและทันสมัย ขณะที่รุ่น EV เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Ivory White (สีขาว), Mountain Grey (สีเทา), Emerald Green (สีเขียว) และ So Blue (สีฟ้า) พร้อมดีไซน์หลังคาสีดำเสริมลุคสปอร์ตและพรีเมียม ภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา) เพื่อมอบบรรยากาศห้องโดยสารที่ทั้งหรูหราและสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

เตรียมสัมผัส GWM ORA 5 รถยนต์เอสยูวีเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ทางเลือกพลังงานทั้ง HEV และ EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในงาน Motor Show 2026 วันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์การเดินทางที่ก้าวล้ำ GWM ORA 5 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่ Next Generation SUV ที่พร้อมพาผู้ใช้งานก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของการเดินทางในยุคใหม่in

อินเตอร์มาร์คฯ ส่งฟิล์ม “จอห์นสัน” ลุยตลาดพรีเมียมลักชัวรี

“อินเตอร์มาร์ค บิสซิเนส” ลุยทำตลาดฟิล์มกรองแสงแบรนด์ระดับโลก Johnson Window Films เต็มที่ หลังบริษัทแม่เสริมแกร่งจับมือ “เมดิโก้ อิงค์” ผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ชูนวัตกรรมฟิล์มกระจกคุณภาพสูงระดับพรีเมียมลักชัวรี ควบคู่การให้บริการผ่านเครือข่ายศูนย์บริการติดตั้งทั่วประเทศ

นางสาวมัณฑรพ สุริยะปฐมธนกร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์มาร์ค บิสซิเนส จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์ภายใต้แบรนด์ “จอห์นสัน” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยมากว่า 25 ปี เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา Johnson Window Films, Inc. ได้ประกาศความร่วมมือกับ Madico, Inc. ซึ่งเป็นผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว จะนำมาซึ่งความแข็งแกร่งในการบุกตลาดทั่วโลกร่วมกัน ทั้งในเรื่องของสายผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งและการบริการลูกค้าที่เป็นเลิศของแต่ละแบรนด์ รวมถึงศูนย์กระจายสินค้า 8 แห่งในอเมริกาเหนือ และโรงงานผลิตที่ทันสมัยขนาด 2.5 แสนตารางฟุต ซึ่งจะสามารถขยายโอกาสให้กับลูกค้าของทั้งสองบริษัทออกไปได้ทั่วโลก

 ทั้งนี้ จอห์นสัน วินโดว์ ฟิล์มส์ อิงค์ ได้รับความไว้วางใจยาวนานกว่า 50 ปี ในการผลิตฟิล์มสำหรับกระจกคุณภาพสูง พร้อมการสนับสนุนลูกค้าในระดับยอดเยี่ยม ขณะที่ เมดิโก้ อิงค์ เป็นผู้ผลิตระดับโลกด้านฟิล์มกระจกและโซลูชันวัสดุพรีเมียม การร่วมมือกันของ 2 บริษัท จะส่งผลดีต่อการพัฒนาสินค้าและการทำตลาดฟิล์มกระจกทั่วโลก ซึ่งก็รวมถึงในประเทศไทยเช่นกัน

“สำหรับในประเทศไทย ฟิล์มกรองแสงจอห์นสันอยู่ภายใต้การนำเข้าและทำตลาดของอินเตอร์มาร์คบิสซิเนส ตั้งเป้าหมายที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมลักชัวรี ที่ต้องการฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง พร้อมด้วยการให้บริการแบบครบวงจร ผ่านเครือข่ายศูนย์ติดตั้งและศูนย์บริการ ที่มีอยู่กว่า 260 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน”

นางสาวมัณฑรพ กล่าวถึงการทำตลาดฟิล์มกรองแสงจอห์นสันในประเทศไทยว่า ในปัจจุบันมีการทำตลาดฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์อยู่ 5 ซีรี่ส์หลัก ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้ ตั้งแต่ Johnson InsulatIR, Johnson Executive, Johnson Silhouette, Johnson Mirror Plus และ Johnson Vision Plus ที่แตกต่างกันไปด้านคุณสมบัติในการปกป้องรถยนต์และผู้โดยสาร

โดยในรุ่นท็อปอย่าง “อินซูเลท ไออาร์…หนึ่งเดียวที่โลกปรบมือให้” มาพร้อมกับนวัตกรรมระดับโลก ที่สุดแห่งเทคโนโลยีเคลือบชั้นฟิล์มด้วยไทเทเนียมไนไตรด (TiN) ลิขสิทธิ์เฉพาะจากอเมริกา โดยการสังเคราะห์ชั้นโครงสร้างอณูโลหะระดับโมเลกุล ให้เรียงตัวบนแผ่นฟิล์มอย่างต่อเนื่อง ที่กันร้อนจากแสงแดดได้มากกว่าฟิล์มทั่วไปถึง 4 เท่า กันยูวีได้เกือบ 100%

นอกจากนี้ ยังเป็นฟิล์มหนึ่งเดียวในเมืองไทยที่มีรุ่นให้เลือกทั้งฟิล์มเข้มและใส โดยทุกรุ่นไม่รบกวนระบบสัญญาณ GPS และวิทยุผ่านดาวเทียม ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น ASTM E903, ASTM E308, ASTM G159 (Air Mass 1.5) และคำนวณค่าการป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยใช้โปรแกรม WINDOW 4.0 ตามมาตรฐาน ASHRAE และ NFRC

ฟิล์มกรองแสงจอห์นสันมาพร้อมนวัตกรรมขั้นสุดยอดของ CERAMIC Technology สำหรับแสงแดดเมืองไทยโดยเฉพาะ ผลิตจากนวัตกรรมขั้นสูงไร้อนุภาคโลหะ ไม่ย้อมสี ไม่มีปัญหาซีดจาง หรือเป็นสนิมอย่างเด็ดขาด เนื้อฟิล์มทนทานสูง กล้ารับประกันการใช้งานถึง 7 ปี มีเนื้อฟิล์มใส สวยงามไม่สะท้อนเป็นเงา ให้ทัศนวิสัยคมชัดทั้งกลางวัน กลางคืนอีกด้วย

“ที่ผ่านมา เราได้รับความมั่นใจจากผู้บริโภคในประเทศไทยเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของคุณภาพของฟิล์มระดับพรีเมียมลักชัวรีภายใต้แบรนด์ระดับโลก และการให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจร การที่บริษัทแม่เข้าร่วมกับผู้ผลิตฟิล์มระดับโลกจะส่งผลดีต่อจอห์นสัน ทั้งในเรื่องการพัฒนาสินค้า นวัตกรรมใหม่ และการให้บริการที่มีความโดดเด่นมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยก็จะได้รับผลดีจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เช่นกัน”

สำหรับตลาดฟิล์มกรองแสงระดับพรีเมียมในประเทศไทย ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ไม่แตกต่างจากตลาดรถยนต์นัก โดยผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ และการให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการนำเข้าสินค้าและพัฒนาการให้บริการ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

ทั้งนี้ อินเตอร์มาร์ค บิสซิเนส เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ระดับพรีเมียมในประเทศไทยถึง 2 ยี่ห้อในปัจจุบัน ประกอบไปด้วย Johnson Window Films และ Xtra-Cole ซึ่งทำตลาดในประเทศไทยมายาวนานกว่า 25 ปี จึงมีความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคในตลาดประเทศไทยเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของสินค้าและการให้บริการแบบครบวงจร

GWM Thailand ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569

GWM (Thailand) ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ตั้งเป้าเติบโต 40% ผ่านรถใหม่ 7 รุ่น เครือข่าย 100 แห่ง และบริการหลังการขายล้ำสมัย

กรุงเทพฯ 9 มีนาคม 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ในปี 2569 นี้ GWM (Thailand) ได้ดำเนินธุรกิจครบรอบ 5 ปีในประเทศไทย ประกาศขอบคุณลูกค้าชาวไทยและทุกภาคส่วนสำหรับการสนับสนุนที่ผ่านมา พร้อมแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจประจำปี 2569 ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อเร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการตลาด ด้านการขาย และด้านบริการหลังการขาย พร้อมเผยศักยภาพนวัตกรรมระดับโลกล่าสุด กับ 5 เทคโนโลยีขุมพลังครอบคลุมทุกพลังงาน สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ทุ่มเทและลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการสัญจรแห่งอนาคตของคนไทยและทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาป กลุ่มพลังงานไฮบริด พลังงานไฟฟ้า 100% พลังงานไฮโดรเจน และรถจักรยานยนต์ไฮเอนด์ ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 ยังเตรียมเปิดรถยนต์ใหม่ถึง 7 รุ่น พร้อมเร่งเครื่องมุ่งหน้าขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์สโตร์ให้ถึง 100 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อสานต่อความไว้วางใจและเสริมแกร่งการดูแลผู้ใช้งานรถยนต์ GWM ได้อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง 

GWM (Thailand) ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ด้วยเม็ดเงินลงทุนสะสมในไทยแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท และมีแผนที่จะลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจและระบบนิเวศยานยนต์ที่ครอบคลุม โดย ณ สิ้นปี 2568 GWM มียอดขายสะสมในไทยรวมทั้งสิ้น 53,619 คัน พร้อมสร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมาที่ 18,096 คัน เติบโตขึ้นถึง 146% ตอกย้ำเป้าหมายการเป็น “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” โดยในปี 2569 GWM (Thailand) ตั้งเป้าหมายยอดขายอยู่ที่ 25,000 คัน เติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 40% พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1.กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์ใหม่ในปีนี้ทั้งสิ้น 7 รุ่น ครอบคลุมทั้ง HEV, PHEV, BEV และเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แบบ User-Centric โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ GWM ORA 5 รถยนต์ในเซกเมนต์ SUV-B ที่มาพร้อมทั้งรุ่น EV สำหรับชีวิตเมืองที่ทันสมัย และรุ่น HEV ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ มอบสมรรถนะและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ WEY เพิ่มขึ้นอีก 1 รุ่นในปลายปีนี้ และอีก 2 รุ่นในปี 2570 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำการตลาดของรถยนต์ระดับลักซัวรี่ โดยจะมีการสร้าง WEY Exclusive Showroom ตามพื้นที่สำคัญ ๆ ทั่วประเทศ แยกเป็นอิสระจากโชว์รูมทั่วไปของ GWM

2.กลยุทธ์ด้านการตลาด มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อขึ้นสู่การเป็น “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” โดยเราจะเร่งสร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Omni Channel พร้อมทำงานร่วมกับสื่อมวลชนเพื่อสื่อสารอย่างตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้ รวมถึงการสร้างชุมชนผู้ใช้ที่แข็งแกร่งและมั่นคง นอกจากนี้ GWM จะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำการตลาดให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตามภูมิภาคต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น

3.กลยุทธ์ด้านการขาย ตั้งเป้าขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์สโตร์ให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและมอบบริการได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังเตรียมรุกตลาดรถยนต์ฟลีท (Fleet) เพื่อตอบโจทย์การใช้งานเชิงพาณิชย์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้น GWM จะมีการนำรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นการนำจุดแข็งของระบบปัจจุบัน มารวมเข้ากับข้อดีของระบบ Wholesales เพื่อให้ได้สิ่งที่สมบูรณ์แบบในการทำการตลาดในปัจจุบัน และสร้างการเติบโตต่อไปในอนาคต โดยองค์ประกอบสำคัญในรูปแบบธุรกิจใหม่นี้ คือ การกระจายสินค้าให้พร้อมต่อปริมาณความต้องการในตลาดอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ด้วยระดับสต็อกที่เหมาะสม และการรักษานโยบาย One Price เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและรักษาผลกำไรให้พาร์ทเนอร์ โดย GWM ได้เริ่มใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

4.กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย เน้นย้ำสร้างความเชื่อมั่นและมุ่งสู่การเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า ผ่านการบริการจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ “รับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน” โดยมีอัตราการมีอะไหล่ (Part Fill Rate) ไม่น้อยกว่า 95% พร้อมบริการส่งด่วนภายใน 3 ชั่วโมงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และการจัดส่งทั่วประเทศภายใน 2 วันทำการ ควบคู่กับการขยายศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสี (Certified Body & Paint) จาก 14 แห่ง เป็น 40 แห่งทั่วประเทศ และเตรียมนำเทคโนโลยี AI และ Intelligent Chatbot มาช่วยวินิจฉัยปัญหาและตอบคำถามลูกค้าอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

ภายในงาน GWM Day – 5 Years Anniversary 2026 นี้ GWM ได้นำเสนอ Technology Showcase ซึ่งรวบรวมนวัตกรรมขุมพลัง 5 รูปแบบที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนแห่งอนาคต โดยประกอบด้วยกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ได้แก่ V6 Powertrain ที่ทรงพลังและให้การขับขี่ราบรื่น รองรับงานหนักและออฟโรดเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 3.0T เทอร์โบที่ให้สมดุลระหว่างพละกำลังและการประหยัดเชื้อเพลิง และเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ที่ขึ้นชื่อด้านความทนทานและแรงบิดสูง พร้อมการรับประกันคุณภาพสูงสุด 1 ล้านกิโลเมตร; กลุ่มเครื่องยนต์ไฮบริด (Hybrid) ที่ประกอบด้วย H8 Boxer Engine ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงเพื่อเพิ่มเสถียรภาพ ระบบ Hi4 – Chassis ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะที่ผสานทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างชาญฉลาดและไร้รอยต่อ และเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0T / 1.5T เจเนอเรชันใหม่ที่เน้นการประหยัดพลังงานพร้อมสมรรถนะที่มากกว่า; กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ซึ่งมีทั้งมอเตอร์ Good Cat ที่ให้การขับขี่นุ่มนวล คล่องตัว เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในเมือง และมอเตอร์ ORA 07 ที่มอบพละกำลังสปอร์ต พร้อมระบบจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพสำหรับการเดินทางไกล; กลุ่มพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell) ที่นำเสนอ Fuel Cell Engine เทคโนโลยีพลังงานสะอาดซึ่งเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นกระแสไฟฟ้าพร้อมไอเสียเป็นเพียงน้ำ และสุดท้ายคือกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับไฮเอนด์ นำโดย SOUO Motorcycle รถจักรยานยนต์ที่สะท้อนศักยภาพด้านวิศวกรรมของ GWM ด้วยดีไซน์พรีเมียมและเครื่องยนต์สมรรถนะสูงเพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ

มร.เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “เป้าหมายในปีนี้ของ GWM (Thailand) ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเติบโตด้านยอดขาย แต่คือการสร้างแบรนด์ที่ผู้ใช้งานชาวไทยสามารถเชื่อมั่นได้ในระยะยาว และตอกย้ำการดำเนินธุรกิจในไทยอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และต่อเนื่อง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย และการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสควบคู่กับการดูแลลูกค้าอย่างใส่ใจในทุกขั้นตอน ซึ่งหนึ่งในความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมที่สะท้อนถึงความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อเรา คือความสำเร็จในการส่งมอบ GWM TANK 300 Diesel ครบ 10,000 คัน ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เราจึงวางกลยุทธ์การดำเนินงานปี 2569 อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยภายใต้กลยุทธ์ Multi-powertrain การขยายเครือข่ายให้ทั่วประเทศรวมถึงต่อยอดทางธุรกิจด้านต่าง ๆ ภายใต้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต และการยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานชาวไทย พร้อมวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงให้กับ GWM ในตลาดประเทศไทย”