Home Blog Page 5

ใบปอ-วรัญญา คว้ามงกุฏ Miss Motor Show 2026

“ใบปอ-วรัญญา หอมจันทึก” คว้ามงกุฏ Miss Motor Show ประจำปี 2569 สง่างามสมการรอคอยในรอบ 6ปี สานต่อตำนานเวทีเกียรติยศงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” สะท้อนการประสานอย่างลงตัวของเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน และบทบาทสำคัญในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน เวทีเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

ปิดม่านลงอย่างสวยงามและสมศักดิ์ศรี สำหรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 6 ปีของเวทีเฟ้นหาสาวงามระดับตำนาน “Miss Motor Show 2026” โดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) งานนี้ “ใบปอ-วรัญญา หอมจันทึก” โชว์ปฏิภาณไหวพริบและออร่าพุ่ง คว้ามงกุฎอันทรงเกียรติไปครอง ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อค่ำคืนวันที่ 7 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

มากกว่าความสวย คือ “ศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด” การกลับมาครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะมาภายใต้คอนเซปต์เดียวกับงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 คือ “THE ICONIC SYNCHRONICITY” ที่มุ่งเน้นความสมบูรณ์แบบของนวัตกรรมและดีไซน์ ทำให้เกณฑ์การตัดสินในปีนี้เข้มข้นกว่าเดิม โดยไม่ได้วัดกันแค่เพียงความสวยงามภายนอก แต่เฟ้นหา “ผู้หญิงยุคใหม่” ที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ บุคลิกภาพที่โดดเด่น และศักยภาพรอบด้านเพื่อเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุคดิจิทัล

บรรยากาศการประกวดเป็นไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ  สื่อมวลชน และกองเชียร์ของผู้เข้าร่วมประกวด ที่ขนทัพมาเชียรต์กันอย่างคึกคัก จากผู้เข้ารอบตัดสิน 19 คน และคัดเหลือ 10 คนสุดท้าย ที่ได้ปรากฏตัวในชุดราตรีสีดำสุดคลาสสิกที่ขับเน้นความสง่า เพื่อเข้าสู่ช่วง “ชิงไหวชิงพริบ” ในการตอบคำถาม ซึ่งเหล่าสาวงามต่างงัดทัศนคติและไม้เด็ดออกมาฟาดฟันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร  จนเข้าสู่ช่วงประกาศผลการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ครองตำแหน่ง Miss Motor show ประจำปี 2569 และรองชนะเลิศ อีก 5  ตำแหน่ง ที่รอคอยการกลับมาในรอบ 6 ปี โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาตัดสินจากศักยภาพรอบด้าน ทั้งทัศนคติ ไหวพริบ และบุคลิกภาพ สรุปผลคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ ไม่ค้านสายตาสักขีพยาน มีดังต่อไปนี้

-Miss Motor show ประจำปี 2026         ได้แก่ หมายเลข 12 นางสาววรัญญา หอมจันทึก (ใบปอ)

-รองชนะเลิศอันอันดับ 1                         ได้แก่ หมายเลข 16 นางสาวสิริประภา พรหมโยธา (มะปราง)

-รองชนะเลิศอันอันดับ 2                         ได้แก่ หมายเลข 7 นางสาวลาภัสลดา ตาบประดับ (ลดา)

-รองชนะเลิศอันอันดับ 3                         ได้แก่ หมายเลข 18 นางสาวโซเฟียร์ สทอตต์ (โซเฟียร์)

-รองชนะเลิศอันอันดับ 4                         ได้แก่ หมายเลข 1 นางสาวเจนนิเฟอร์ พาร์คิน (เจนนี่)

-รองชนะเลิศอันอันดับ 5                         ได้แก่ หมายเลข 11 นางสาวปภาดา ทำนา (มิ้นท์)

ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต และพบกับน้องๆ คณะ Miss Motor show ประจำปี 2026 ที่คอยต้อนรับทุกท่านได้ที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

กลุ่มธนบุรี ผนึกกำลัง NIO รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเปิดตัว “Firefly”

บริษัท ธนบุรีบลูสกาย จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม ในประเทศไทย ประกาศเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยโฉมยนตรกรรมไฟฟ้าพวงมาลัยขวารุ่นแรก “Firefly (ไฟเออร์ฟลาย)” พรีเมียมซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Freedom to Glow” อิสระทุกการเดินทาง ก้าวไปอย่างมั่นใจ

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานความแข็งแกร่งของสองบริษัทระหว่างเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลกอย่าง NIO เข้ากับความเชี่ยวชาญ 85 ปีของ กลุ่มธนบุรี เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย พร้อมนำเสนอทางเลือกรถยนต์ไฟฟ้าไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ให้แก่ลูกค้าชาวไทย โดย Firefly พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธนบุรี กล่าวภายในงานเปิดตัวแบรนด์ NIO ครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในประเทศไทย แต่เป็นการผสานวิสัยทัศน์ระดับโลกของ NIO เข้ากับความเชี่ยวชาญของ กลุ่มธนบุรี เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย NIO คือ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่กำลังสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคต ผสานการบูรณาด้านพลังงาน ซอฟต์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่แห่งการขับขี่ เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อม การเริ่มต้นด้วย NIO Firefly เพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ ก่อนขยายสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับที่สูงขึ้น และด้วยประสบการณ์เกือบหนึ่งศตวรรษในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยของ กลุ่มธนบุรี และความพร้อมด้านเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขาย เรามุ่งมั่นในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ NIO สามารถเติบโตอย่างมั่นคง และร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมในประเทศไทยในระยะยาว”

Firefly : Freedom to Glow อิสระทุกการเดินทาง ก้าวไปอย่างมั่นใจ

Firefly ถูกวางตำแหน่งเป็น Tech Premium Compact EV รถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอและความพรีเมียมของแบรนด์ NIO มาอย่างครบถ้วน ชื่อ “Firefly” และโลโก้ของแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจาก “หิ่งห้อย” สะท้อนอิสรภาพของการใช้ชีวิตในเมืองยุคใหม่ สื่อถึงการเคลื่อนไหว ความเป็นตัวของตัวเอง และแสงสว่างจากภายใน เปรียบเสมือนพลังสร้างสรรค์ของคนเมืองรุ่นใหม่ทั่วโลกที่โดดเด่นในแบบของตนเอง

สมรรถนะคล่องตัว ขับสนุกทุกเส้นทางเมือง

Firefly พัฒนาบนแพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ที่เน้นความ “Compact outside, Spacious inside” โดยมีดีเอ็นเอของแบรนด์ที่เรียกว่า “Vivid, Thoughtful, and Solid” (สดใส ใส่ใจ และแข็งแกร่ง) ให้ความคล่องตัวสูง พร้อมโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ECO, Comfort และ Sport รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.75 เมตร ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ ช่วยซับแรงสั่นสะเทือนและให้การควบคุมที่มั่นคง นุ่มนวลในทุกสภาพถนน มอบกำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 8.1 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ขนาด 42.1 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 400 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จเร็ว DC จาก 10–80% ภายใน 30 นาที และรองรับฟังก์ชัน V2L จ่ายกระแสไฟฟ้าให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุด 3.68 กิโลวัตต์

Small But Big พรีเมียมซิตี้คาร์ที่จัดเต็ม ครบทุกฟังก์ชันและเทคโนโลยี

Firefly โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ที่ผสานความพรีเมียมและประโยชน์การใช้สอยได้อย่างลงตัว ด้านข้าง มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยดีไซน์เส้นสายที่โค้งมนและสื่อถึงพลังแห่งการเคลื่อนไหวแม้ขณะจอดนิ่ง ด้านหน้า โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าแบบ Trio Lights อันเป็นเอกลักษณ์ และเป็นซิกเนเจอร์การดีไซน์ของแบรนด์ ด้านท้าย ยังคงเอกลักษณ์ไฟ Trio Lights เพื่อความต่อเนื่องของดีไซน์ตั้งแต่ด้านหน้าจรดด้านหลัง ด้านบน มาพร้อมหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติ พร้อมระบบกรองรังสี UV เพิ่มความโปร่งโล่งให้ห้องโดยสาร  เบาะที่นั่งแถวที่สองสามารถรองรับผู้โดยสาร 3 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่วางขาและพื้นที่ศีรษะขนาดใหญ่ และยังสามารถปรับพับแยกแบบ 40:60 เพิ่มช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระ

พื้นที่อเนกประสงค์รอบคัน

Firefly คำนึงถึงการใช้งานจริงด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ ที่สามารถจุได้มากถึง 335 ลิตร และขยายได้ถึง 1,253 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง พื้นที่เก็บของด้านหน้า (Frunk) ขนาดใหญ่สุดในกลุ่มที่ 92 ลิตร มีช่องเก็บของใต้เบาะผู้โดยสารตอนหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะตอนหลังขนาดใหญ่ถึง 29 ลิตร รวมถึงอุปกรณ์เสริมที่วางแก้วน้ำแบบแม่เหล็ก ช่วยเพิ่มความสะดวกในทุกการเดินทาง เบาะคู่หน้ายังมีระบบปรับไฟฟ้า พร้อมระบบเป่าลมเย็นและระบบนวด เพิ่มความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง

เทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร

Firefly มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ Aster เอกสิทธิ์เฉพาะของ NIO ที่รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบออนไลน์ (OTA) ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบช่วยเหลือการขับขี่มากมาย อาทิ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ รองรับการจอดทั้งแนวตั้งและแนวขนานโดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมรักษาระยะห่าง และระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติบนทางหลวง มอบประสบการณ์ดิจิทัลระดับพรีเมียมผ่านอินเทอร์เฟซที่เรียบง่ายและตอบสนองรวดเร็ว หน้าจอกลางขนาด 13.2 นิ้ว รองรับการสั่งงานแบบมัลติทัช เช่น ปัดสองนิ้วเพื่อปรับอุณหภูมิหรือระดับเสียง หน้าจอออกแบบลดแสงสะท้อน ลดรอยนิ้วมือ และมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง รองรับ Apple CarPlay และ Spotify พร้อมระบบเสียง 14 ลำโพง แบบ 7.1 เซอร์ราวด์ กำลังขับรวม 640 วัตต์ พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้มิติเสียงสมจริงรอบทิศทางยามค่ำคืน ห้องโดยสารโดดเด่นด้วยไฟ Ambient Light ปรับได้ 256 เฉดสี ที่เต้นตามจังหวะดนตรี สร้างบรรยากาศมีชีวิตชีวาในทุกการเดินทาง Firefly ยังผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ทั้ง C-NCAP และ Euro NCAP ตอกย้ำความมั่นใจและความปลอดภัยด้วยมาตรฐานระดับสากล

“ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำแบรนด์ NIO เข้าสู่ประเทศไทย โดยเริ่มต้นด้วย Firefly ซึ่งมิใช่เพียงรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่เป็นพรีเมียมซิตี้อีวีคาร์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ โดย ประเทศไทย ถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับ NIO และเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมจึงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า Firefly ที่ผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ากับความพรีเมียมอย่างลงตัว จะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ที่เน้นความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน NIO มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีระดับโลกมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าชาวไทย และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับ กลุ่มธนบุรี ที่มีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจลูกค้าคนไทยจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ NIO และเติบโตในประเทศไทยอย่างมั่นคง” มร.แดเนียล จิน รองประธานบริษัท NIO Inc. (นีโอ อิงค์) และประธานแบรนด์ Firefly กล่าวทิ้งท้าย

เตรียมพบกับ Firefly และสัมผัสกับประสบการณ์พรีเมียมซิตี้คาร์อย่างใกล้ชิด พร้อมการประกาศราคาอย่างเป็นทางการได้ที่บูธ A1 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

เกี่ยวกับกลุ่มธนบุรี:

ด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 85 ปี กลุ่มธนบุรี ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้นำที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทย กลุ่มธนบุรี มุ่งมั่นที่จะส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงและบริการที่ยอดเยี่ยม เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าชาวไทย กลุ่มธนบุรี ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับหลายแบรนด์รถยนต์ที่มีชื่อเสียง พร้อมความมุ่งมั่นในด้านการคิดค้นนวัตกรรม และการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าในแบบที่ยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญ ตลอดจนประสบการณ์อันยาวนาน และความเข้าใจในตลาดของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้ กลุ่มธนบุรี มีความพร้อมที่จะปรับองค์กรให้เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมบทบาทที่สำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย

เกี่ยวกับ NIO:

NIO ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 2014 โดยชื่อแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจากวลีภาษาอังกฤษ “A NEW DAY” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืน NIO เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKSE) และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ปัจจุบัน NIO มี 3 แบรนด์หลักภายใต้กลุ่มบริษัท ได้แก่ NIO, ONVO และ Firefly ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง NIO ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียมของโลก ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตนเอง NIO ได้พัฒนา “NIO Full Stack” ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีหลัก 12 ด้าน ปัจจุบัน NIO มีศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงฐานการผลิตในเมืองเซี่ยงไฮ้ เหอเฟย ปักกิ่ง หนานจิง เซินเจิ้น หางโจว อู่ฮั่น ซานโฮเซ มิวนิก อ็อกซ์ฟอร์ด เบอร์ลิน บูดาเปสต์ สิงคโปร์ และอาบูดาบี นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งเครือข่ายการจำหน่ายและบริการครอบคลุม 24 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงจีน ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกากลาง

มิตซูบิชิ มอบโซล่าร์เซลล์ให้แก่ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ เดินหน้าสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใต้โครงการ “Solar for Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ (ที่ 4 จากขวา) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า และ นางสาวพร้อมอุษา สาลี (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคล ส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ให้แก่ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ โดยมี นายแพทย์วราวุทธ สมบูรณ์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลอง เป็นตัวแทนรับมอบ อีกทั้งได้รับเกียรติจาก นายแพทย์นพรัตน์ วัชรขจรกุล (ที่ 3 จากซ้าย) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแพร่ และ พันธมิตรร่วมโครงการ นายไพโรจน์ รุ่งรังสี (ซ้ายสุด) หัวหน้ากองบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการภาคเหนือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิในจังหวัดแพร่ นางวันดี นิตยเมฆินทร์ (ขวาสุด)กรรมการผู้จัดการ และ นายแมน นิตยเมฆินทร์ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพร่ยนตรการ มิตซู จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อ โครงการ “Solar for Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ขนาด 50 กิโลวัตต์ ให้แก่ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ มูลค่าทั้งสิ้น 1,353,550 บาท ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 13 ตามเป้าหมายการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ให้แก่โรงพยาบาลชุมชน 40 แห่งทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายภายในโรงพยาบาล รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยปัจจุบันติดตั้งรวมกำลังการผลิตแล้วกว่า 650 กิโลวัตต์

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘Solar for Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เป็นมากกว่าการติดตั้งระบบพลังงานสะอาด แต่คือการสนับสนุนโรงพยาบาลในเขตชุมชน โดยเปลี่ยนต้นทุนพลังงาน ให้กลายเป็นโอกาสทางการแพทย์ เมื่อภาระค่าไฟฟ้าลดลง โรงพยาบาลจะสามารถนำงบประมาณไปจัดสรรในด้านต่างๆ เช่น เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีการรักษา และการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังช่วยยกระดับการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคสาธารณสุข และสร้างต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานที่ยั่งยืนในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ เราคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าได้มากถึง 300,000 บาทต่อปี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการตอบแทนสังคมและชุมชน”

นายแพทย์วราวุทธ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลอง กล่าวว่า “เราขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตร ทุกท่าน ที่ให้ความสำคัญกับ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ โครงการนี้ถือเป็นการสนับสนุนที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับโรงพยาบาลขนาดเล็กซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การได้รับมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยให้เราสามารถลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การได้ใช้พลังงานทางเลือกยังเป็นก้าวสำคัญของโรงพยาบาลชุมชนในการปรับตัวสู่การบริหารจัดการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในท้องถิ่นอีกด้วย”

นอกจากนี้ ภายในพิธีมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ บริษัท แพร่ยนตรการ มิตซู จำกัด ยังได้นำรถยนต์มิตซูบิชิมาจัดแสดงหลากหลายรุ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองขับ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด อาทิ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะ แค็บ

โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานเพื่อสังคมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ปัจจุบันมีการส่งมอบและติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนแล้ว 13 แห่ง ประกอบด้วย

1)โรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

2)โรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย

3)โรงพยาบาลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง

4)โรงพยาบาลวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

5)โรงพยาบาลปง จังหวัดพะเยา

6)โรงพยาบาลชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

7)โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี

8)โรงพยาบาลบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

9)โรงพยาบาลนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

10)โรงพยาบาลนายายอาม จังหวัดจันทบุรี

11)โรงพยาบาลพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ

12)โรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย

13)โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่

ไฮไลต์สำคัญ:

•มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ให้แก่ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ เป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 13

•โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานเพื่อสังคมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

•โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ คือโครงการมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ขนาด 50 กิโลวัตต์ ให้แก่ โรงพยาบาลชุมชน

•แผนการดำเนินงานเพื่อสังคมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น คว้ารางวัล “ธงขาวดาวเขียวประจำปี 2568”

เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียวประจำปี 2568” จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นครั้งที่ 2 เดินหน้าดำเนินธุรกิจพร้อมรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568” จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยบริษัทฯ ได้รับการประเมินในระดับดีเยี่ยม ตามหลักเกณฑ์การประเมินทั้ง 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการบริหารจัดการ ซึ่งโรงงานที่จะได้รับรางวัลต้องไม่มีข้อร้องเรียนจากการประกอบกิจการ และไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงจนเป็นเหตุให้มีการหยุดประกอบกิจการในช่วงเวลาที่เข้ารับการประเมิน ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำกับดูแลโรงงาน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด นำโดย นายอุเทน พรหมสนธิ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการผลิต รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568” จาก นายธีรวุฒิ เจริญสุข รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 2) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ภายในพิธีมอบธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568

มร.โนบุฮิโกะ โคอิซูมิ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติและขอขอบคุณการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มอบรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568” ให้แก่ บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ตลอดจนความไว้วางใจจากชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต้องเดินควบคู่ไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เรายังคงมุ่งมั่นและสานต่อการดำเนินงานผ่านกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำกับดูแลโรงงานต่อไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต”

บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ได้รับการยกย่องในการดำเนินงานและผลการประเมินใน ระดับดีเยี่ยม ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ การบริหารจัดการพื้นที่โรงงานและทัศนียภาพที่เรียบร้อยผ่านการให้ความสำคัญในการจัดสรรพื้นที่สีเขียว และการออกแบบระบบระบายน้ำที่แยกระหว่างน้ำฝนและน้ำเสียอย่างชัดเจน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ต่อมา มิติเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตและมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นและชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าชุมชนได้เข้ามาจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ที่โรงงานจัดเตรียมไว้ เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้และอาชีพ

ด้าน มิติสิ่งแวดล้อม โรงงานเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น มีการจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นสัดส่วน โดยมีพื้นที่สีเขียวรวม 4,858 ตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่โรงงานทั้งหมด และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 (วัฒนธรรมสีเขียว) จากกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ โรงงานฯ ยังมีระบบบำบัดมลพิษที่เป็นไปตามกฎหมาย และมีการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมโดยไม่ใช้วิธีฝังกลบ (Zero Landfill) ตลอดจนส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ มิติสังคม โรงงานเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น มีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมกับชุมชน ผ่านโครงการเพื่อสังคม อาทิ การมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนภายใต้โครงการ Solar For Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า รวมถึงการจ้างงานผู้พิการ เพื่อเปิดโอกาสการสร้างรายได้ ตลอดจนการเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

ปิดท้ายด้วย มิติการบริหารจัดการ โรงงานฯ ยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการดำเนินงาน และระบบการตรวจสอบที่ได้การรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 อีกทั้งยังได้รับ รางวัลกิจกรรมรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ประจำปี 2568 (Zero Accident Campaign 2025) ต่อเนื่อง 6 ปี อีกด้วย

พิธีมอบธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “GREEN GOLD GROWTH for Sustainability” โดยมีโรงงานที่ได้รับ รางวัล “ธงขาวดาวเขียว” จำนวน 201 โรงงาน และรางวัล “ธงขาวดาวทอง” จำนวน 53 โรงงาน ซึ่งมีเป้าหมาย เพื่อนำนิคมอุตสาหกรรมก้าวสู่มาตรฐานสากล มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ผ่านการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และยกระดับโรงงานสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industries) อย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญ: “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568”

•บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568”

•บริษัทได้รับการประเมินระดับดีเยี่ยมจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

•บริษัทผ่านเกณฑ์การประเมิน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ กายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการ

•สะท้อนความมุ่งมั่นด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียว และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วิริยะประกันภัย โชว์ศักยภาพองค์ ปี 69 ตั้งเป้าเบี้ยแตะ 4.4 หมื่นล้าน

วิริยะประกันภัย” โชว์แกร่งฝ่าวิกฤตท้าทาย พร้อมเดินหน้ายกระดับบริการอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าปี 69 เบี้ยแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท

“วิริยะประกันภัย” ตอกย้ำความแข็งแกร่งท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ชูศักยภาพการบริหารจัดการสินไหมทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ และความพร้อมรับมือภัยพิบัติรุนแรงทั้งแผ่นดินไหวและมหาอุทกภัยในรอบปีที่ผ่านมา ยันแม้เจอวิกฤตหนัก แต่ผลประกอบการปี 2568 ยังทะลุเป้า 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ไว้วางใจให้บริษัทฯ ดูแลคุ้มครองในทุกสถานการณ์ เผยตั้งเป้ายอดขายท้าทายขึ้น ในปี 2569 แตะ 4.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 4% พร้อมเดินหน้าผสานพลังเทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงาน ยกระดับงานบริการในทุกมิติ เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนในอนาคต

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทยอย่างมั่นคง ภายใต้เจตนารมณ์อันแน่วแน่ “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายและความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้นจาก Climate Change ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่สงบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

ทั้งนี้ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล อาทิ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลให้หลายจังหวัดรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน รวมถึงกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยประสบภัยมาก่อน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเกิดความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง ขณะที่ภัยพิบัติจากอุทกภัยที่แม้จะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ดังเช่นมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะความเสียหายรุนแรงในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค

“บริษัทฯ มีความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี และมีความเชี่ยวชาญจากการได้บริหารจัดการภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงวิกฤตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ ‘ปฏิบัติการ First AID’ ที่นำมาใช้จนเป็นผลสำเร็จต่อเนื่องมากกว่าทศวรรษ ทั้งความพร้อมในการสำรวจ ประเมินความเสียหาย และการประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อกู้รถยนต์ออกจากพื้นที่น้ำท่วมอย่างทันท่วงที การจัดซ่อมที่ได้มาตรฐานผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ประกอบกับบริษัทฯ มีสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 160 แห่ง ที่พร้อมดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม ตลอดไปถึงการประสานพลังเครือข่ายวิริยะจิตอาสาทั่วไทย รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดทำถุงยังชีพ และมอบสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเคียงข้างผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง” นายอมร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.64% สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลูกค้าและประชาชนมีต่อวิริยะประกันภัย ส่วนผลประกอบในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เติบโต 5% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (Motor) 37,654 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) 5,269 ล้านบาท เติบโต 17.09% อีกทั้งยังคงมั่นคงแข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 68,166 ล้านบาท และอัตราความพอเพียงของเงินกองทุน (CAR) 357.21% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานของเงินกองทุนฯ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

นายอมร เปิดเผยต่อไปอีกว่า “สำหรับเป้าหมายด้านยอดขายในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมอยู่ที่ 44,646 ล้านบาท หรือต้องเติบโตประมาณ 4% แบ่งเป็นด้าน Motor อยู่ที่ 38,865 ล้านบาท หรือเติบโต 3% ส่วนด้าน Non-Motor อยู่ที่ 5,780 ล้านบาท หรือเติบโต 9.7%”

ส่วนแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งยกระดับคุณภาพงานบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนงานบริการ ทั้งระบบการรับประกันภัย การเคลมสินไหมทดแทน การเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้าให้รวดเร็ว แม่นยำ และสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงยกระดับการให้บริการภายใต้แนวทาง One Stop Service ให้ครอบคลุมทุกงานบริการ ทั้งการให้บริการของศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสายด่วน 1557 การให้บริการผ่านระบบออนไลน์แบบ Self Service บน LINE Official เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกและครบวงจร ควบคู่กับการกำกับดูแลคุณภาพงานเคลม การตรวจสอบอุบัติเหตุ และคุณภาพงานจัดซ่อมให้ได้มาตรฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า

บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานและประยุกต์ใช้นวัตกรรมให้เกิดประสิทธิภาพในงานบริการสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบงานต่างๆ ให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น อาทิ ระบบ E-Agency โปรแกรมที่ช่วยรองรับการทำงานของตัวแทนฯ, V-Inspection บริการตรวจสภาพรถยนต์ก่อนทำประกันภัยด้วย AI, VClaim on VCall บริการเคลมนัดหมายออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลที่รวดเร็วและครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงวางแนวทางพัฒนาบริการ Fast Track Claim สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้จากการนอนโรงพยาบาล (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงขับเคลื่อนกลยุทธ์ Data Driven ด้วยการนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มประกันภัย Motor และ Non-Motor ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายและเสริมสร้างคุณภาพงานบริการในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมหรือความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรและการทำงาน (Employee Engagement) ทั้งการวางเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ การส่งเสริมสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงาน ตลอดจนการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้วยการอบรมพัฒนาทักษะการทำงานตามสายวิชาชีพ การส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI ฯลฯ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรให้สามารถรองรับสถานการณ์วิกฤตใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การพัฒนาในทุกมิติสะท้อนพันธกิจสำคัญของวิริยะประกันภัยในการทำหน้าที่ตามคำมั่นสัญญา “ทำหน้าที่หลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทย” บนพื้นฐาน DNA องค์กรที่ยึดมั่นว่า “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” พร้อมเคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกวิกฤตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายอมร กล่าวในที่สุด

อีซูซุพร้อมเคียงข้างไทยในวิกฤตพลังงาน หนุนรัฐยืนยันรถทุกรุ่นรองรับ B20

อีซูซุพร้อมเคียงข้างไทยในวิกฤตพลังงาน ประกาศสนับสนุนนโยบายรัฐ หากมีความจำเป็นในการปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซล

มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ภายใต้สถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน อีซูซุในฐานะผู้นำตลาดรถปิกอัพและรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทย ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์อีซูซุที่สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถทุกรุ่น พร้อมที่จะสนับสนุนหากภาครัฐมีการเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลจากปัจจุบัน 5% สูงสุดได้ถึง 20% เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ที่เป็นวัตถุดิบมาจากน้ำมันปาล์มภายในประเทศ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม

อีซูซุขอยืนยันสมรรถนะของรถอีซูซุทุกรุ่น ทั้งรถปิกอัพ “อีซูซุ ดีแมคซ์” และรถยนต์อเนกประสงค์ “อีซูซุ มิว-เอ็กซ์” รวมถึง “รถบรรทุกอีซูซุขนาดกลางและขนาดใหญ่” สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 โดยรถทุกรุ่นได้ผ่านการทดสอบและพัฒนาด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์ให้สามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่มีสัดส่วนผสมสูงสุดถึง B20 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การใช้น้ำมันไบโอดีเซลจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเขม่าควันดำ ซึ่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ของอีซูซุที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้รับการรับรองว่าลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง ตามแนวทางการรับรองขององค์การบริหารจัดการแก๊สเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

ไม่เพียงแต่การรองรับมาตรฐาน B20 ในปัจจุบัน ทีมวิศวกรอีซูซุยังคงมุ่งมั่นค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับไบโอดีเซลที่สูงขึ้นกว่า B20 ในอนาคต รวมถึงพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เช่น น้ำมัน HVO ที่ผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว  เพื่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

อีซูซุสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผู้ใช้รถและสังคมไทย ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจ “Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” พร้อมปรับตัวและนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกความท้าทาย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงในทุกสภาวการณ์

มอเตอร์โชว์ 2026 สะท้อนพลังอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 สะท้อนพลังอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY”

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ประกาศความพร้อมการจัดงานภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” สะท้อนการประสานอย่างลงตัวของเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน และบทบาทสำคัญในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน เวทีเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานฯ กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้ผลิตยานยนต์ เทคโนโลยี และตลาดโลก เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผู้จัดงานมองว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการบริหารจัดการผลกระทบในภาพรวมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรการที่เหมาะสมจากภาครัฐในระดับนโยบาย

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังจำเป็นต้องยกระดับและพัฒนาศักยภาพการผลิต เพื่อรักษาบทบาทการเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาทั้งรถยนต์พลังงานทางเลือกและรถยนต์สันดาปที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความหลากหลายของตลาด ในบริบทดังกล่าว การจัดงาน Bangkok International Motor Show จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงนวัตกรรมยานยนต์ระดับนานาชาติ หากยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างยอดขาย ขับเคลื่อนห่วงโซ่

อุตสาหกรรม ส่งเสริมการจ้างงาน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”โดยในปีนี้ มีบริษัทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมออกบูธแล้ว 45 บริษัท แบ่งเป็น รถยนต์ 37 บริษัท และรถจักรยานยนต์ 8 บริษัท และมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 10 รุ่น ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ การเข้าร่วมของกลุ่มแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ที่เพิ่งเปิดตลาดในประเทศไทย อาทิ CHERY, LEPAS, FIREFLY, FORTHING และ TESLA ซึ่งเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพตลาดไทย

นอกจากนี้ ทุกบริษัทต่างปรับกลยุทธ์ด้านราคาและนำเสนอเงื่อนไขทางการเงินที่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แคมเปญส่งเสริมการขาย หรือโปรแกรมผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาพรวม จากกระแสตอบรับดังกล่าว ผู้จัดงานคาดการณ์ว่า การจัดงานในปีนี้จะสามารถ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ด้านนายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงเวลาการจัดงาน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ยังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตคอนเทนต์ด้านยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์ เข้ามาลงทะเบียนกว่า 3,000 คน เพื่อรายงานและสร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง ทุกการเปิดตัวรถใหม่ ทุกโปรโมชั่น และทุกไฮไลต์ภายในบูธ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว สร้างการรับรู้ในวงกว้าง”

ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชมงานจำนวนมากไม่ได้มาเพียงเพื่อชมรถเท่านั้น แต่ยังร่วมกันสร้างคอนเทนต์ผ่านการถ่ายภาพและวิดีโอ พร้อมแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คอนเทนต์จากภายในงานสามารถขยายการรับรู้ไปสู่ผู้ชมจำนวนมหาศาลภายในเวลาอันสั้น เป็นการสื่อสารแบบ Organic ที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ แต่เป็น “แพลตฟอร์มสื่อขนาดใหญ่” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ สื่อมวลชน ผู้บริโภค และโลกดิจิทัลเข้าด้วยกันและในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน งานลักษณะนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทั้งยอดขาย ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

ขณะที่นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงานฯ กล่าวว่า “ภายในงานปีนี้ นอกจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และอุปกรณ์ตกแต่งที่มีให้เลือกชมและเลือกซื้ออย่างครบครันแล้ว ทางผู้จัดยังได้เตรียมกิจกรรมพิเศษหลากหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมงานให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมการแข่งขันจักรยานขาไถรายการ Grand Prix Runbike Championship with RCS

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมฉลองครบรอบ 30 ปีของ XO Autosport ซึ่งมักจะมีการรวมตัวของบุคคลสำคัญในวงการรถแต่ง และกิจกรรมแจกของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมงาน อาทิ JDM & Custom Culture เน้นการโชว์รถสาย JDM และรถแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในบรรยากาศ Outdoor รับลมร้อน ซึ่งผู้เข้าชมงาน ที่จะได้เห็นรถแต่งระดับท็อปในประเทศกว่า 200 คัน (วันละ 100 คัน) และการรวมตัวของกลุ่มคาร์คลับต่างๆ ในบรรยากาศสุดคึกคักรับหน้าร้อน ณ บริเวณลาน Loading หลังอาคาร Challenger 1–3 IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569

ภายในงาน ยังพบกับงานประกวดออกแบบ Chery V23 Style Up Challenge เป็นโครงการประกวดออกแบบ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทรงกล่อง (Boxy Style) รุ่น Chery V23 เพื่อเฟ้นหาไอเดียสร้างสรรค์จากคนไทยไปสู่ระดับสากล โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงผลงานเป็นรถโมเดลที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมให้ผู้เข้าชมงานร่วมโหวตรางวัล Popular Vote เพื่อลุ้นรับ iPad อีกด้วย

“ส่วนผู้เข้าชมงานที่ต้องการทดลองขับรถยนต์รุ่นที่สนใจ ทางผู้จัดได้เตรียมพื้นที่ลาน Test Drive บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี เพื่อรองรับการทดลองขับรถยนต์รุ่นใหม่จากหลากหลายแบรนด์ ภายใต้บรรยากาศที่เปิดกว้างและปลอดภัย โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยของรถยนต์อย่างใกล้ชิดในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของงานในปีนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

สำหรับแคมเปญส่งเสริมการขายในปีนี้ ได้แก่ “มอเตอร์โชว์…เปย์” เป็นการลุ้นรางวัล GIFT VOUCHER รวมมูลค่ากว่า 1,450,000 บาท ได้แก่

•จองรถยนต์ ลุ้น GIFT VOUCHER 100,000 บาท จำนวน 12 รางวัล

•จองรถจักรยานยนต์ ลุ้น GIFT VOUCHER 10,000 บาท จำนวน 5 รางวัล

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำหรับผู้เข้าชมงานด้วยบัตรอภินันทนาการ เพียงลงทะเบียนลุ้น GIFT VOUCHER 5,000 บาท จำนวน 10 รางวัล และตอบแบบสอบถาม ลุ้น GIFT VOUCHER 25,000 บาท จำนวน 4 รางวัล

การจัดงานในครั้งนี้ ผู้จัดงานมั่นใจว่าจะมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วน ทั้งเทคโนโลยียานยนต์ล่าสุด ข้อเสนอที่คุ้มค่า และสิทธิประโยชน์มากมาย พร้อมสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ได้ที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

MGC-ASIA เผยผลดำเนินงานปี 2568 โชว์แกร่งระบบนิเวศ Mobility Ecosystem

MGC-ASIA ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ ผลจากระบบนิเวศ Mobility Ecosystem โครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอที่ลงตัว การสร้างกลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า และมาตรฐานการบริการครบวงจร ครอบคลุมทุกมิติ

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA แถลงผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่น ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem เชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย และรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีฐานกำไรที่แข็งแรงและเสถียรภาพสูงทั้งยอดขายยานยนต์พรีเมียม การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการ (Recurring Income) การฟื้นตัวของธุรกิจการเงินและประกันภัย ส่งผลให้อัตรากำไรและกระแสเงินสดของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยึดหลักการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยปีนี้เป็นการเริ่มบันทึกหน้าใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่การดำเนินธุรกิจยุคอนาคต

นายสัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมา เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ของ MGC-ASIA จากการที่เราเติบโตมาอย่างมั่นคง ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ ซึ่งเป็นผลจากระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ด้วยโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอ ที่ได้ถูกจัดวางอย่างดี เพื่อเกื้อหนุนธุรกิจร่วมกัน พร้อมสร้างกลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่นำโดยเทคโนโลยี (Technology-led Differentiation) และมาตรฐานการบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมในทุกมิติ สร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมกับพันธมิตรของเราทุกๆ ราย อีกทั้งกระแสรถยนต์ไฟฟ้ายังได้รับความนิยม ส่งผลให้บริษัทมีกำไรต่อเนื่อง รวมถึงความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า 700,000 ราย พร้อมพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ อันส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

แบรนด์พอร์ตโฟลิโอ จัดวางอย่างลงตัว เกื้อหนุนธุรกิจร่วมกัน

การเติบโตของ MGC-ASIA เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ Mobility Ecosystem และ การจัดโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโออย่างลงตัว อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Neue Klasse’ ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่น 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW i7 สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว รวมถึงรถยนต์ ฮอนด้า ที่เพิ่งเปิดตัวรุ่น STEP WGN รถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยมโฉมใหม่

กลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ที่นำโดยเทคโนโลยีใหม่

กลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนระดับพรีเมียม คือ เอ็กซ์เผิง และ ซีเคอร์ โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสมาร์ทเทคโนโลยี แทนการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งมีแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานอย่าง ฮอนด้า ที่เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น e:N1 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและประสิทธิภาพครบครัน

บริการมาตรฐานและครบวงจร ครอบคลุมทุกมิติ

กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ ฮอนด้า รวมถึง เอ็มเอ็มเอส ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศ ช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว

ธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 2568 บริษัทเพิ่มรถ เอ็กซ์เผิง และ ซีเคอร์ ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาวและระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว

ธุรกิจการเงินและประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต นำเสนอทางเลือกที่มีความหลากหลาย และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ครอบครอง

ขณะที่ MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์มลอยัลตี้โปรแกรมสำหรับลูกค้าในเครือ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ กับของรางวัลพิเศษหลากหลายประเภท ที่ลูกค้าสามารถนำคะแนนสะสมจากการซื้อยานยนต์ หรือใช้บริการบริษัทในเครือฯ มาแลกรับสิทธิพิเศษด้านต่างๆ อาทิ เช่น สุขภาพ, การท่องเที่ยว และอื่นๆ

พัฒนาเพื่อยกระดับทั้งองคาพยพ

ปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 20 แบรนด์ในประเทศไทยและอยู่ระหว่างขยายเพิ่มตามภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขา และมาเลเซีย 8 สาขา รวมทั้งหมด 130 สาขา พื้นที่ใช้สอยกว่า 290,000 ตารางเมตรพร้อมเครือข่ายบริการหลังการขาย 44 สาขาทั่วประเทศ 331 ช่องซ่อม และช่างเทคนิคที่ผ่านมาตรฐานจากบริษัทผู้ผลิต 324 ท่าน รวมจำนวนช่างที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงานได้อย่างลงตัว

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กรให้สูงขึ้นในทุกระดับตำแหน่ง ผ่านการฝึกอบรมเชิงช่างและ soft skills รวมถึง AI ให้เหมาะสมกับการทำงานในปัจจุบัน เสมือนเป็นการติดอาวุธทางความคิด เพื่อให้พร้อมต่อการเติบโตในหน้าที่การงาน และล่าสุด มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป คว้ารางวัล SUSTAINABLE AWARDS 2025 สาขา ‘Outstanding Contribution to CO2 Reduction’ จาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ลดค่าไฟได้ 35% ปรับไฟเป็นแอลอีดี ลดการใช้ไฟฟ้า 5.4% ใช้ระบบดิจิทัลลดกระดาษ และปลูกป่า 10 ต้น ต่อรถ 1 คัน ที่ส่งมอบ

MGC-ASIA ผ่านการประเมิน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 เป็นปีแรก ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเป็น 1 ใน 265 บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประกาศผลการประเมินจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างสมดุลอย่างดีเยี่ยมในทุกมิติทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

“พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ทุบสถิติผู้ชมมากที่สุด “เบซเซ็คคี” ผงาดแชมป์สนามแรก

ศึกมอเตอร์สปอร์ตสองล้อเบอร์หนึ่งของโลก “โมโตจีพี” ดวลความเร็วสนามแรก ที่ประเทศไทย ภายใต้ชื่อรายการ “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” กระหึ่มโลก ด้วยเกมสุดเร้าใจ มาร์โก เบซเซ็คคี ดาวบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง แก้ตัวสำเร็จนำม้วนเดียวจบผงาดคว้าชัยประเดิมฤดูกาลใหม่เหนือ เปโดร อคอสต้า นักบิดสแปนิชจาก เคทีเอ็ม ขณะ มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลกคนปัจจุบันจาก ดูคาติ ดวงแตกยางระเบิดไม่จบเรซ โดยโมโตจีพี สนามประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นปีที่ ทำลายสถิติ (Break  Records ) ผู้ชมสูงสุดกว่าทุกปี จำนวนกว่า 228,228 คน

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2026 สนามแรก รายการ พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ดวลความเร็วรอบ “เมนเรซ” วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ท่ามกลางจำนวนผู้ชมสูงสุดสถิติใหม่ถึง 228,228 คน ตลอดทั้งสุดสัปดาห์

โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ร่วมกับ คาร์เมโล เอซเปเลต้า ซีอีโอของ โมโตจีพี สปอร์ต เอนเตอร์เมนเมนต์ กรุ๊ป และ ฮอร์เก วิเอกาส ประธานสมาพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) ซึ่งมีการร่วมร้องเพลงชาติไทยกับแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย เพื่อเป็นสักขีพยานของการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการ

ไฮไลต์ของการแข่งขันทั้งหมดถูกควบรวมมาไว้ในวันอาทิตย์ หลังจากที่ผ่านเกมในรอบซ้อมจนถึง “สปรินต์ เรซ” ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยจะเป็นการชี้วัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในทุกรุ่น

เกมในรุ่นใหญ่ที่สุดอย่าง โมโตจีพี ซึ่งดวลกันทั้งสิ้น 26 รอบสนาม โดยตำแหน่งโพลบนกริดสตาร์ตเป็นของ มาร์โก เบซเซ็คคี นักบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ที่พลาดล้มจากในรอบสปรินต์ ขนาบข้างด้วย มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก 7 สมัยชาวสแปนิชจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม และ ราอูล เฟร์นันเดซ นักบิดสแปนิชจาก แทร็คเฮาส์ โมโตจีพี ทีม ในกริดที่ 2-3 ส่วน เปโดร อคอสต้า ผู้ชนะสปรินต์เรซจาก เรดบูล เคทีเอ็ม แฟ็คตอรี เรซซิ่ง เริ่มเกมจากกริดที่ 6

รูปเกมในเรซนี้แตกต่างอย่างมากกับในวันเสาร์ เพราะ เบซเซ็คคี ที่พลาดล้มอย่างน่าเจ็บใจใน “สปรินต์เรซ” สามารถแก้เกมจากความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างไร้ที่ติ สตาร์ตจากโพลขยับขึ้นนำได้ตั้งแต่โค้งแรก และบิดนำม้วนเดียวจบผงาดคว้าชัยชนะไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเวลารวม 39 นาที 36.270 วินาที พร้อมกับสร้างสถิติเป็นนักบิดคนแรกของ อพริเลีย ที่คว้าชัยชนะได้ 3 เรซติดต่อกัน

อันดับ 2 ในเรซนี้เป็นของ อคอสต้า ที่เค้นฟอร์มเก่งออกมาในสนามนี้ แม้จะออกตัวจากกริดที่ 6 แต่เมื่อ “การยึดเกาะ” เข้าที่ ดาวบิดสแปนิชก็ค่อยๆ ไล่แซงทั้ง มาร์เกซ และ ฮอร์เก มาร์ติน นักบิดสแปนิชจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ขึ้นมา ก่อนจะแซง ราอูล เฟร์นันเดซ ช่วงท้ายเรซบิดเข้าป้ายด้วยเวลาตามหลังผู้นำถึง 5.543 วินาที ตามด้วย ราอูล เฟร์นันเดซ ในอันดับ 3 ตามหลังผู้ชนะ 9.259 วินาที

ส่วนอันดับ 4 เป็นของ มาร์ติน ตามหลังผู้ชนะ 12.182 วินาที ตามด้วย ไอ โอกูระ นักบิดชาวญี่ปุ่นจาก แทร็คเฮาส์ โมโตจีพี ทีม ซึ่งสร้างผลงานอย่างร้อนแรง ไล่แซงจากอันดับ 11 ขึ้นมาจบเรซในอันดับ 5 ตามหลังผู้ชนะ 12.411 วินาที

ขณะที่ มาร์ค มาร์เกซ ที่กำลังลุ้นท็อปไฟว์อย่างหนักโชคร้ายยางหลังแตกที่โค้ง 4 ต้องออกจากการแข่งขันในช่วง 6 รอบสุดท้าย เช่นเดียวกับน้องชายอย่าง อเล็กซ์ มาร์เกซ จาก เกรซินี เรซซิ่ง ที่พลาดล้มในรอบถัดมา และ โจอัน เมียร์ นักบิดสแปนิชจาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี ที่รถแข่งขัดข้องจนต้องรีไทร์ไป

โดยในสนามนี้นักบิดที่ใช้รถแข่งดูคาติ ต่างเจองานหนัก ซึ่งผลงานดีที่สุดของพวกเขาคือ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ นักบิดอิตาเลียนจาก เปอร์ตามิน่า เอ็นดูโร วีอาร์46 เรซซิ่ง ทีม ในอันดับ 6 ตามหลังผู้ชนะ 16.845 วินาที ตามด้วย แบรด บินเดอร์ นักบิดแอฟริกาใต้จาก เรดบูล เคทีเอ็ม แฟ็คตอรี เรซซิ่ง ในอันดับ 7 ตามหลัง 17.363 วินาที และ ฟรานโก้ มอร์บิเดลลี ที่แซงในโค้งสุดท้ายเข้าป้ายอันดับ 8 ตามหลัง 18.227 วินาที

ด้าน ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า นักบิดอิตาเลียนจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม ยังเค้นฟอร์มเก่งไม่ออก เริ่มเกมจากกริดที่ 13 ขยับขึ้นมาอันดับ 9 ช่วงต้นเกมแต่ก็ไม่สามารถทำได้ดีกว่านี้ เข้าเส้นชัยด้วยเวลาตามหลังผู้ชนะถึง 18.340 วินาที ตามด้วย ลูก้า มารินี เพื่อนร่วมชาติจาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล ในอันดับ 10 ตามหลัง 19.101 วินาที

หลังผ่านสนามแรกของปี อคอสต้า ทะยานขึ้นเป็นจ่าฝูงบนตารางแชมเปียนชิพของ โมโตจีพี มีทั้งสิ้น 32 คะแนน ตามด้วย เบซเซ็คคี อันดับ 2 มี 25 คะแนน และ ราอูล เฟร์นันเดซ อันดับ 3 มี 23 คะแนน ด้าน มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลกคนปัจจุบันเริ่มต้นฤดูกาลไม่เป็นไปตามเป้า ไร้แต้มจาก “เมนเรซ” รั้งอันดับ 8 มี 9 คะแนน

สำหรับผลการแข่งขันในรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะ โมโตทู ซึ่งเกิดธงแดงถึง 2 ครั้งจากอุบัติเหตุในสนาม ก่อนจะดวลกันได้แค่ 7 รอบ ผลปรากฏว่าชัยชนะตกเป็นของ มานูเอล กอนซาเลซ นักบิดสแปนิชจาก ลิควิ โมลี ไดนาโวลต์ อินแท็คต์ จีพี คว้าชัยไปครองด้วยเวลา 11 นาที 11.575 วินาที เฉือน อีซาน เกวาร่า จาก บลู ครู พรามัค ยามาฮ่า โมโตทู อันดับ 2 เพียง 0.099 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ดาเนียล โฮลกาโด จาก ซีเอฟ โมโต อินดี้ อัสพาร์ ทีม ตามหลัง 0.454 วินาที

อีกรุ่นที่ดวลกันอย่างสุดมันส์และต้องตัดสินแพ้ชนะกันด้วยภาพถ่ายคือ โมโตทรี ที่ดวลกันทั้งสิ้น 19 รอบสนาม ชัยชนะตกเป็นของ ดาบิด อัลมันซ่า ดาวรุ่งชาวสแปนิชจาก ลิควิ โมลี ไดนาโวลต์ อินแท็คต์ จีพี ด้วยเวลารวม 32 นาที 14.186 วินาที เฉือนเพื่อนร่วมชาติอย่าง มักซิโม คีเลส จาก ซีเอฟ โมโต กาวิโอต้า อัสพาร์ ทีม อันดับ 2 เพียง 0.003 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ วาเลนติน เปอโรเน นักบิดอาร์เจนไตน์จาก เรดบูล เคทีเอ็ม เทคทรี ตามหลัง 9.480 วินาที

ทั้งนี้ ประเทศไทย ได้รับการยืนยันต่อสัญญากับ โมโตจีพี ออกไปอีก 5 ปี จากสัญญาฉบับเดิม โดยจะยังคงเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ไปจนถึงฤดูกาล 2031 ส่งสัญญาณว่าประเทศของเรายังคงเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

GWM ส่ง ORA 5 ลุยหนักทั้งขุมพลังไฟฟ้าและไฮบริด

GWM ปักธงส่ง GWM ORA 5 ใน 2 ขุมพลัง ทั้งไฟฟ้าและไฮบริด เปิดตัวครั้งแรกบนเวทีโลกที่ประเทศไทย ในวันที่ 12 มีนาคมนี้

กรุงเทพฯ, 2 มีนาคม 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เตรียมเขย่าตลาด SUV-B ในไทย กับการมาถึงของ GWM ORA 5 ที่ต่อยอดความสำเร็จจาก GWM ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสำคัญที่คนไทยให้ความไว้วางใจมากว่า 4 ปี พร้อมตอกย้ำกลยุทธ์ Multi-powertrain กับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นไฮไลต์แห่งปีอย่าง GWM ORA 5 ใน 2 ทางเลือกขุมพลัง ทั้ง BEV และ HEV สะท้อนแนวคิดการพัฒนารถยนต์ที่มุ่งตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคชาวไทยในทุกมิติ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและการจัดเต็มด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับการมอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายขั้นสุด ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ล้ำสมัยแบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) และผู้ที่มองหาความยืดหยุ่นในการใช้งานด้วยระบบไฮบริด (HEV) โดยยังคงมอบสมรรถนะ ความคล่องตัว และความมั่นใจในทุกการเดินทาง โดย GWM ORA 5 เตรียมเปิดตัวในวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ UOB Live, Emsphere

การเปิดตัว GWM ORA 5 ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของ GWM ในระดับโลก โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่สองของโลกในการเปิดตัวรุ่น BEV ต่อจากประเทศจีน และเป็นประเทศแรกของโลกในการเปิดตัวรุ่น HEV ซึ่ง GWM (Thailand) ได้ศึกษาถึงโครงสร้างตลาดรถยนต์ในประเทศไทยและเล็งเห็นถึงความชื่นชอบของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อรถยนต์ไฮบริด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจนำ GWM ORA 5 รุ่น HEV เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส ซึ่ง GWM มั่นใจว่ารถยนต์คันนี้จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย ในการยกระดับประสบการณ์ในทุกมิติไปอีกขั้น

เบื้องหลังกลยุทธ์ Multi-powertrain และความยืดหยุ่นด้านขุมพลังของ GWM ORA 5 คือแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มระดับโลกล่าสุดของ GWM ซึ่งยึดหลัก “First Principles” หรือการกลับไปสู่แก่นแท้ของการสร้างรถยนต์ เพื่อลดความซับซ้อน และออกแบบโครงสร้างที่รองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิด “หนึ่งรุ่น หลายขุมพลัง” จึงกลายเป็นคำตอบสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ โดยยังคงมาตรฐานคุณภาพและประสบการณ์การใช้งานในระดับเดียวกัน

มร.เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “การวางตำแหน่ง GWM ORA 5 ในเซกเมนต์ SUV-B พร้อมทางเลือกใน 2 ขุมพลัง ทั้ง BEV และ HEV ไม่เพียงสะท้อนทิศทางของ GWM ในการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ยืดหยุ่นเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพการเปิดตัว GWM ORA 5 HEV ครั้งแรกของโลกในกรุงเทพฯ โดย GWM ORA 5 ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งรุ่นหลักที่มีศักยภาพสร้างแรงกระเพื่อมให้ทั้งตลาด BEV และ HEV ในประเทศ การเดินหน้าครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของ GWM (Thailand) ในการขยายทางเลือกด้านพลังงานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมส่งมอบความมั่นใจให้ผู้บริโภคไทยเลือกใช้ได้อย่างตรงใจและใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวในทุกไลฟ์สไตล์”