Home Blog Page 8

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยกลยุทธ์ในปี 2569

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยกลยุทธ์ในปี 2569 เฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ พร้อมสะท้อนอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ด้วย The all-new electric CLA

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมียอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด 8,378 คัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีรถแวนรวมกว่า 299 คัน ชูความสำเร็จของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 110% ในขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่นำโดย The new E-Class มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนกว่า 37% และรถยนต์ในกลุ่ม Top-End Luxury มียอดขายเติบโตขึ้น 15% มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์เดียวกัน ด้วยสัดส่วนกว่า 40% พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยประเดิมการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ตั้งแต่การสร้างรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2429 และเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% กับโมเดลสำคัญของปีอย่าง “The all-new electric CLA” ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Show 2026 ช่วงเดือนมีนาคมนี้ และยังมีรถยนต์รุ่นใหม่อีกกว่า 7 รุ่น เตรียมเปิดตัวตลอดทั้งปี 2569

ในโอกาสเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้จัดพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO Handover Ceremony) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านผู้นำขององค์กร โดยประกาศแต่งตั้ง มร. คริสเตียน เชลล์ (Christian Schell) เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มร.มาร์ทิน ชเวงค์ โดยมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

มร.มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ ทั้งการปรับใช้โมเดลธุรกิจ Retail of the Future รวมถึงการสร้างกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทย

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน อ้างอิงจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของแบรนด์ โดยในส่วนของรถยนต์ระดับ Top-End Luxury (TEV+) มีการเปิดตัวเพิ่มเติมถึง 4 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG SL 55, Mercedes-AMG GT 63, Mercedes-AMG G 63 และ G 450 d Edition STRONGER THAN THE 1980s ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การเติบโตในระดับโลกของแบรนด์ Mercedes-AMG และโมเดลระดับตำนานอย่าง G-Class

และสำหรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ที่เริ่มปรับใช้เป็นปีที่ 2 หลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงผลดีต่อลูกค้าชาวไทยในด้านความโปร่งใสของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกัน และสามารถเข้าถึงคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ ในด้านของตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ก็จะไม่ต้องแบกรับต้นทุนของรถยนต์และการจัดการคลังสินค้า ทำให้สามารถยกระดับการบริการและประสบการณ์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยในปี 2568 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามากที่สุดในแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี จากการสำรวจของ NielsenIQ ด้วยคะแนนถึง 89.1% โดยโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการดำเนินงานระยะยาวที่จะเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรีในประเทศไทย”

ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีการเปิดตัวและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รวมกว่า 8 รุ่น ประกอบไปด้วย EQB 250, EQE Sedan, EQE 350 4MATIC SUV, Mercedes-AMG EQE 53, EQS Sedan, EQS 450 4MATIC SUV, Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, G 580 with EQ Technology และกำลังจะเปิดตัวรุ่นที่ 9 อย่าง The all-new electric CLA ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและประกาศราคาจำหน่ายในงาน Motor Show 2026 ในช่วงเดือนมีนาคม

มร.คริสเตียน เชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อวิสัยทัศน์ของคุณมาร์ทิน ชเวงค์ ที่เป็นผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ในประเทศไทย และแนะนำรถยนต์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ผ่านการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ และต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตด้วย The all-new electric CLA ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน การันตีด้วยรางวัล Car of the Year 2026 โดยการเปิดตัวในประเทศไทยที่จะถึงนี้ จะมาพร้อมแคมเปญการตลาดที่ผสานทุกมิติของไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง CLA Community ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ  โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันใหม่ ที่มีความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เป็นนักสะสมและชื่นชอบรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เรามีแผนที่จะสร้างพื้นที่ศูนย์กลางที่จะให้ผู้คนมารวมตัวกัน และตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาและประวัติศาสตร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ผ่านการเปิดตัว Mercedes-Benz Classic Car Center แห่งแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งจะมาเป็นแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความสำเร็จและวิสัยทัศน์ด้านบริการลูกค้าว่า “ในปี 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายบริการลูกค้าประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยคว้าอันดับที่ 2 ในการรักษาลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระดับภูมิภาค และได้รับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (5 Star Rater) สูงถึง 4.90 คะแนน โดยมีการเปิดตัวบริการใหม่ อาทิ Mercedes-Benz In-Car Store ในเดือนธันวาคม เพื่อให้ลูกค้าสามารถอัปเกรดหรือต่ออายุแพ็กเกจ Digital Extras ได้อย่างง่ายดายผ่านหน้าจอรถยนต์รุ่นที่รองรับ* รวมถึงการนำเสนอโปรแกรม Service Select ทางเลือกใหม่สำหรับการบำรุงรักษารถยนต์ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป* พร้อมเสริมพอร์ตโฟลิโออะไหล่แท้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วย StarParts ซึ่งเป็นอะไหล่กลุ่มบำรุงรักษาที่คุ้มค่าสำหรับรถยนต์อายุ 5 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ และการแนะนำระบบ XENTRY Workshop เพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับปี 2569 นี้ ฝ่ายบริการลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนที่จะเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ อาทิ โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Extra Guarantee Lite ที่ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ครอบคลุมอะไหล่เครื่องยนต์และเกียร์ ในช่วงอายุรถยนต์ปีที่ 6-10 แบบไม่จำกัดระยะทาง การทำแคมเปญสำหรับโปรแกรม Service Select อย่างต่อเนื่อง และยกระดับบริการ Mobile Service ในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแค่รับ-ส่งรถ แต่ยังสามารถให้บริการพื้นฐานอย่าง Service A/B ได้ถึงบ้านลูกค้าหรือนอกสถานที่ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับยางรถยนต์ MB Tires และสินค้าจาก MB Collection เช่น Mercedes-Benz Wallbox 3.0 และกล้อง Mercedes-Benz Drive Recorder 360 รวมถึงเตรียมเปิดตัวโปรแกรมการดูแลที่ครอบคลุมเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุหรืออุทกภัย และการบริการด้านดิจิทัลผ่านระบบ XENTRY และ XENTRY Vehicle Detector ที่จะผสานเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบรถยนต์ของลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างมิติการบริการลูกค้าให้ครอบคลุมและเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานการบริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

“ไทยฮอนด้า” จับมือ “ฮอนด้า เอชอาร์ซี” ยกระดับมอเตอร์สปอร์ตไทย สู่ระดับโลก

“ไทยฮอนด้า” จับมือ “ฮอนด้า เอชอาร์ซี” ยกระดับมอเตอร์สปอร์ตไทย สู่ระดับโลก ส่ง 2 นักแข่งไทย “ก้อง-สมเกียรติ” และ “นีโม่-จิรัฎฐ์” สู่ทีมโรงงาน ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น พร้อมเปิดไลน์อัพนักบิดไทยประจำปี 2026

“ไทยฮอนด้า” ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย แถลงนโยบายมอเตอร์สปอร์ตประจำปี 2026 ภายใต้คอนเซปต์ Dare To Dreams ยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ไทยอีกครั้ง ด้วยการส่งนักแข่งไทยเข้าสู่สังกัดทีมโรงงานระดับโลก ฮอนด้า เอชอาร์ซี (Honda HRC) ได้พร้อมกันถึง 2 คน ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น นำโดย “ก้อง-สมเกียรติ” ในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 และ “นีโม่-จิรัฎฐ์” ในศึก ออลเจแปน โมโตครอส แชมเปี้ยนชิพ 2026 พร้อมส่งช่างไทยเรียนรู้เทคนิคจากทีมระดับโลกปูทางสู่อนาคต ขณะที่ “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” เดินเครื่องเต็มสูบสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่ส่งทีมลุยศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2026 พร้อมกัน 3 รุ่น โดยมี “ชิพ-นครินทร์” นำทีมล่าแชมป์เอเชีย หลังโชว์ผลงานสุดร้อนแรงในฤดูกาลที่ผ่านมา

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด จัดงานแถลงข่าวนโยบายด้านมอเตอร์สปอร์ตประจำปี 2026 ที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ถ.รามคำแหง กรุงเทพฯ โดยนับเป็นอีกหน้าความท้าทายของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยภายใต้ความร่วมมือกับทีมระดับโลก

นำโดย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา หมายเลข 35 นักบิดโมโตจีพีชาวไทยคนแรกในประวัติศาสต์ ที่ถูกดึงเข้าร่วมสังกัด ฮอนด้า เอชอาร์ซี ลุยศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 ภายใต้โปรเจกต์คัมแบ็กสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง กับรถแข่ง Honda CBR1000RR-R  จับคู่กับ “เจค ดิ๊กสัน” หมายเลข 96 ทีมเมทชาวอังกฤษ และกลายเป็นนักแข่งรถชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ลงแข่งภายใต้สังกัดทีมโรงงานฮอนด้า ในการแข่งขันระดับชิงแชมป์โลก

ขณะเดียวกัน “นีโม่” จิรัฎฐ์ วรรณลักษณ์ หมายเลข 23 นักบิดดาวรุ่งดีกรีแชมป์ประเทศไทยในศึก เอฟเอ็มเอสซีที ไทยแลนด์ โมโตครอส 2025 ก็โชว์ฟอร์มโดดเด่น จนได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ทีม ฮอนด้า เอชอาร์ซี (ทีมโรงงาน) เพื่อลุยศึก ออลล์ เจแปน โมโตครอส แชมเปี้ยนชิพ 2026 (JMX 2026) ซึ่งเป็นนักแข่งคนแรกที่ลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาล ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทยเลยก็ว่าได้

ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ยังจับมือกับ ฮอนด้า เอชอาร์ซี ภายใต้ความร่วมมือด้านเทคนิค ในการส่งช่างชาวไทยเข้าร่วมทีม เพื่อศึกษาเทคนิคด้านต่างๆ กับการทำงานในระดับโลก ทั้งในการแข่งขันทางเรียบและทางฝุ่น เพื่อปูทางในการยกระดับทีมสู่ระดับเวิลด์คลาสในอนาคต

สำหรับโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ยังคงเป็นหนึ่งในโร้ดแม็ปสำคัญของ ไทยฮอนด้า เพื่อปั้นนักแข่งไทยสู่ เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ไม่ว่าจะเป็น โมโตจีพี, โมโตทู หรือ โมโตทรี ซึ่งในปีนี้ “ไม้คิว” เกียรติศักดิ์ สิงหพงศ์ หมายเลข 85 นักบิดดาวรุ่งชาวไทยจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ จะลงแข่งขันในศึกดาวรุ่งชิงแชมป์โลกปูทางสู่ โมโตจีพี (Road To MotoGP) ทั้ง 2 รายการอย่าง เอฟไอเอ็ม โมโตจูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 และ เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026

โดย “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างที่ชัดเจนในแต่ระดับ ซึ่งในปีนี้ “อุ้ม” นพรุธพงษ์ บุญประเวศ หมายเลข 20 ดาวรุ่งเลือดใหม่ของทีมจะได้รับโอกาสลงแข่งขันในศึก อิเดมิตสึ โมโตโฟร์ เอเชีย คัพ 2026 (Idemitsu Moto4 Asia Cup 2026) และ โมโตโฟร์ ยูโรเปียน คัพ 2026 (IMoto4 European Cup 2026) ควบคู่ทั้ง 2 รายการ

ขณะเดียวกันยังส่ง 2 ดาวรุ่งอย่าง “ไบรส์” เตชินท์ อินทร์อภัย และ “มะมาย” ปองคุณ เอี่ยมน้อย สั่งสมประสบการณ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในศึก เอ็มเอฟเจ ออลล์ เจแปน โร้ด เรซ แชมเปี้ยนชิพ 2026

ส่วนในระดับภูมิภาคเอเชีย “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดด จากผลงานสุดร้อนแรงของ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ดาวบิดไทยเจ้าของรถแข่ง Honda CBR1000RR-R หมายเลข 41 ซึ่งมีลุ้นแชมป์ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2025 ในรุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) จนถึงสนามสุดท้าย ก่อนจะคว้าตำแหน่งรองแชมป์ประจำปีด้วยคะแนนตามหลังเพียง 3 แต้มเท่านั้น จากการคว้าชัยชนะมาครองได้ถึง 3 ครั้ง และขึ้นโพเดียมไปทั้งหมด 6 ครั้ง

จากมาตรฐานการทำงานของทีมและนักบิดที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในฤดูกาล 2026 ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ มีความมั่นใจอย่างมากและวางเป้าหมายชัดเจนเพื่อไล่ล่าความสำเร็จ ด้วยการพาทีมก้าวสู่ระดับท็อปของเอเชีย นำทัพโดย “ชิพ” นครินทร์ กับภารกิจพารถแข่ง Honda CBR1000RR-R ล่าแชมป์ในศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2026 รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000)

ด้าน 2 ดาวรุ่งอย่าง “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว หมายเลข 31 และ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ หมายเลข 18 จะจับคู่กันลงแข่งขันในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR ส่วนรุ่นเล็กอย่าง เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี (AP250) ส่งดาวรุ่งเลือดใหม่อย่าง “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร หมายเลข 12 เพียงคนเดียว และวางแผนมอบสิทธิ์ไวล์ดการ์ดให้ดาวรุ่งคนอื่นๆ ที่สร้างผลงานโดดเด่นจากโครงการ ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ ควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ ไทยฮอนด้า ยังคงสานต่อโครงการสำคัญอย่าง ฮอนด้า อะคาเดมี และ ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับนักบิดรับยุวชน พร้อมกันนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสให้นักบิดเหล่านี้ ก้าวสู่เวทีระดับเอเชียและระดับโลก

สำหรับ ศึก ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ 2026 ได้พัฒนาขึ้นอีกระดับ ด้วยการเพิ่มสนามระดับโลกอย่าง เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ซึ่งใช้รองรับเกมเวิลด์คลาสอย่าง โมโตจีพี เข้ามาเป็นหนึ่งในสังเวียนของฤดูกาลนี้ เพื่อให้นักแข่งจากโครงการนี้ได้สัมผัสคาแร็กเตอร์ของสนามที่หลากหลาย เป็นการเตรียมความพร้อมที่มีนัยยะสำคัญสู่อนาคต

แฟนมอเตอร์สปอร์ตส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้า ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://www.facebook.com/HondaRacingTeamTH

โตโยต้าถนนสีขาว จัดนิทรรศการ “White Road City เมืองคนขับรถดี”

“โตโยต้า” ร่วมสร้างสังคมคนขับรถดี กับโตโยต้าถนนสีขาว ผ่านนิทรรศการ “White Road City เมืองคนขับรถดี” วันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ ณ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

นายสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนางเครือฟ้า บุญดวง ผูู้อำนวยการกองนโยบายและแผนงาน สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดนิทรรศการ White Road City เมืองคนขับดีกับโตโยต้า ถนนสีขาว” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ณ ซีคอนสแควร์ ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ความสำคัญในการส่งเสริมความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ภายใต้โครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว” ซึ่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมากว่า 38 ปี ครอบคลุมในทุกมิติ “คน รถ ถนน และสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะด้าน “คน” ที่เน้นการปลูกฝังและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในทุกช่วงวัย ผ่านการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสื่อสารภายใต้แนวคิด “Save ชีวิต หยุดขับเร็ว” เน้นย้ำอันตรายจากการใช้ความเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนน

นิทรรศการ “White Road City เมืองคนขับดีกับโตโยต้า ถนนสีขาว” จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายประเทศในการลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อแสนประชากร ภายในปี 2570 ผ่านการเนรมิตพื้นที่ซีคอนสแควร์ ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ถ.ศรีนครินทร์ ให้เป็น “เมืองคนขับดี” ตลอดวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย ควบคู่กับการปลูกฝังเทคนิคการขับรถที่ปลอดภัย และกระตุ้นให้เกิดการปรับพฤติกรรม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โซน ดังนี้

ZONE 1 – TOYOTA THEATRE เตือนให้รู้จาก 3 เหตุการณ์ที่พร้อมเกิดขึ้นในชีวิตจริงผ่านภาพยนตร์ ที่จะปลุกความระทึกในทุกสัมผัส และรับรู้ถึงผลลัพธ์ของการขับเร็ว

ZONE 2 – เปลี่ยนความเชื่อผิดๆ เตือนและชวนคิดกับเรื่องความเร็วที่เรายังทำในชีวิตประจำวัน ฉุกคิดและเข้าใจว่าความเชื่อผิด ๆ บางอย่างอาจไม่ช่วยอะไรเราได้จากสถานการณ์จริงได้ ถ้าการเปลี่ยนแปลงไม่เริ่มจากตัวเรา

ZONE 3 – เรียนรู้การขับรถดี ติดอาวุธในทุกมุมของการขับขี่ปลอดภัย ผ่านเทคนิคการขับอย่างเทพ เซฟ X2 โดยโตโยต้า พร้อมทำความเข้าใจด้วย Tips ง่าย ๆ ที่ปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

ZONE 4 – SAVE คน-รถ-ถนน โซนกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับทุกวัย อาทิ ฐานเมืองจราจรจำลอง ที่เน้นปลูกฝังเยาวชนสู่คนขับรถดี ฐานเช็คสุขภาพการขับขี่ เพื่อวัดความพร้อมของร่างกายในส่วนที่ส่งผลต่อการขับขี่ เป็นต้น ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยภายในรถ และทำความรู้จักกับกิจกรรมที่โตโยต้าและองค์กรพันธมิตรร่วมกันดำเนินการเพื่อความปลอดภัย

ZONE 5 – คำมั่นสัญญาของคนขับดี แสดงพลังความมุ่งมั่นของการเริ่มต้นใหม่ที่จะช่วยกันสร้างสังคมคนขับรถดี และทำให้ถนนในประเทศไทยปลอดภัยสำหรับทุกชีวิต

ซึ่งเมื่อผู้ร่วมกิจกรรมสัมผัสประสบการณ์ครบทุกโซน จะได้รับของที่ระลึกสุดพิเศษ ปลอกหุ้มเข็มขัดนิรภัย ที่มาพร้อมตุ๊กตา Squishy Milky Way ที่จะเป็นตัวช่วยให้ผ่อนคลาย “เซฟอารมณ์และความเครียด” ระหว่างขับขี่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนอีกมากมาย อาทิ การอบรมโดยครูฝึกหลักสูตร “โตโยต้าขับขี่ปลอดภัย” และกิจกรรมเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานพันธมิตรด้านความปลอดภัย ได้แก่ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ กรมควบคุมโรค เครือข่ายเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ และตำรวจจราจร

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “สังคมคนขับรถดี” ไปด้วยกัน ณ ซีคอนสแควร์ ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ถ.ศรีนครินทร์ ตลอดวันที่ 4 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

โตโยต้า เปิดยอดขายตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 621,166 คัน

โตโยต้า แถลงยอดขายรถยนต์ปี 2568 พร้อมคาดการณ์ตลาดรวมปี 2569 ที่ 630,000 คัน ตั้งเป้าประมาณการขายโตโยต้าที่ 243,000 คัน

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ปี 2568 พร้อมคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569

สถิติการขายรถยนต์ในปี 2568

ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายจากสภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจในประเทศและทิศทางของตลาดในปีที่ผ่านมา สะท้อนมายังตลาดรถยนต์ในประเทศที่ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตัวเลขยอดขายรวมในปี 2568 อยู่ที่ 621,166 คัน หรือเพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปี 2567

สถิติการขายรถยนต์ในปี 2568ยอดขายปี 2568การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567
ปริมาณการขายรวม 621,166 คัน+8.5%
รถยนต์นั่ง239,236 คัน+6.7%
รถเพื่อการพาณิชย์ 381,930 คัน+9.6%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 187,733 คัน-6.2%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 143,817 คัน-12.0%

ตลาดรถยนต์ในปี 2568 มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากแรงสนับสนุนของมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการฟื้นตัวยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

ในส่วนตลาดรถยนต์นั่งที่เติบโตขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตอบรับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐโดยเฉพาะช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถกระบะ ยังคงเผชิญความท้าทายเนื่องจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับความเข้มงวดของเงื่อนไขสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการตัดสินใจซื้อและการฟื้นตัวของตลาดในกลุ่มดังกล่าว

สำหรับยอดขายของโตโยต้าในปี 2568 มียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 230,038 คัน หรือเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยังคงความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 37.0% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด และสามารถครองความเป็นอันดับ 1 ได้ทั้ง 7 ตลาดหลัก โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์นั่ง โตโยต้ายังคงสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 34.4% จากความนิยมของรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ (ECO Car) ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 48.7% และในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) ของโตโยต้าที่ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 47.4% จากตลาดรถเครื่องยนต์ไฮบริดทั้งหมด

ในขณะที่สัดส่วนยอดขายของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ยังคงครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 38.7% จากความนิยมของรถกระบะไฮลักซ์ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมทุกรูปแบบ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค ตลอดจนความสำเร็จของ Toyota Hilux TRAVO ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของไฮลักซ์ในตลาดรถกระบะสูงที่สุด  48.7% (ตั้งแต่เปิดตัวโครงการ IMV) และจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์เพื่อการพานิชย์ของไทยในปีนี้

นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่หลากหลายของโตโยต้า รวมถึงการมีเครือข่ายงานบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งผู้แทนจำหน่ายกว่า 153 ราย และศูนย์บริการกว่า 451 แห่ง ทำให้ลูกค้าอุ่นใจและไว้วางใจที่จะใช้รถโตโยต้า และมีส่วนทำให้โตโยต้าสามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2568ยอดขายปี 2568การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567ส่วนแบ่งตลาด
ปริมาณการขายโตโยต้า230,038 คัน+4.4%37.0%
รถยนต์นั่ง82,258 คัน+22.9%34.4%
รถเพื่อการพาณิชย์147,780 คัน-3.7%38.7%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)84,754 คัน-6.9%45.1%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)70,098 คัน-10.1%48.7%

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 คาดว่าจะยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว โดยยังคงต้องเฝ้าดูสถานการณ์เศรษฐกิจและทิศทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลต่อปริมาณการขายและการส่งออกรถยนต์ ตลอดจนการที่ทางสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และทิศทางของนโยบายอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากความกังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง

อย่างไรก็ดี เชื่อว่ายังพอมีแรงหนุนด้านอุปสงค์จากกิจกรรมในภาคธุรกิจและการลงทุน นโยบายของภาครัฐที่จะสนับสนุนการใช้จ่ายให้เร่งตัวขึ้น การขยายตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายในประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ตลอดจนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับกลยุทธการส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 630,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569ยอดขายประมาณการ ปี 2569เปลี่ยนแปลงเทียบกับ ปี 2568
ปริมาณการขายรวม630,000 คัน +1.4%
รถยนต์นั่ง224,500 คัน -6.2%
รถเพื่อการพาณิชย์405,500 คัน +6.2%

สำหรับโตโยต้า ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 243,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 6% โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 38.6%

ประมาณการยอดขายรถยนต์โตโยต้าในปี 2569ยอดขายประมาณการ ปี 2569เปลี่ยนแปลง เทียบกับปี 2568ส่วนแบ่งตลาด
ปริมาณการขายโตโยต้า243,000 คัน +6.0%38.6%
รถยนต์นั่ง80,550 คัน -2.0%35.9%
รถเพื่อการพาณิชย์162,450 คัน +10.0%40.1%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)99,800 คัน +18.0%48.3%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)81,800 คัน +17.0%51.4%

ปริมาณการส่งออกรถยนต์และการผลิตของโตโยต้าในปี 2568

ในปี 2568 โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปจำนวน 358,135 คัน เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2567 โดยยอดรวมการผลิตรถยนต์สำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 564,933 คัน หรือเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2567

ปริมาณการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิตของ โตโยต้าในปี 2568ปริมาณในปี 2568เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567
ปริมาณการส่งออก358,135 คัน +6%
ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ 564,933 คัน +5%

เป้าหมายการส่งออกรถยนต์และการผลิตของโตโยต้าในปี 2569

สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปี 2569 คาดการณ์ว่ายังต้องเผชิญกับภาวะทรงตัวสอดคล้องกับสถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจโลก หากแต่ยังพอมีสัญญานบวกจากแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศคู่ค้าในโซนเอเชียและตะวันออกกลาง ส่งผลให้โตโยต้าตั้งเป้าปริมาณการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 425,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และได้ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของปี 2569 อยู่ที่ราว 633,850 คัน หรือเพิ่มขึ้น 12% จากปีที่ผ่านมา

เป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิตของโตโยต้าปี 2569ปริมาณในปี 2569เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2568
ปริมาณการส่งออก425,000 คัน +19%
ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ633,850 คัน +12%

แนวทางในการดำเนินงานด้านอื่นๆ ของโตโยต้าในประเทศไทย

โตโยต้ายึดมั่นในแนวคิด Best in Town” โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายตลอดวงจรชีวิตการใช้งานยานพาหนะและบริการ ทำให้รถยนต์โตโยต้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตลูกค้าในระยะยาว พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ตลอดจนพัฒนาการบริการทั้งในด้านการขาย การดูแลหลังการขาย และการซ่อมบำรุง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ

แคมเปญ Trusted by Toyota” เป็นแคมเปญที่เปิดตัวโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเสริมภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์โตโยต้าในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับการให้บริการ รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ การบริการหลังการขาย และการดูแลลูกค้าผ่านความใส่ใจในทุกมิติ

1.การยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และการมอบบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านผลิตภัณฑ์และการบริการแก่ลูกค้าคนไทย

2.การนำเสนอสินค้าและนวัตกรรมด้านยานยนต์ที่เหมาะสมต่อความต้องการของคนไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เสนอทางเลือกที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้นำในรถยนต์พลังงานไฮบริด (HEV) ของประเทศไทย หรือการเดินหน้าส่งเสริมนโยบายพลังงานสะอาด โดยการเปิดตัวรถ EV ใหม่ในประเทศไทย เช่น Toyota bZ4X และ Hilux TRAVO-e ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% เจาะกลุ่มตลาดผู้ที่มองหาเทคโนโลยีอนาคต ขณะเดียวกัน โตโยต้ายังคงยึดมั่นในแนวทาง Multi-Pathway ที่มุ่งมั่น “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุม

3.การพัฒนาบริการหลังการขายสู่มาตรฐานระดับสูง เพื่อยกระดับคุณภาพควบคู่กับความสะดวกและรวดเร็ว ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลกว่า 451 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการ T-Connect แอปพลิเคชันสำหรับลูกค้าโตโยต้า ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการนัดหมายเช็คระยะ ตรวจสอบสถานะรถยนต์ และแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาและขยายศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ทางเลือกใหม่ ฟิกซ์ฟิต (FIXFIT) ภายใต้การควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานโดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งเปิดให้บริการรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้านอกระยะเวลารับประกันที่ต้องการความสะดวก คุ้มค่า และคุณภาพที่เชื่อถือได้ ด้วยทีมช่างผู้ชำนาญและอะไหล่คุณภาพ โดยปัจจุบันมีสาขาให้บริการแล้ว 21 สาขา ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายในการเปิดให้บริการมากกว่า 40 สาขา ภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดบริการหลังการขาย และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ผ่านการดำเนินกิจกรรมและขยายผลการดำเนินงานในโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ

• การรณรงค์ด้านการขับขี่ปลอดภัยกับ “โครงการ โตโยต้า ถนนสีขาว” เพื่อสร้างสังคมคนขับรถดี โดยมุ่งเป้าลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของผู้ใช้รถใช้ถนน ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุม ทุกวัย ตลอดจนการร่วมมือกับมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ และพันธมิตรอื่นๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้โครงการ TRUST (Thailand Road Users Safety through Technology) โดยมีแนวทางในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงระบบและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดการเสียชีวิต และการบาดเจ็บในกลุ่มผู้ใช้ถนนในประเทศไทย

• การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ “โครงการลดเปลี่ยนโลก และ “โครงการรถเปลี่ยนโลก”

• การดำเนินโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” โดยถ่ายทอดและแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนไทย ภายใต้แนวคิด “วิถีชุมชนพัฒน์… TSI Way”

• การดำเนินโครงการ “Toyota GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการให้ในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ ภูมิปัญญา และการศึกษา รวมถึงการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ฟื้นฟูความเป็นอยู่ และส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

{“ARInfo”:{“IsUseAR”:false},”Version”:”1.0.0″,”MakeupInfo”:{“IsUseMakeup”:false},”FaceliftInfo”:{“IsChangeEyeLift”:false,”IsChangeFacelift”:false,”IsChangePostureLift”:false,”IsChangeNose”:false,”IsChangeFaceChin”:false,”IsChangeMouth”:false,”IsChangeThinFace”:false},”BeautyInfo”:{“SwitchMedicatedAcne”:false,”IsAIBeauty”:false,”IsBrightEyes”:false,”IsSharpen”:false,”IsOldBeauty”:false,”IsReduceBlackEyes”:false},”HandlerInfo”:{“AppName”:2},”FilterInfo”:{“IsUseFilter”:false}}

นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล (ที่ 9 จากซ้าย) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา โดยมี นางสาวมยุรี ศรีระบุตร (ที่ 9 จากขวา) ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 เป็นตัวแทนรับมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง จาก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มอบโดย นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ (ที่ 7 จากซ้าย) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า พร้อมด้วย นางสาวภัทรา พฤฒิธาดา (ที่ 6 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

กรุงเทพฯ – 29 มกราคม 2569 : บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะเชิงช่างอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 11 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย และส่งเสริมการเรียนรู้โดยผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ร่วมกับผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน มุ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสการเรียนรู้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางเทคนิคที่ทันสมัย อันนำไปสู่การเพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จในสายงานและเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเราในการมีส่วนร่วมส่งเสริมการศึกษา ตั้งแต่การสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพมาตรฐานทักษะเชิงช่างยนต์อันนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในสายงานและเติบโตอย่างมั่นคง การส่งมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการบริจาคสื่อการเรียนการสอน แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน”

นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 กล่าวว่า “เราขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด สำหรับการสนับสนุนเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ซึ่งนับเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาทักษะของนักศึกษา พร้อมทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติจากช่างเทคนิคที่ชำนาญการ และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียน การสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง”

นางสาวภัทรา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตอบแทนสังคมในพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ การร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์ให้กับนักศึกษา พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีของรถยนต์มิตซูบิชิ เราพร้อมเดินหน้าให้ความร่วมมือในโครงการสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทย”

การบริจาคเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนของ นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน เครื่องยนต์ 4A91 ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A และชุดเฟืองท้าย ควบคู่ไปกับ การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ ช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด เพื่อให้นักศึกษานำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเตรียมพร้อมต่อยอดสู่การทำงานจริงต่อไป

นอกจากนี้ ภายในพิธีมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด ยังได้นำรถยนต์มิตซูบิชิมาจัดแสดงหลากหลายรุ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองขับ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด อาทิ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ไพรม์ และ มิตซูบิชิ แอททราจ สมาร์ท อีโค คาร์

โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน ตามปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

MAZDA CX-5 ทำยอดขายทั่วโลกครบ 5 ล้านคัน

MAZDA CX-5 ครอสโอเวอร์เอสยูวียอดนิยม มียอดการผลิตและยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกครบ 5 ล้านคัน

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศว่า ยอดการผลิตและจำหน่ายสะสมทั่วโลกของ Mazda CX-5 ได้แตะระดับ 5 ล้านคัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ สิ้นสุดปี 2568 ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลทำให้ Mazda CX-5 กลายเป็นรถยนต์มาสด้ารุ่นที่สาม ที่มียอดการผลิตและยอดจำหน่ายสะสมทะลุเกิน 5 ล้านคัน ต่อจาก Mazda323 และ Mazda3 ซึ่งจากรถยนต์ทุกรุ่นของมาสด้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และแนวคิดการออกแบบ ภายใต้ “Kodo – Soul of Motion” แล้วนั้น Mazda CX-5 ถือเป็นรุ่นที่สามารถบรรลุเป้าการผลิตดังกล่าวได้ภายในเวลาสั้นที่สุด

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน Mazda CX-5 ได้วางจำหน่ายในตลาดกว่า 100 ประเทศ ในทุกภูมิภาคทั่วโลก และยังได้รับการคัดเลือกจากลูกค้าทั่วโลกในฐานะรถยนต์ครอสโอเวอร์เอสยูวีของมาสด้า ที่ถ่ายทอดการออกแบบอันมีชีวิตชีวา ให้ภาพลักษณ์สปอร์ต รวมถึงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและเป็นธรรมชาติ

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นแรก

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นที่สอง

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นที่สาม โฉมใหม่ล่าสุด

นับตั้งแต่ Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นแรก ได้เริ่มการผลิต ณ โรงงาน Ujina No.2 ในปี 2554 ต่อมามาสด้าจึงได้ขยายฐานการผลิตไปยังโรงงาน Ujina No.1, โรงงาน Hofu¹ และโรงงานในประเทศจีน นอกจากนี้ ยังมีการประกอบรถยนต์ในท้องถิ่น² ที่ประเทศมาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ Mazda CX-5 เติบโตขึ้นและกลายเป็นรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุด*³ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของมาสด้า

Mazda CX-5 โฉมใหม่ล่าสุด ได้เปิดตัวครั้งแรกในทวีปยุโรปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2569 ที่จะถึงนี้

มร.โคอิจิโร ยามากุจิ ผู้จัดการโครงการ Mazda CX-5 กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าและแฟนๆ ทั่วโลกที่ให้การสนับสนุน Mazda CX-5 มาโดยตลอด Mazda CX-5 โฉมใหม่ล่าสุด ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบแปดปี โดยได้ยกระดับการออกแบบสไตล์สปอร์ตและสมรรถนะการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น และยังมาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวาง เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายและผ่อนคลาย นอกจากนั้น Mazda CX-5 รุ่นใหม่ ยังได้รับการออกแบบระบบ Human-Machine Interface*⁴ ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ทำให้ Mazda CX-5 เป็นเอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ที่จะช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และทำให้ชีวิตประจำวันมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เราจะยังคงดูแลและพัฒนา Mazda CX-5 อย่างใส่ใจ เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่เป็นที่รักและได้รับการยอมรับไปอีกยาวนานต่อไปในอนาคต”

มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการมอบ “ความสุขในการขับขี่ (Joy of Driving)” และสร้างสรรค์รถยนต์อันเป็นที่รักของลูกค้า ภายใต้คุณค่าหลัก “Radically Human” พร้อมตั้งเป้าหมายในการส่งมอบ “ความสุขในการใช้ชีวิต (Joy of Living)” ผ่านการสร้างประสบการณ์ด้านการเดินทางที่สร้างความประทับใจในชีวิตประจำวันของลูกค้าตลอดไป

ความเป็นมาของ MAZDA CX-5

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นแรก

•กันยายน 2554     เปิดตัวครั้งแรกของโลก ณ งาน “Frankfurt Motor Show 2011” *⁵

•พฤศจิกายน 2555          ได้รับรางวัล Japan Car of the Year

•มกราคม 2556     ครองอันดับหนึ่งยอดจำหน่ายรถยนต์เอสยูวีในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2012 *⁶

•มกราคม 2557     ครองอันดับหนึ่งยอดจำหน่ายรถยนต์เอสยูวีในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2013 *⁶

•เมษายน 2558     มียอดการผลิตสะสมทั่วโลกครบ 1 ล้านคัน

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นที่สอง

•พฤศจิกายน 2559 เปิดตัวครั้งแรกของโลก ณ งาน “Los Angeles Auto Show”

•กุมภาพันธ์ 2565  ได้รับการจัดอันดับความปลอดภัยสูงสุด “IIHS TOP SAFETY PICK+” จากสถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง (IIHS) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นที่สาม

•กรกฎาคม 2568   เปิดตัวในทวีปยุโรป

•ตุลาคม 2568       จัดแสดง Mazda CX-5 โฉมใหม่ล่าสุดต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ภายในงาน “Japan Mobility Show 2025” (รถยนต์สเปกยุโรป)


ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

-MAZDA CX-5|Crossover SUV|MAZDA

-MAZDA NEWSROOM|All-New MAZDA CX-5 Debuts in Europe|NEWS RELEASES – MAZDA NEWSROOM|Mazda Develops New Body Color, “Navy Blue Mica”|NEWS RELEASES

หมายเหตุ:

*¹ ปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการผลิต ณ โรงงาน Hofu

*² บริษัท ฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล จำกัด (Changan Mazda Automobile Co., Ltd.: CMA) เป็นผู้ผลิต Mazda CX-5 ในประเทศจีน โดยรถยนต์ที่ประกอบในประเทศมาเลเซีย (Mazda Malaysia Sdn. Bhd.) และเวียดนาม (Vina Mazda Automobile Manufacturing Co., Ltd.) นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตภายในประเทศ

*³ Mazda CX-5 เป็นรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของมาสด้าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2561

* เป็นคำศัพท์ทั่วไปที่ใช้เรียกวิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร รวมถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว

* ชื่ออย่างเป็นทางการของงานคือ “64th Internationale Automobil-Ausstellung”

* อ้างอิงข้อมูลจากมาสด้า โดยคำว่า “SUV” หมายถึงรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นซึ่งจัดอยู่ในประเภทรถออฟโรดขับเคลื่อนสี่ล้อ (รวมถึงบางรุ่นที่เป็นระบบขับเคลื่อนสองล้อ) ตามการจำแนกของสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Automobile Dealers Association)

กรังด์ปรีซ์ฯ จัดยิ่งใหญ่ “THAILAND DIECAST EXPO 2026”

กรังด์ปรีซ์ฯ สานต่อความสำเร็จ เตรียมจัดยิ่งใหญ่ “THAILAND DIECAST EXPO 2026”

งานที่มากกว่าคำว่าของเล่น รังสรรค์จักรวาลไดแคสต์ระดับประเทศ ณ ICONSIAM บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานยานยนต์ระดับนานาชาติ Bangkok International Motor Show เดินหน้าสานต่อความสำเร็จเป็นปีที่ 2 ของงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” งานมหกรรมไดแคสต์และของสะสมที่ มากกว่าคำว่าของเล่น แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแพสชันของคนรักงานสะสมทุกเจเนอเรชัน โดยมีกำหนดจัดงานระหว่าง วันศุกร์ที่ 10 – วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ICONSIAM HALL ชั้น 7 ICONSIAM

งาน THAILAND DIECAST EXPO 2026 เป็นความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังร่วมกับ Bangkok Hot Rod และ ICONSIAM รังสรรค์พื้นที่สุดยิ่งใหญ่ใจกลางแลนด์มาร์กระดับโลก ให้กลายเป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้ Diecast & Collectible ที่ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย ภายในงานอัดแน่นด้วยโซนกิจกรรมหลากหลาย ครอบคลุมทุกมิติของโลกคนรักงานสะสมและของเล่น ไม่ว่าจะเป็น โซนไดแคสต์ (Diecast), โซนของสะสม (Collectible), โซนไดโอรามา (Diorama) หรือแบบจำลองสามมิติ (3D), โซนของเล่น (Toy), โซนงานอดิเรก (Hobby), โซนตลาดซื้อขาย (Marketplace), โซนพื้นที่กิจกรรม (Playground) และความบันเทิง (Entertainment), โซนให้ความรู้ (Knowledge), กิจกรรมการประกวด (Contest) รวมไปถึงการสร้างเครือข่าย (Networking) ของกลุ่มไลฟ์สไตล์เดียวกัน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักสะสมตัวจริง ผู้เริ่มต้น ครอบครัว เด็ก เยาวชน ไปจนถึงสายครีเอเตอร์และนักออกแบบอย่างครบครัน

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือการรวมตัวของ แบรนด์ชั้นนำ ผู้ผลิต นักสะสม และครีเอเตอร์จากทั่วประเทศ ที่พร้อมนำเสนอ สินค้าคอลเลกชันพิเศษ ไอเทมหายาก ลิมิเต็ดเอดิชัน รวมถึงกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การประกวด การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายของคนในวงการ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์แบบใกล้ชิดในบรรยากาศสนุก เข้าถึงง่าย และเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

ผู้ที่หลงใหลในโลกของไดแคสต์ ของสะสม และงานอดิเรกทุกรูปแบบ มาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ พบแรงบันดาลใจ และเชื่อมต่อแพสชันร่วมกัน ในงานที่รวมทุกความชอบไว้ในที่เดียว THAILAND DIECAST EXPO 2026 งานเดียวที่คุณไม่ควรพลาด ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของงานได้ที่ https://www.thailanddiecastexpo.com และโซเชียลมีเดีย Thailand Diecast Expo ทุกช่องทาง

รยสท. งานฉลองแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2568

ราชยานยนต์สมาคม แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (รยสท.) งานฉลองแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2568 พิธีมอบรางวัลเกียรติยศถ้วยพระราชทานฯ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และถ้วยรางวัลเกียรติยศแก่แชมป์ความเร็วแห่งปี

กรุงเทพมหานคร – ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) โดย นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมฯ ได้จัดงานพิธีมอบถ้วยพระราชทาน และถ้วยรางวัลเกียรติยศประจำปี RAAT AWARDS 2025 เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักแข่งที่สร้างผลงานอันโดดเด่น และประสบความสำเร็จในระดับประเทศและนานาชาติตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมาคมฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมกีฬายานยนต์ ซึ่งสร้างความเป็นสิริมงคลและความภาคภูมิใจสูงสุดแก่เหล่านักแข่ง ทีมแข่ง และบุคลากรในวงการยานยนต์ไทย

ภายในงานจะเป็นการรวมตัวของเหล่านักแข่งฝีมือระดับพระกาฬจากทุกแขนงของกีฬายานยนต์ในเมืองไทย เพื่อเข้ารับรางวัลแห่งเกียรติยศและร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเรามาร่วมแสดงความยินดีกับแชมป์ประเทศไทย และส่งพลังใจให้วงการมอเตอร์สปอร์ตไทยก้าวไกลสู่ระดับโลก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบถ้วยพระราชทานและถ้วยรางวัลเกียรติยศของสมาคมฯ ให้กับเหล่าขุนพลความเร็วที่ทำผลงานยอดเยี่ยมตลอดปีที่ผ่านมา ในงาน “RAAT AWARDS 2025” ในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัลต่างๆดังนี้

ถ้วยพระราชทานฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ จำนวน 8 รางวัล ได้แก่

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super Car GT3

นายวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ (คุณกันตธีร์ กุศิริ รับแทน)

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น ECO CAR

นาย ชินวิช รมยานนท์

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super Pick up

นายธณพล ชูเจริญผล

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Overall

ทีม TOYOTA GAZOO RACING THAILAND

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์รถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Overall

นายมานะ พรศิริเชิด และ นายกิตติศักดิ์ กลิ่นจันทร์

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super 1600 CC (Overall 2WD)

นายจิรพงศ์ สภาคกุล และ นายวุฒิชัย ศรแดง

-รางวัลการแข่งขันรถคาร์ทชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Junior Open

นายศิริเขตต์ ศิริมงคลเกษม

-รางวัลการแข่งขันรถคาร์ทชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Mini Rok

เด็กชายพอช คงชล

ถ้วยพระราชทานฯ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี  จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

-รางวัลการแข่งขันรถคาร์ทชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Senior Open

นายสิริ คงสิริ

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ครอสคันทรี่แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย

นายณัฐพล อังฤทธานนท์ และ นายธันยพัต มีนิล

-รางวัลการแข่งขันไทยแลนด์ดิจิทัลมอเตอร์สปอร์ตชิงแชมป์ประเทศไทย

นายพิชญุตม์ สุเมรุรัตน์

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ประเภทดริฟท์ชิงแชมป์ประเทศไทยรุ่น Overall

นายเดชะพล โตยิ่งเจริญ

โล่รางวัลขอบคุณผู้สนับสนุน ประจำปี 2568 จำนวน 10 รางวัล ได้แก่

โล่ผู้สนับสนุน (ภาครัฐ)

การกีฬาแห่งประเทศไทย

กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ / คุณทนุเกียรติ จันทร์ชุม / ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / คุณทศพล วรรณศุภผล / ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา / คุณสันติ ป่าหวาย / หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

โล่ผู้สนับสนุน (ภาคเอกชน)         

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จํากัด / คุณอุดมศักดิ์ มีชัย / ผู้จัดการแผนกประสานงานองค์กร สำนักรอง

กรรมการผู้จัดการใหญ่

บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) / คุณรชา อุทัยจันทร์

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจหล่อลื่น

TOYOTA GAZOO โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด / คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ / ประธาน

บริษัท อาร์โต จำกัด และ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันรายการ Toyota Gazoo Racing Thailand

บริษัท กรังด์ปรีซ์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) / คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา / ประธานเจ้าหน้าที่

บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

บริษัท สื่อสากล จํากัด / คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ / ประธาน บริษัท สื่อสากล จํากัด

บริษัท 55เค เรซซิ่ง จํากัด / Mr. ฮงชิก จอน / Managing Director

PRIDE OF THAI MOTORSPORT AWARD นักแข่งไทยที่ก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

นายอเล็กซ์ซานดา อัลบอน อังศุสิงห์ / แข่ง FIA F1 ทีม William Racing

นายทัศนพล อินทรภูวศักดิ / FIA F2 ทีม ART Racing

นายนันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี / FIA F3 ทีม DAMS Racing

นายเอ็นโซ่ ธารวณิชกุล สุภาวีระ / F3 ภายใต้โครงการ Redbull Junior สังกัดทีม Campos Racing

โล่รางวัลขอบคุณผู้จัดการแข่งขัน ประจำปี 2568 จำนวน 15 รางวัล  ได้แก่

บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด

บริษัท 3 มงกุฎ เรซซิ่ง โปรเจ็ค จำกัด

บริษัท อาร์โต จำกัด

บริษัท เอส 63 โปรเจค จำกัด

บริษัท ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์ สปอร์ต จำกัด

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

บริษัท โมเมนท์ มีเดีย จำกัด

บริษัท ซีทีจี 2002 จำกัด

บริษัท เรซ คอนเนคชั่น จำกัด

บริษัท สุขุมวิท 2016 จำกัด

ห.จ.ก. ออเทฟ (ประเทศไทย)

บริษัท ดีทูดี มอเตอร์สปอร์ต จำกัด

บริษัท ที่นี่ ดีไซน์ จำกัด

Axle Sport Sdn. Bhd.

รางวัลเกียรติยศจากสมาคม ประจำปี 2568 จำนวน 19 รางวัล  ได้แก่

-รางวัลรถคาร์ทชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น EXPERT ได้แก่ คุณวีระศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์

-รางวัลรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super 4 WD ได้แก่ คุณณัฐพล อนันทวรรณ และ นายศรายุทธ ศรีบุญเรือง

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super 2500/1500 Turbo ได้แก่ Mr. Jason Deepak Saldanha และ นายอิทธิพล สิมารักษ์

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super 2000 CC ได้แก่ นายสุรรัตน์ ประภัสสร และ นายธดากรณ์ ประภัสสร

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super 1600 CC ได้แก่ นายอนุชา ศรแดง และ นายอัครเดช เย็นอาคาร

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super 1500 CC ได้แก่ นายสุทัศน์ สวัสดีรุ่ง และ นายอธิกิจ ศรีมงคล

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Club Man 1300/1500 CC ได้แก่ Ms. Ahsukmi Aha และ นายทวี แน่นหนา

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Classic Car (Overall) ได้แก่ นายภูริมาศ ถินจันทร์ และ ดร.ประกาย น้ําใจทหาร

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ครอสคันทรี่แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น T2 ได้แก่ นายสุรินทร์ ชัยชนะ และ นายจุมพล ดวงทิพย์

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประรางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super Car GT3 ประเภททีม ได้แก่ ทีม Singha Motorsport Team Thailand

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Eco Car ประเภททีม ได้แก่ ทีม PT Maxnitron Wise BRD Nexzter Venom secret koh kood by Rongpo Power Unit

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super Pick up ประเภททีม ได้แก่ ทีม Nexzter MKSport HYB BRC Flex Speedoil Repsol Motul AKANA by อู๊ดอ๋องระยอง

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Touring Car ได้แก่ ทีม TOYOTA GAZOO RACING THAILAND

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Compact ได้แก่ ทีม TOYOTA GAZOO RACING THAILAND

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Production ได้แก่ ทีม VP Auto By Taker

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Eco Car ได้แก่ ทีม B-Quik Racing

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Toyota Yaris One Make Race ได้แก่ ทีม B-Quik Racing

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super NZ ได้แก่ ทีม Totachi Dyno Dynamics TKF Racing Tornto_R

-รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super NZ Lady ได้แก่ ทีม TOYOTA GAZOO RACING THAILAND

เหรียญรางวัล ตัวแทนประเทศไทย จำนวน 5 รางวัล (9 เหรียญ)  ได้แก่

-รางวัลตัวแทนประเทศไทย FIA Karting Academy รุ่น Junior ได้แก่

นายเพาล์ อัครพนธ์ เบคเคอร์

-รางวัลตัวแทนประเทศไทย FIA Karting Academy รุ่น Senior ได้แก่

นายสิริ คงสิริ

-รางวัลตัวแทนประเทศไทยการแข่งขัน Arrive and Drive รุ่น Junior ได้แก่

ด.ช.กมลภู อนุชาติกุล

ด.ช.ณดล อิ่มจิกรปัญญา

-รางวัลตัวแทนประเทศไทยการแข่งขัน Arrive and Drive รุ่น Senior ได้แก่

นายสรา อนุราษฎร์

-รางวัลตัวแทนประเทศไทยการแข่งขัน Gymkhana (ขึ้นรับเป็นทีม 5 เหรียญ) ได้แก่

นายอภิลักษณ์ โลทะกะ

นางสาวเมฆรัชคีฏาก์ กะลันตานนท์

นายธนบดี ไชยโชติ

นายอธิวัฒน์ ขันแก้ว

นางฐิตาภรณ์ โลทะกะ

รางวัล Honorary Supporter ประจำปี 2568 จำนวน 20 รางวัล  ได้แก่

นางสาวนันท์ชญาน์ นำโชคชัยเจริญ 2. นายอรรถพล ประกอบของ

นายภัทรเดช ยืนยง

นายตนุภัทร เลิศทวีวิทย์

ด.ญ. พิชามญชุ เลิศทวีวิทย์

นายเดชะพล โตยิ่งเจริญ

นายกนพิชิต โตยิ่งเจริญ

นายลัทธพล แก้วชิน

นายดาวิเด โดริโก้

นายกวิน ตันติพรสิน

นายชานน อัศวสังสิทธิ

นางสาวชนม์นฤทธ์ โตมงคล

นางสาวศศิร์รัช โตมงคล

ด.ช. ตฤณ เล็กชะอุ่ม

ด.ช. พอช คงชล

นางสาวสุภาณี แซ่จันทร์

นายพิชัย เจียงวิลาวัณย

นายสิริ คงสิริ

ด.ช.กวิน ศุภวาณิชยานนท์

ด.ช.พัทธพล แก้วกาญจน์เศรษฐ

ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) โดย นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมฯ กล่าวถึง การจัดงานครั้งนี้ “นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมาคมฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมกีฬายานยนต์ในวันนี้ ซึ่งถือเป็นสิริมงคลสูงสุด และเป็นขวัญกำลังใจอันสำคัญยิ่งแก่พี่น้องนักแข่ง และบุคลากรในวงการกีฬายานยนต์ไทยทุกคน” ในฐานะที่เป็นองค์กรหลักที่ดูแลและส่งเสริมกีฬายานยนต์ในประเทศไทย ทางสมาคมฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับสากล และพร้อมผลักดันนักแข่งไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”

“ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเหล่านักแข่งทุกท่าน ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งในสนามแข่งและการฝึกซ้อม รางวัลที่ทุกท่านจะได้รับในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชัยชนะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึง ‘วินัย’ และ ความเป็นมืออาชีพที่ทุกท่านมี ผมขอแสดงความยินดีกับแชมป์ประเทศไทยและผู้ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศทุกท่าน ความสำเร็จของพวกคุณในวันนี้ คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้กีฬายานยนต์ของไทยแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป”

อีซูซุ เดินหน้าโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5”

อีซูซุ เดินหน้าโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5” อย่างต่อเนื่อง ชวนลูกค้าตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

กลุ่มอีซูซุ ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย คุณสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รณรงค์และเชิญชวนลูกค้าให้นำรถอีซูซุทุกประเภทที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป เข้าร่วมแคมเพจ์น “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ โดยสามารถรับบริการตรวจเช็กฟรีกว่า 30 รายการสำหรับรถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์อีซูซุ และฟรีกว่า 50 รายการสำหรับรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตันขึ้นไป พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 50% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษทางอากาศ เพื่อบรรเทาการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะที่ใช้งานมายาวนานและขาดการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “สำหรับโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5” เราดำเนินการมาแล้วถึง 6 ปี ตั้งแต่เริ่มมีปัญหาฝุ่น โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มยานยนต์ของสภาอุตสาหกรรมฯ รวมถึงทางอีซูซุ ที่เข้ามาช่วยกันยกระดับการดูแลผ่านแคมเพจ์นสนับสนุนผู้บริโภคในการเปลี่ยนไส้กรองและน้ำมันเครื่อง โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 500,000 คัน ในปีนี้เราดำเนินการไปแล้วกว่า 100,000 คัน และคาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมายรวมที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน”

นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “อีซูซุให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศมาโดยตลอด จึงสนับสนุนโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5” ผ่านแคมเพจ์น “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” อย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่ารถเก่าที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นหนึ่งในสาเหตุของการปล่อยมลพิษทางอากาศ และอยากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเจ้าของรถ พร้อมส่งเสริมให้บำรุงรักษารถอย่างถูกต้องตามมาตรฐานซึ่งเป็นการช่วยลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยผลตอบรับที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มโครงการ มีลูกค้าอีซูซุมารับบริการภายใต้แคมเพจ์น “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” ผ่านศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศกว่า 120,000 คัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีจากกระแสความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น อาจช่วยส่งเสริมให้มีผู้สนใจเข้าร่วมแคมเพจ์นเพิ่มขึ้นซึ่งการนำรถเก่าเข้าตรวจเช็กและบำรุงรักษาที่ศูนย์บริการสามารถลดการปล่อยมลพิษและควันดำได้สูงสุดถึง 60% อีกด้วย”

ท่านเจ้าของรถอีซูซุที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ หรือ สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 และติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

“ลมหายใจไร้มลทิน” มอบรางวัลการประกวดปี 2568

มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกาศผลการประกวด และมอบรางวัลกิจกรรม 4 ประเภท ประจำปี 2568 ได้แก่ เรียงความ ร้องเพลง วาดภาพศิลปะ วีดีโอคลิป รวม 67 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลผู้ชนะการประกวด จากโครงการ Kid D Project กิจกรรมจากค่ายเยาวชนลมหายใจไร้มลทิน ที่ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตสู่โรงเรียนที่ร่วมโครงการ และให้ โรงเรียนไปต่อยอดสู่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมอบรางวัลรวม 7 รางวัล ณ ห้องรอยัลจูบิลี อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ในวันพุธที่ 21 มกราคม 2569

สามารถติดตามผลการประกวด และกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation