Home Blog Page 20

GWM รวมพลคนรัก เจ้าสิงโตอารมณ์ดี ลุยจันทบุรี

GWM เดินหน้าต่อไม่พัก ร่วมกับกลุ่ม HAVAL JOLION Sport Club Thailand รวมพลคนรัก “เจ้าสิงโตอารมณ์ดี” ออกเดินทางสู่จังหวัดจันทบุรี

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด GWM (Thailand) เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “อยู่ในท้องถิ่น เพื่อตลาดท้องถิ่น และบูรณาการกับชุมชนท้องถิ่น” (Being in the Local Market, For the Local Market, and Integrating into the Local Community) ผสานความร่วมมือกับกลุ่ม HAVAL JOLION Sport Club Thailand จัดกิจกรรม “HAVAL JOLION Sport Club Meeting ครั้งที่ 3” ระหว่างวันที่ 11 – 13 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดจันทบุรี เพื่อรวมพลผู้ใช้รถยนต์ GWM HAVAL JOLION HEV จากทั่วประเทศ พร้อมสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่า และสะท้อนพลังของคอมมูนิตี้ผู้ใช้รถยนต์ GWM ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ใช้งาน GWM HAVAL JOLION HEV ทั้งรุ่น Sport และ Ultra กว่า 18 คัน รวมแล้วกว่า 45 คน ร่วมด้วย น.ส.ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร GWM (Thailand) และทีมงาน เพื่อร่วมเดินทางไปยังจุดหมายสำคัญของจังหวัดจันทบุรี ภายใต้บรรยากาศแห่งมิตรภาพ และความอบอุ่นของครอบครัว “GWM Family” โดยครอบครัวสมาชิกเจ้าสิงโตอารมณ์ดีได้สัมผัสสมรรถนะของ HAVAL JOLION อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอัตราเร่ง ความสะดวกสบายในการเดินทาง และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะที่ช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวในทริปพิเศษนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและน่าประทับใจ รวมถึงดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในที่ลงตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่คล่องตัวทั้งวันทำงานและวันหยุด

สำหรับทริปในครั้งนี้ สมาชิกได้ร่วมออกเดินทางสัมผัสมนต์เสน่ห์ของจังหวัดจันทบุรี ผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ วัดโยธานิมิต วัดสำคัญเก่าแก่ของเมืองจันทบุรี ที่มีสถาปัตยกรรมโบราณที่สะท้อนรากเหง้าแห่งความศรัทธา สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ภายในวัดมีพระคู่บ้านคู่เมือง หรือหลวงพ่อใหญ่ที่เป็นที่เคารพสักการะ ต่อด้วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์การพาณิชย์นาวีของไทย และความรุ่งเรืองทางการค้าทางทะเลที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี และเข้าชมความงดงามที่อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล โบสถ์คริสต์สไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและมีอายุกว่า 100 ปี ภายในมีรูปปั้นพระแม่มารีอา ที่ประดับพลอยกว่า 200,000 เม็ด หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของภาคตะวันออก และจุดสุดท้ายกับการแวะถ่ายภาพและชมวิวสุดตระการตา ณ จุดชมวิวเนินนางพญา อีกหนึ่งแลนด์มาร์กยอดนิยมที่มอบทัศนียภาพของทะเลจันท์สุดลูกหูลูกตา ตลอดเส้นทาง ครอบครัวเจ้าสิงโตอารมณ์ดีได้ร่วมทำกิจกรรมสันทนาการมากมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์  เช่น การรับประทานอาหารค่ำแบบอบอุ่น การจับฉลากของรางวัล และการแนะนำสมาชิกใหม่ของคลับ สะท้อนให้เห็นถึงความแน่นแฟ้นและจิตวิญญาณของ “GWM Family” โดย GWM (Thailand) ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนครอบครัวเจ้าสิงโตอารมณ์ดีและรับฟังพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกสมาชิก เพื่อนำไปพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และการให้บริการต่อไป

กิจกรรม HAVAL JOLION Sport Club Meeting ครั้งที่ 3 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GWM (Thailand) ในการสร้าง “คอมมูนิตี้แห่งการเดินทาง” ที่รวมผู้ใช้รถยนต์ไว้ด้วยความผูกพัน ความภาคภูมิใจ และความเป็นครอบครัวเดียวกัน GWM จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมของแฟนคลับในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า และส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ “มากกว่า” ทั้งในด้านเทคโนโลยี การบริการ และความอบอุ่นในทุกเส้นทาง

GWM เตรียมฉลองส่งมอบ TANK 300 DIESEL ครบ 5,000 คัน

GWM เตรียมฉลองส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL ครบ 5,000 คัน เปิดเวทีการแข่งขันรถแต่ง ‘TOP RANK TANK MOD 2025’ สุดยิ่งใหญ่ในไทย

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่กำลังจะส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงสู่มือผู้ใช้ชาวไทยครบ 5,000 คันภายในตุลาคมนี้ โดยได้เปิดเวที “TOP RANK TANK MOD Contest 2025” การประกวดแต่งรถ GWM TANK ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สะท้อน DNA ของชาว TANKER ที่ชื่นชอบการแต่งที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นและแตกต่าง แต่คงความแข็งแกร่ง เท่ ดุดัน ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสายขับหล่อเท่ หรือสายลุยเพื่อค้นหา GWM TANK ที่ยอดเยี่ยมที่สุดและโดดเด่นเตะตาตั้งแต่แรกเห็น โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 2 รูปแบบให้พิสูจน์ฝีมือกันอย่างดุเดือด ได้แก่ การแข่งขันด้านสมรรถนะ หรือ THE OFF-ROAD KING เชิญชวนให้เหล่า TANKER ท้าทายขีดจำกัดทดสอบสมรรถนะในสนามออฟโรดหลังปรับแต่งสมรรถนะ และการแข่งขันเพื่ออวดโฉม หรือ THE CUSTOM KING ที่มีทั้งรูปแบบการเข้าร่วมแข่งขันแบบออนไลน์และการประกวดภายในงานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นี้ ณ ESC Park รังสิต ปทุมธานี โดยงานนี้ นอกจากจะเป็นการประกวดรถแต่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเทศกาลสุดเร้าใจที่ GWM จัดขึ้นสำหรับทั้งชาว TANKER และบุคคลทั่วไป เพื่อให้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสกับวัฒนธรรมและจิตวิญญาณความเป็น GWM TANK อย่างแท้จริง

สองบทพิสูจน์ที่เปิดโอกาสให้เหล่า TANKER แสดงศักยภาพที่แตกต่างได้อย่างเต็มพิกัด

•FAN FEVORITE AWARD – พื้นที่โชว์สไตล์ที่แตกต่างบนโลกออนไลน์ : เวทีนี้เปิดโอกาสสำหรับ TANKER ที่ต้องการถ่ายทอดเอกลักษณ์การแต่ง GWM TANK ในแบบฉบับของตนเอง ผ่านการโพสต์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย (ภาพนิ่ง/วิดีโอ) โดยเน้นการเล่าเรื่องแนวคิดการแต่ง การใช้งานจริง และดีเทลชิ้นงานที่โดดเด่น ผลงานจะพิจารณาจากจำนวนไลก์บนเฟซบุ๊ก ภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมเปิดโอกาสให้สาธารณชนร่วมโหวต เพื่อค้นหาความโดดเด่นและต่างที่ยังคงความแข็งแกร่งในสไตล์ TANK Spirit อย่างแท้จริง

•THE OFF-ROAD KING – การทดสอบด้านสมรรถนะโดย TANKER สายลุยตัวจริง : สำหรับผู้ที่ต้องการพิสูจน์ฝีมือในการปรับแต่งเพื่อสมรรถนะการขับขี่ให้เป็นที่ประจักษ์ ผลงานการแต่งรถจะถูกทดสอบในสนามออฟโรดจริง ภายใต้เกณฑ์การแข่งขันที่โปร่งใส วัดผลได้ และตรวจสอบได้ ผู้เข้าแข่งขันต้องนำ GWM TANK ที่ผ่านการอัปเกรด ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ล้อและยาง ลงสนามเพื่อทำเวลา โดยมีการกำกับความปลอดภัยและบันทึกเวลาอย่างเป็นระบบ เกณฑ์การตัดสินพิจารณาจากรอบเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นสมรรถนะและประสิทธิภาพการปรับแต่ง ทั้งด้านแรงบิด การตอบสนอง การทรงตัว และการส่งกำลังในสถานการณ์จริง

•THE CUSTOM KING – พื้นที่โชว์สไตล์ที่แตกต่าง ตะโกนให้โลกรู้ถึงตัวตนที่เป็นเอกลัษณ์ : เวทีที่เปิดโอกาสให้เหล่า TANKER อวดกาแต่งรถที่ไม่ซ้ำใคร ผ่านภาษาดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสีสันและพื้นผิวที่เลือกสรร บอดี้คิทที่ลงตัวกับสัดส่วน ล้อและชุดไฟที่สะดุดตา ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่เสริมคาแรกเตอร์ให้ GWM TANK โดดเด่นในทุกมุมมอง ผลงานจะถูกตัดสินใน 2 สาขา ได้แก่ THE BEST STYLISH สำหรับงานตกแต่งที่งดงาม สมดุล และทันสมัย และ THE BEST ADVENTURE สำหรับลุคที่ดุดัน แข็งแกร่ง พร้อมลุยเต็มพลัง

สำหรับชาว TANKER ที่ต้องการเข้าร่วมมหกรรมการแข่งขันความสนุกที่ไม่เหมือนใครนี้ สามารถเข้าร่วมโดยการโพสต์ภาพหรือวิดีโอรถ GWM TANK ที่แต่งแล้วบน Facebook ส่วนตัว (ตั้งค่าสาธารณะ) เขียนเล่าแรงบันดาลใจในการแต่ง ใส่แฮชแท็ก #TANKMOD และแท็กเฟซบุ๊กเพจ @GWMTHAILAND และ @GWMTANKTHAILAND จากนั้นเข้าไปลงทะเบียนผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ที่  https://forms.gle/gq9BYs1bRo1wKrVg8 เลือกประเภทการแข่งขัน พร้อมกรอกข้อมูลยืนยันตัวตนที่จำเป็น (ชื่อ–สกุล ช่องทางติดต่อ ชื่อบนเฟซบุ๊ก รุ่นรถ เลขตัวถัง (VIN) หรือสำเนาทะเบียนรถ) ทีมงาน GWM จะทำการตรวจสอบและยืนยันสิทธิ์ทางโทรศัพท์หรืออีเมลกับท่านอีกครั้งเพื่อยืนยันการเข้าร่วมกิจกรรม

ระยะเวลาการเข้าร่วมกิจกรรมและการตัดสิน

•การแข่งขันออนไลน์ FAN FAVOURITE AWARD รับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568

•การแข่งขันภายในงาน (ทั้งแบบ Performance และ Appearance) รับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568

•การตัดสินและมอบรางวัล โดย

-การแข่งขันออนไลน์ จะตัดสินจากจำนวนไลก์บน Facebook ของโพสต์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งจะประกาศผู้ชนะในวันที่ 12 ตุลาคม 2568

(*GWM ขอสงวนสิทธิ์นับเฉพาะบัญชีบุคคลจริงเพื่อรักษาความยุติธรรมของผู้เข้าแข่งขันทุกคนเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกิจกรรม และขอตัดสิทธิ์สำหรับผู้ที่ทำการโหวตที่ไม่ได้ใช้บัญชีจริงหรือมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ในการแข่งขัน การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด)

-การแข่งขันภายในงาน จะตัดสินจากการโหวตของผู้เข้าร่วมงานและคณะกรรมการผุ้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ซึ่งจะตัดสินและประกาศรางวัลภายในงานวันที่ 18 ตุลาคม 2568

รางวัลการแข่งขัน

ผู้ชนะจากการแข่งขันออนไลน์และการประกวดภายในงาน ทั้งรูปแบบ FAN FAVOURITE AWARD, THE OFF-RAD KING และ THE CUSTOM KING จะได้รับรางวัลดังต่อไปนี้

•การแข่งขันออนไลน์ รางวัล FAN FAVOURITE AWARD จำนวน 3 รางวัล

-รางวัลชนะเลิศ รับ โล่รางวัล และเงินสดมูลค่า 20,000 บาท

-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับโล่รางวัล และเงินสดมูลค่า 10,000 บาท

-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับโล่รางวัล และเงินสดมูลค่า 5,000 บาท

•การแข่งขันภายในงาน รางวัล THE OFF-ROAD KING และ รางวัล THE CUSTOM KING (ทั้งประเภท THE BEST STYLISH และ THE BEST ADVENTURE) จำนวน 9 รางวัล

-รางวัลชนะเลิศ รับ โล่รางวัล และเงินสดมูลค่า 50,000 บาท

-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับโล่รางวัล และเงินสดมูลค่า 30,000 บาท

-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับโล่รางวัล และเงินสดมูลค่า 20,000 บาท

GWM (Thailand) ขอเชิญชวนเหล่า TANKER ร่วมเข้าสมัครและส่งผลงานแต่ง GWM TANK เข้ามาประชันโฉมกัน ไม่ว่าคุณจะเชื่อในสต็อปวอชบนแทร็กหรือสายตาบนสเตจ สนามไหนก็ใช่สำหรับการพิสูจน์ตัวจริง พร้อมรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 335,000 บาท ร่วมติดตามกติกา ลิงก์ลงทะเบียน อัปเดตสำคัญได้ที่ Facebook: GWM Thailand

GWM TANK FEST 2025 รวมพลคนรัก TANK

GWM ชู “TANK CULTURE” ใน “TANK FEST 2025” รวมพลคนรัก TANK จากทั่วประเทศ เปิดเวทีแต่งรถสุดมันส์ พร้อมเผยโฉม NEW GWM POER SAHAR DIESEL ครั้งแรกในไทย

กรุงเทพฯ 20 ตุลาคม 2568 : GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างกระแสในวงการยานยนต์ด้วยงาน “TANK FEST 2025” และการแข่งขัน “TOP RANK TANK MOD” มหกรรมรวมพลคนรักสายลุยและแฟนพันธุ์แท้ GWM TANK จากทั่วประเทศ งานครั้งนี้ดึงดูดผู้เข้าร่วมทั้งชาว TANKER, สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป กว่า 1,000 คน ที่มาร่วมเฉลิมฉลอง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และโชว์ความหลงใหลในการขับขี่ออฟโรดสุดเร้าใจ พร้อมกิจกรรมไฮไลต์อย่าง TOP RANK TANK MOD CONTEST การแข่งขันแต่งรถ GWM TANK ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย โดยมี GWM TANK 300 เข้าร่วมประชันทั้งรูปแบบ Appearance และ Performance รวม 108 คัน สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใช้และศักยภาพวิศวกรรมออฟโรดของตัวรถได้อย่างเด่นชัด นอกจากนี้ GWM ยังถ่ายทอดสดบรรยากาศความตื่นเต้นของงานผ่านช่องทางหลักของแบรนด์ พร้อมกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆ ทั่วประเทศ มียอดรับชมรวมเกือบ 4 ล้านวิว เสริมความคึกคักให้มหกรรมยิ่งใหญ่ GWM ประกาศหมุดหมายสำคัญด้วยการส่งมอบ GWM TANK 300 DIESEL ครบ 5,000 คัน อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ใช้งานในประเทศไทยจนกลายเป็นเทรนด์แห่งปี ขณะที่ไฮไลต์ปลายงานคือการเปิดตัวครั้งแรกของ NEW GWM POER SAHAR DIESEL ที่มาพร้อมขุมพลังดีเซลใหม่ล่าสุดจาก GWM งานนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความนิยมในรถยนต์ทรง Boxy และไลฟ์สไตล์การขับขี่แบบผจญภัยของคนไทยที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังตอกย้ำถึงวัฒนธรรมอันโดดเด่นของผู้ใช้ GWM TANK (TANKER) และความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ TANKER CLUB THAILAND ที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น พร้อมสร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้กับวงการยานยนต์ไทยอย่างแท้จริง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือพิธีเฉลิมฉลองการส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL ครบ 5,000 คัน ทั่วประเทศไทย ตอกย้ำถึงความนิยมและความไว้วางใจจากคนไทยในรถยนต์คุณภาพที่มอบทั้งสไตล์และสมรรถนะการขับขี่ที่แตกต่างและเหนือกว่า โดยมีทีมผู้บริหาร นำโดย เจมส์ หยาง รองประธาน ตลาดต่างประเทศ นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด และ มร.เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) ร่วมส่งมอบรถคันที่ 5,000 ในไทยให้กับลูกค้า และอีกไฮไลต์สำคัญคือการแข่งขันการแต่งรถสุดยิ่งใหญ่ ที่ถือเป็นครั้งแรกในไทยที่เปิดให้ TANKER ทั่วประเทศร่วมแข่งขันทั้งจากช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ไว้ด้วยกัน ประกอบด้วยการแข่งขัน 2 ด้าน ได้แก่ ด้าน Performance เพื่อเฟ้นหา The Off-Road King ผู้ที่ขับขี่ออฟโรดบนสนามแข่งขันสุดครีเอทีฟ และการแข่งขัน The Custom King ทั้งประเภท THE BEST STYLISH และ THE BEST ADVENTURE ถือเป็นการสะท้อนตัวตน จินตนาการ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของ TANKER ได้อย่างชัดเจน

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD คือการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยของ NEW GWM POER SAHAR DIESEL รถกระบะสมรรถนะสูงขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม ที่พร้อมยกระดับสู่ “Next Level of Lifestyle Partner” สำหรับผู้ใช้ชาวไทย เป็นรถยนต์รุ่นที่ 3 ใน GWM Diesel Family ต่อจาก NEW GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ multi-powertrain ของ GWM มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด โดดเด่นด้วยแรงบิดสูงในรอบต่ำ การขับขี่ นิ่ง เงียบ นุ่มนวล พิเศษยิ่งกว่า ด้วยความสามารถในการปรับแต่งได้หลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สายแคมป์ปิ้งที่เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางและพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ, สายกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องการสมรรถนะในการบรรทุกและลากจูง และสายขับขี่ออฟโรดอย่างเต็มรูปแบบ ด้านความสำเร็จของ GWM ในประเทศจีน ในตลาดรถกระบะ GWM ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 มาเป็นระยะเวลา 27 ปีต่อเนื่องกัน ด้วยสัดส่วนตลาดประมาณ 50% นอกจากประเทศจีน รถกระบะของ GWM ยังมีขายใน 60 ประเทศใน 6 ทวีปทั่วโลก โดยมียอดขายสะสมรวมถึง 2.78 ล้านคัน นอกจากนี้ ยังคว้ารางวัล “Pickup of the Year” จากหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อเมริกาใต้ หรือแอฟริกาใต้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงคุณภาพ ความทนทาน และการตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ รวมถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อผลิตภัณฑ์และแบรนด์

บรรยากาศของงานเฟสติวัลครั้งนี้คับคั่งไปด้วยพลังของ TANKER อย่างชัดเจน พลังของคอมมูนิตี้ TANKER CLUB THAILAND ที่ขับเคลื่อนกันเองและยืนอยู่เคียงข้างกันทั้งบนถนนและในชีวิตจริง พร้อมกันนั้นยังพิสูจน์ถึงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณอันโดดเด่นของชาว TANKER หรือ TANK Spirit ทั้ง 6 ข้อ ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การเป็นตัวของตัวเองไม่เหมือนใคร (Independent) เปี่ยมไปด้วยความรัก (Love) มีอิสระในความคิดและการกระทำ (Freedom) มีจิตวิญญาณในการผจญภัย (Adventurous) เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงและความชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน (Active & Passionate) และมีหัวใจที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ (Good at Heart) ทั้งนี้ในทุกกิจกรรม ตั้งแต่การแต่งรถ การขับขี่ออฟโรด การทดลองขับ ไปจนถึงการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ล้วนสะท้อนพลังและวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง น่าเชื่อถือ และเติบโตอย่างมั่นคงของชาว TANKER ทั่วประเทศได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์มากมาย ตั้งแต่ KIDS Workshop ให้ TANKER ตัวน้อยได้ร่วมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ กิจกรรม DIY โซนเกมให้ร่วมสนุก และขบวน Food Truck เมนูหลากหลายหมุนเวียนตลอดวัน พร้อมโซนทดลองขับให้พิสูจน์สมรรถนะจริงของ GWM Diesel Family ทั้ง GWM TANK 300 DIESEL, GWM TANK 500 DIESEL และ NEW GWM POER SAHAR DIESEL แบบใกล้ชิด ในพื้นที่เดียวกันยังมีบูธอุปกรณ์แต่งรถแบรนด์ดังเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้า พร้อมคัดสรรไอเทมยอดฮิตและโปรโมชันเฉพาะงาน เพื่อสายแต่งได้อัปเกรดคันโปรด เสริมบรรยากาศความคึกคักด้วย MC และ DJ ที่สลับกันสร้างสีสัน ก่อนจะพีคสุดด้วยมินิคอนเสิร์ต URBOY TJ ที่ขนเพลงฮิตมาเต็มปลุกพลังให้ทั้งงานร้องและเต้นไปพร้อมกัน ส่งท้ายวันอย่างประทับใจและครบทุกอารมณ์ของคนรัก GWM TANK และคาร์คัลเจอร์ตัวจริง

มร.เวยน์ โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องชาวไทยในงาน TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD ครั้งนี้ เราขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งสำคัญของเรา ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL ครบ 5,000 คัน หรือการเผยโฉม NEW GWM POER SAHAR DIESEL เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 35 ปี ของ GWM ซึ่งเติบโตจากแบรนด์เอสยูวีในจีนสู่บริษัทเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะระดับโลกด้วย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากแรงสนับสนุนจากลูกค้าของเราทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมมูนิตี้ TANKER CLUB THAILAND ที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลังที่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันให้ GWM ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราขอขอบคุณจากใจ และขอให้ทุกท่านร่วมเดินทางไปกับเราในทุกเส้นทางของการผจญภัย โดยงานนี้ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ GWM ในการส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ใช้ของเราอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการเป็นมากกว่าผู้ผลิตยานยนต์ แต่คือผู้ส่งมอบแรงบันดาลใจและไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง”

นิสสัน เปิดตัว นวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตในงาน Japan Mobility Show 2025

นิสสัน เปิดตัว นวัตกรรมยานยนต์ ที่เป็นรุ่นสัญลักษณ์ และยานยนต์ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในงาน Japan Mobility Show 2025

-แผนธุรกิจ Re:Nissan ที่มุ่งนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ในการกระตุ้นตลาดในประเทศญี่ปุ่น

-เผยโฉม Elgrand ใหม่ ก่อนเปิดตัวในฤดูร้อนปี 2026

-ยืนยันการเปิดตัวรถ Patrol ในประเทศญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2027

-เปิดตัว Ariya รุ่นปรับโฉมต่อสาธารณชนก่อนเปิดตัวในญี่ปุ่นในช่วงปลายปีงบประมาณนี้

โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นิสสัน ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ได้คัดเลือกมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับตลาดภายในประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย Elgrand รุ่นใหม่, Patrol เอสยูวีพันธุ์แกร่ง ที่เตรียมวางขายในญี่ปุ่น และ Ariya รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนสะท้อนถึงแนวคิดอัจฉริยะของการเดินทาง และนวัตกรรมของนิสสัน

รถยนต์รุ่นใหม่ที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญของนิสสัน ตอกย้ำกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ภายใต้แผนฟื้นฟูธุรกิจ Re:Nissan ร่วมกับรถยนต์ ลีฟ รุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัว รถยนต์แบบ Kei อย่าง Roox และรถยนต์ซีดานสกายไลน์ ปี 2026 รุ่นปรับปรุงใหม่แล้ว โดยรถยนต์รุ่นใหม่เหล่านี้พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้กับนิสสันในญี่ปุ่น รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ปฏิบัติการภายใต้แผนฟื้นฟูธุรกิจ Re:Nissan

นิสสันมุ่งสร้างสรรค์อนาคตแห่งการขับเคลื่อน ผ่านแผนฟื้นฟูธุรกิจ Re:Nissan ที่มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีอัจฉริยะ และประสบการณ์ของลูกค้า แนวทางใหม่นี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างนวัตกรรม ความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการเติบโตระยะยาวในตลาดญี่ปุ่นและตลาดอื่นๆ

ในญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้หมายถึงการปรับปรุงรถยนต์รุ่นหลัก การขยายสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ และการเปิดตัวรถยนต์ รุ่นที่สร้างความตื่นเต้น อันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า ที่ได้รวบรวมนวัตกรรม และมรดกที่ดีที่สุดของบริษัทไว้ด้วยกัน วิสัยทัศน์แห่งอนาคตของนิสสันจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ มุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์รถยนต์อัจฉริยะที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมได้อย่างลงตัว ไปจนถึงสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศญี่ปุ่น และทั่วโลก

นวัตกรรม และระบบอัจฉริยะคือหัวใจสำคัญสำหรับอนาคตของนิสสัน

อีวาน เอสปิโนซา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน (Ivan Espinosa Nissan CEO) ยืนยันความมุ่งมั่นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในตลาดหลัก โดยกล่าวว่า “ตลาดญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง และคึกคักเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จระดับโลกของนิสสัน เรามุ่งมั่นที่จะจุดประกายจิตวิญญาณนั้นอีกครั้งด้วยการเชิดชูมรดก และความยิ่งใหญ่ที่มีมาของนิสสัน ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัว Patrol ในฐานะรถยนต์หลักรุ่นใหม่สำหรับตลาดญี่ปุ่น การยกระดับความยิ่งใหญ่ของ Elgrand ผ่านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง รวมถึงขยายขอบเขตของเทคโนโลยีผ่านรถยนต์ไฟฟ้าของเรา เป้าหมายของเราคือการนำเสนอรถยนต์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ Roox รถยนต์แบบ Kei ขนาดเล็ก ไปจนถึงรุ่นหลักของเรา ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจด้านอารมณ์ และความภาคภูมิใจให้กับลูกค้าอีกด้วย”

Elgrand ใหม่ พร้อมมอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสุขให้กับการเดินทางของครอบครัว

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1997 Elgrand ได้ช่วยบุกเบิกกลุ่ม “รถมินิแวนระดับพรีเมียม” ของญี่ปุ่น สร้างชื่อเสียงในด้านการตกแต่งภายในที่กว้างขวาง หรูหรา และมีสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ รถยนต์เจเนอเรชั่นที่ 4 นี้ ต่อยอดจากความสำเร็จ และความยอดเยี่ยมของรถยนต์รุ่นนี้ที่ผ่านมา โดยผสานรวมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าล่าสุดของนิสสัน เข้ากับดีไซน์อันล้ำสมัยที่พร้อมยกระดับความเพลิดเพลินในการขับขี่ และความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารทุกคนบนรถ โดย Elgrand ใหม่ มีกำหนดเปิดตัวในญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนปี 2026 พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบ เหนือระดับ ที่พร้อมปลุกเร้าความตื่นเต้นเร้าใจ

การออกแบบที่เชิดชูวัฒนธรรมญี่ปุ่น

การออกแบบภายนอกของ Elgrand สะท้อนถึงภาษาการออกแบบ “Timeless Japanese Futurism” หรือ แนวคิดการออกแบบที่ผสมผสานความงามแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของนิสสัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานฝีมือ และสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่น นำมารังสรรค์ใหม่ด้วยเทคนิค วัสดุ และเทคโนโลยีล่าสุดต่างๆ

Elgrand โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตา กระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายแบบคุมิโกะ (Kumiko) ของญี่ปุ่น ผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของไฟหน้าอย่างลงตัว โดยมีสีภายนอกใหม่อาทิ สี Fuji Dawn เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงอรุณรุ่งเหนือภูเขาไฟฟูจิ และ สี Shigoku สีแดงม่วงเข้มที่สื่อถึงความสง่างาม

ขณะที่ภายในห้องโดยสารมอบบรรยากาศระดับพรีเมียมแบบเลานจ์ ผู้โดยสารแถวสองจะได้ดื่มด่ำกับความสบายของเบาะ captain seat แบบ zero gravity รวมถึงการใข้ TailorFit™ ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ชนิดใหม่ที่มีความทนทานสูง และให้สัมผัสคล้ายกับหนังแนปปา พร้อมการตกแต่งด้วยหนัง และลายไม้ พร้อมลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุมิโกะบนแผงประตู และเบาะนั่ง เสริมความสมบูรณ์แบบด้วยจอแสดงผลคู่ขนาดใหญ่ 14.3 นิ้ว รุ่นแรกในเซกเมนต์ ที่ผสานข้อมูลผู้ขับขี่ และระบบอินโฟเทนเมนต์เข้าด้วยกัน นอกจ่ากนี้ยังเสริมความหรูหราด้วยระบบเสียงระดับพรีเมียมจาก Bose® พร้อมลำโพง 22 ตัว และไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารที่ปรับได้ถึง 64 สี ยกระดับประสบการณ์การเดินทางไปอีกขั้น

สมรรถนะ และพละกำลัง ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีขั้นสูง

Elgrand ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยระบบ อี-พาวเวอร์ (e-POWER) เจเนอเรชั่นที่ 3 ของนิสสัน โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ และระบบขับเคลื่อนกำลังไฟฟ้าเป็นโมดูลาร์แบบ 5-in-1 เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า ให้การทำงานที่เงียบยิ่งขึ้น และประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

Elgrand จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกในไลน์ผลิตภัณฑ์ระดับโลกของบริษัทที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า อี-ฟอร์ซ (e-4ORCE) รุ่นปรับปรุงใหม่ล่าสุดของนิสสัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อมอบการควบคุม และให้เสถียรภาพในการขับขี่ที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังช่วยลดการส่ายของรถขณะเร่ง และลดความเร็ว มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล และสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสาร รวมถึงลดโอกาสการเกิดอาการเมารถของผู้โดยสาร

สำหรับผู้ขับขี่ ระบบจะใช้ประโยชน์จากแรงบิดของมอเตอร์ด้านหลังขณะเข้าโค้ง เพื่อมอบประสบการณ์ที่สนุกสนาน และเร้าใจยิ่งขึ้น ระบบช่วงล่างอัจฉริยะแบบไดนามิก หรือ Intelligent Dynamic Suspension สามารถช่วยลดการโคลงของตัวถัง และรักษาตำแหน่งการทรงตัวให้คงที่ เสริมให้การขับขี่นุ่มนวล

Elgrand ใหม่ จะมาพร้อมกับระบบ ProPILOT* รุ่นล่าสุดของนิสสัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รองรับการควบคุมรถโดยไม่ต้องใช้มือเมื่อความเร็วต่ำกว่า 50 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังมีระบบ ProPILOT 2.0 ที่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่บนทางหลวงแบบแฮนด์ฟรี และระบบช่วยเปลี่ยนช่องจราจร ช่วยให้การเดินทางระยะไกลสะดวกสบาย และเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

Nissan Patrol จะเปิดตัวในตลาดญี่ปุ่น

นอกจาก Elgrand รุ่นใหม่แล้ว นิสสันยังเตรียมเปิดตัวรถยนต์ระดับตำนานอย่าง Patrol ในญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 รถเอสยูวี พันธุ์แกร่งสุดทรหดที่พร้อมลุยทุกสภาพถนน ถือเป็นการกลับมาสู่ตลาดในเซกเมนต์นี้อีกครั้ง หลังจากที่บริษัทไม่ได้ทำตลาดในกลุ่มนี้ นับตั้งแต่การผลิต รถยนต์รุ่น Safari สิ้นสุดลงในปี 2007

Patrol ถือเป็น “รถยนต์ที่เปี่ยมด้วยพลัง” อย่างแท้จริงของบริษัท ที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของนิสสัน ในการนำเสนอรถยนต์ที่เปี่ยมด้วยความแข็งแกร่ง ทนทาน และมาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสามารถพิชิตภูมิประเทศอันหลากหลายของญี่ปุ่น และตอบสนองจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง

นอกจากการขยายไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ การเปิดตัว Patrol ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำของนิสสัน ในฐานะผู้นำของตลาดรถแบบเอสยูวี ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์ที่สร้างความมั่นใจ และความตื่นเต้น ตลอดจนความอเนกประสงค์ในการผจญภัยแบบออฟโรด และการขับขี่ในเมืองเมื่อใช้ในชีวิตประจำวัน

Ariya ปรับโฉมใหม่: สไตล์ ด้วยการเชื่อมต่อ และความสะดวกสบาย

Ariya EV crossover รุ่นปรับโฉมใหม่ เตรียมเปิดตัวในญี่ปุ่นปลายปีงบประมาณนี้ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหรามากยิ่งขึ้น ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย Google** มีฟังก์ชัน Vehicle-to-Load (V2L) และถูกอัพเกรดช่วงล่างที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่มากยิ่งขึ้น การปรับเปลี่ยนเหล่านี้มุ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่สามารถเชื่อมต่อ มีสไตล์ และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับ รถยนต์ LEAF รุ่นใหม่ Ariya รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ผสานรวมฟีเจอร์ต่างๆ ที่สนับสนุนวิสัยทัศน์ของนิสสันเกี่ยวกับการเดินทางอัจฉริยะ ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศทางพลังงานไฟฟ้าให้กว้างขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าของนิสสันมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ด้วยโครงการริเริ่มของ Nissan Energy จะแสดงให้เห็นถึงวิธีที่รถยนต์เหล่านี้สนับสนุนการจัดการพลังงาน ลดการพึ่งพาจากโครงข่ายไฟฟ้า และส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟของผู้บริโภค ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

* ProPILOT จะช่วยให้ผู้ขับขี่สมามารถละมือจากพวงมาลัยได้เมื่อมีการจราจรติดขัด¹ (ภายใต้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 50 กม./ชม.) และมีระบบช่วยเปลี่ยนช่องจราจรหลังจากผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยว ทำงานร่วมกับระบบนำทาง navigation link

** Google, Google Play และ Google Maps เป็นเครื่องหมายการค้าของ Google LLC

ซูซูกิ จัดแคมเปญพิเศษเอาใจสาวก JIMNY กดราคาเหลือ 1,450,000 บาท

“ซูซูกิ” ฉลองความสำเร็จ SUZUKI JIMNY ยอดขายทะลุ 220 คัน นับตั้งแต่เปิดตัว จัดแคมเปญ “Legendary Deal of the Year” ราคาพิเศษจำนวนจำกัด 50 คัน ที่ราคา 1,450,000 บาท

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศแคมเปญสุดพิเศษ “Legendary Deal of the Year” ฉลองยอดขาย SUZUKI JIMNY ในประเทศไทยนับตั้งแต่เปิดตัวทะลุ 220 คัน เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับอย่างดี จนทำให้ SUZUKI JIMNY กลายเป็นรถยนต์ออฟโรดไอคอนิกที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในตลาด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2562 ด้วยการสร้างปรากฎการณ์ “จิมนี่ ฟีเวอร์!” พร้อมปลุกกระแสรถออฟโรดขนาดเล็กในประเทศไทยให้มีความคึกคักและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และยังถูกขนานนามเป็นรถยนต์ออฟโรดในตำนานที่หลายคนต้องการเป็นเจ้าของ ปัจจุบัน SUZUKI JINMY สามารถสร้างยอดขายรวมกันได้ถึง 220 คัน (ยอดขายนับจนถึงเดือนกันยายน 2568)

เรามีความเชื่อมั่นว่า SUZUKI JIMNY คือ รถยนต์ในฝันของใครหลายคน และยังเป็นสัญลักษณ์ของการผจญภัยที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซูซูกิจึงเตรียมฉลองความสำเร็จด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ “Legendary Deal of the Year” ด้วยการมอบราคาพิเศษแบบจำนวนจำกัดเพียง 50 คัน ให้กับลูกค้าที่สนใจการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่เป็นตำนานรุ่นนี้ อีกทั้งยังมอบความคุ้มค่าและความภาคภูมิใจสูงสุดด้วยแพ็คเกจ SUZUKI WORRY FREE PROGRAM ให้กับผู้ที่พร้อมจะเริ่มต้นตำนานบทใหม่ไปกับ SUZUKI JIMNY

ราคาจำหน่าย SUZUKI JIMNY Legendary Deal of the Year จำนวนจำกัด 50 คัน

SUZUKI JIMNYราคาปัจจุบัน (บาท)ราคาพิเศษ (บาท)
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ สี MONO TONE1,760,0001,450,000
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ สี TWO TONE1,790,0001,480,000

SUZUKI JIMNY มีสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี แบ่งออกเป็น

-สีโมโนโทน จำนวน 4 สี ได้แก่ สี Solid Jungle Green, สี Pearl Bluish Black, สี Solid Medium Gray และ สี White

-สีทูโทน สี Solid Kinetic Yellow with Pearl Bluish Black สี Metallic Brisk Blue with Pearl Bluish Black และ สี Metallic Chiffon Ivory with Pearl Bluish Black

พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 7 ปี

SUZUKI JIMNY ถูกพัฒนาและออกแบบภายใต้ JIMNY DNA ที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัวต่อเนื่องยาวนานมากว่า 50 ปี เป็นรถยนต์สไตล์ออฟโรดขนาดเล็ก ที่มอบความโดดเด่น ทั้งในเรื่องของดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่แบบ Authentic 4WD พร้อมใช้งานในทุกสภาพการขับขี่และภูมิประเทศที่หลากหลายตอบโจทย์การใช้งาน ‘อย่างมืออาชีพ’ ตอบสนองความต้องการของคนที่ชื่นชอบรถยนต์ประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์สไตล์ออฟโรดของซูซูกิ มาพร้อมขุมพลัง เครื่องยนต์เบนซิน รหัส K15B แบบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ALLGRIP PRO และ Low Transfer Gear ที่สามารถปรับการทำงานระหว่างระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและ 2 ล้อได้อย่างง่ายดาย มาพร้อมกับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control และยังขับขี่คล่องตัวด้วยรัศมีวงเลี้ยว 4.9 เมตร

ดีไซน์ภายนอก โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าเข้ากับฝากระโปรงหน้าทรงเหลี่ยมสไตล์ออฟโรด ไฟหน้า LED ทรงกลมพร้อมระบบทำความสะอาดไฟหน้า ไฟท้ายแบบ LED ซุ้มล้อสีดำรอบคัน กระจกมองข้างดีไซน์พิเศษปรับพับอัตโนมัติ ภายในใช้วัสดุคุณภาพสูงและทนทาน ทันสมัยด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Segment Display แสดงข้อมูลชัดเจน พร้อม Suzuki Smart Connect จอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับความบันเทิงได้หลากหลาย พร้อมระบบนำทางอัจฉริยะ และฟังก์ชันการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth พร้อม Apple CarPlay มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมจอ LCD ง่ายต่อการใช้งาน ห้องโดยสารกว้างขวาง ให้ความรู้สึกสะดวกสบายทุกการเดินทาง เบาะนั่งปรับได้อเนกประสงค์ รองรับการใช้งานได้หลากหลาย พื้นที่เก็บของด้านหลังกว้างและสูงขึ้น พร้อมช่องเก็บอุปกรณ์และสัมภาระขนาดใหญ่ ช่องเก็บเครื่องมือและช่องเก็บของอเนกประสงค์ และช่องจ่ายไฟสำรอง 2 จุดทั้งคอนโซลหน้าด้านล่างและห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS  ระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพขณะขับบนถนนลื่นหรือทางโค้ง ESP ระบบช่วยป้องกันรถไหลพร้อมช่วยออกตัวและชะลอความเร็วขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Hold Control และ ระบบ Hill Descent Control ช่วยชะลอความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบ Traction Control System ช่วยป้องกันล้อหมุนฟรีและช่วยควบคุมรถให้มีเสถียรภาพขณะขับบนถนนลื่นหรือทางโค้ง โครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้า ทนทานต่อการสึกหรอเป็นพิเศษ พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน

ทั้งนี้ ข้อเสนอพิเศษ “Legendary Deal of the Year” สำหรับ SUZUKI JIMNY มีจำนวนจำกัดเพียง 50 คันเท่านั้น โดยเป็นไปตามเงื่อนไขสีและรุ่นที่กำหนด บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการมอบข้อเสนอนี้จนกว่าสินค้าจะหมด ผู้สนใจสามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั้ง 86 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

มิตซูบิชิ ส่งดีลเด็ด “โปรแรง ส่งท้ายปี”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดเต็ม! ส่งดีลเด็ด “โปรแรง ส่งท้ายปี” เป็นเจ้าของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% ก่อนใคร ไม่ต้องรอถึง Motor Expo 2025

กรุงเทพฯ – 3 พฤศจิกายน 2568: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เร่งเครื่องส่งท้ายปี เปิดแคมเปญเด็ด “โปรแรง ส่งท้ายปี” ชวนลูกค้าเป็นเจ้าของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ยนตรกรรมไฮไลต์ที่ผสานดีไซน์โฉบเฉี่ยวเข้ากับเทคโนโลยีฟูลไฮบริดสุดล้ำ มอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และประหยัดพลังงานทุกเส้นทาง พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ย 0% ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ ให้คุณคุ้มก่อนใคร ไม่ต้องรอถึงงาน Motor Expo 2025

“โปรแรง ส่งท้ายปี” สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – 11 ธันวาคม 2568 เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน สำหรับรุ่น Ultimate และ Ultimate X พร้อมรับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี มูลค่าสูงสุด 22,000 บาท และเลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา Mitsubishi Service Package นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) มูลค่าสูงสุด 21,050 บาท พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี มูลค่า 8,950 บาท และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมรับฟรี ค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี นอกจากนี้ ลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษ  รับฟรี ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี (มูลค่าแบตเตอรี่ 88,000 บาท) ไม่จำกัดระยะทาง และประกันระบบไฮบริด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เพื่อความอุ่นใจในการขับขี่อย่างเหนือระดับ ทั้งนี้ ลูกค้าที่เป็นสมาชิกครอบครัวมิตซูบิชิจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive ส่วนกลุ่มอาชีพพิเศษ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ครู ข้าราชการ และเกษตรกร รับส่วนลดเพิ่ม 15,000 บาท

นอกจาก ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี รถยนต์คอมแพกต์เอสยูวี ไฮบริดรุ่นล่าสุด ที่โดดเด่นด้วยการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก เร้าใจ และมั่นใจได้ในทุกเส้นทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังยกทัพยานยนต์รุ่นอื่น ๆ มาแบบจัดเต็ม ทั้ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มิตซูบิชิ ไทรทัน และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รอให้คุณได้สัมผัสสุดยอดยนตรกรรม และข้อเสนอสุดพิเศษ ได้ที่ บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A17) ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ฮอนด้า เผยโฉมจักรยานยนต์แห่งอนาคต 4 รุ่น ในงาน Japan Mobility Show 2025

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เผยโฉมรถจักรยานยนต์แห่งอนาคต 4 รุ่น ในงาน Japan Mobility Show 2025 ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Power of Dreams” สู่ความอิสระแห่งการเดินทางในทุกมิติ

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมยานยนต์ระดับโลก Japan Mobility Show 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาติ “โตเกียว บิ๊กไซต์” (Tokyo Big Sight) ภายใต้แนวคิด “The Power of Dreams – How we move you.” ถ่ายทอดพลังแห่งความฝันที่ขับเคลื่อนฮอนด้าให้สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออิสระแห่งการเดินทางในทุกมิติ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และอวกาศ

ภายในบูธฮอนด้า จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยครบวงจร ตั้งแต่จักรยานไฟฟ้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงเครื่องบินธุรกิจและจรวดพลังงานสะอาด สะท้อนความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการก้าวสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050

ขณะเดียวกัน ในส่วนของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้เปิดตัวโมเดลต้นแบบและรุ่นใหม่รวม 4 รุ่น ที่สะท้อนทิศทางแห่งอนาคตของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด และสืบสานจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์เพื่อมอบ “ความสุขของการขับขี่” อย่างแท้จริง

EV OUTLIER CONCEPT : ต้นแบบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ปลดปล่อยอิสระแห่งการขับขี่ในทุกมิติ

EV OUTLIER CONCEPT รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคอนเซ็ปต์ที่พลิกนิยามการออกแบบแบบเดิม ด้วยดีไซน์ “Dynamic & Low Proportion” ที่เน้นเส้นสายลู่ต่ำและพลิ้วไหว ติดตั้งระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า In-Wheel Motor ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เพื่อการตอบสนองที่เฉียบคมและสมดุล โดดเด่นด้วยโครงสร้างโปร่งใส (Smoke-Clear Body) เผยให้เห็นความงามเชิงวิศวกรรม พร้อมจอแสดงผลแบบกราฟิกที่ปรับแรงบิดและโหมดขับขี่ได้อย่างอิสระ ถ่ายทอดแนวคิด “Gliding – Ecstasy – Low” ให้ผู้ขับสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวกับรถได้อย่างเต็มอารมณ์

Honda e-MTB Prototype : สนุกกับทุกการปั่น ผสานความมันส์ของมอเตอร์ไซค์กับความเป็นธรรมชาติของจักรยาน

จักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Ride Natural, Reach New Peaks” ถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ที่รวมความเร้าใจของการขี่มอเตอร์ไซค์เข้ากับความสนุกของการปั่นจักรยานอย่างเป็นธรรมชาติ ระบบช่วยปั่นไฟฟ้าเพิ่มแรงส่งให้นุ่มนวล เหมาะสำหรับทุกเส้นทาง ทั้งในเมือง ภูเขา และการผจญภัยกลางธรรมชาติ

CB1000F และ CB1000F SE : สืบทอดจิตวิญญาณแห่งตระกูล CB สู่มาตรฐานใหม่ของสปอร์ตไบค์ระดับเรือธง

รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเปิดตัวสปอร์ตไบค์ตระกูล CB ที่สืบทอดเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งและสง่างามไม่เสื่อมคลาย รุ่น CB1000F มาพร้อมดีไซน์สมส่วน เฉียบคม และสมรรถนะที่ตอบสนองได้อย่างมั่นใจ ส่วนรุ่นพิเศษ CB1000F SE เพิ่มความโดดเด่นด้วยแฟริ่งหัวไฟดีไซน์เฉพาะ เสริมบุคลิกหรูหราเหนือระดับ ถ่ายทอดความสมดุลระหว่างพลังและความงามในแบบฉบับฮอนด้าอย่างลงตัว

Super Cub 110 Lite : ขับขี่คล่องตัวในทุกวัน สะท้อนมาตรฐานใหม่ของชีวิตคนเมือง

อีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความสนใจคือ Super Cub 110 Lite ที่พัฒนาภายใต้มาตรฐานใหม่ของญี่ปุ่นในกลุ่ม Class 1 Motorized Bicycle ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันด้วยเครื่องยนต์กำลังสูงสุด 3.7 กิโลวัตต์ สมรรถนะเหนือกว่ารุ่นเดิม ทั้งแรงบิดต่อเนื่อง การเร่งที่นุ่มนวล และความประหยัดพลังงาน เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่มองหารถจักรยานยนต์ขนาดเล็กราคาคุ้มค่า ขับขี่ง่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากกลุ่มรถจักรยานยนต์แล้ว บูธฮอนด้ายังจัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการเดินทางแห่งอนาคตอีกมากมาย อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า Honda 0 Series, เครื่องบินธุรกิจ HondaJet Elite II, เครื่องยนต์เรือรุ่นใหม่ BF350 และต้นแบบจรวดพลังงานสะอาด ซึ่งทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนของฮอนด้าในทุกมิติ เพื่อสร้างคุณค่าทางเทคโนโลยีและมอบอิสรภาพแห่งการเดินทางอย่างยั่งยืนให้กับผู้คนทั่วโลก

การจัดแสดงเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์แห่งอนาคตใน Japan Mobility Show 2025 นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของฮอนด้าในการนำพาเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาสู่ชีวิตจริงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสานต่อคำมั่นในการมอบ “ความสุขและอิสรภาพแห่งการเดินทาง” ให้กับผู้คนทั่วโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Power of Dreams” ที่เป็นหัวใจสำคัญของฮอนด้าเสมอมา

ฮอนด้า เผยโฉม Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า)

ฮอนด้า เผยโฉม Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า) รถ SUV ไฟฟ้าต้นแบบ รุ่นใหม่ล่าสุดใน Honda 0 Series จัดแสดงเป็นครั้งแรกในโลก ณ งาน Japan Mobility Show 2025

(กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – 29 ตุลาคม 2568) – บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดตัวรถ SUV ไฟฟ้าต้นแบบรุ่นใหม่ Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า) เป็นครั้งแรกในโลก ณ งาน Japan Mobility Show 2025 โดยจะจัดแสดงที่บูทฮอนด้า ตลอดระยะเวลาการจัดงาน (รอบสื่อมวลชน วันที่ 29 – 30 ตุลาคม 2568 และรอบบุคคลทั่วไป วันที่ 31 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2568)

Prototype ของ Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า)

Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า) ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถ SUV ที่สามารถผสานเข้ากับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติได้อย่างลงตัว พร้อมตอบโจทย์และรองรับการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกสถานการณ์ โดยหลังจากที่เปิดตัว Honda 0 Saloon และ Honda 0 SUV ในงาน CES 2025 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า) จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งและเสริมไลน์อัป Honda 0 Series ในฐานะ “Gateway Model” โมเดลที่เป็นประตูสู่โลกของ Honda 0 Series ซึ่งนำเสนอความโดดเด่นของการออกแบบอันประณีตและมอบความสะดวกสบายที่เหนือระดับให้แก่ผู้โดยสาร

Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า) รุ่นผลิตจริง จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาของ Honda 0 Series ซึ่งพัฒนาภายใต้แนวคิด “Thin, Light, and Wise” (บาง เบา และชาญฉลาด) โดยมีแผนวางจำหน่ายทั่วโลกในปี พ.ศ. 2570 เน้นตลาดหลักที่ประเทศญี่ปุ่นและอินเดีย

-แพ็กเกจและดีไซน์ภายนอก

การออกแบบแพ็กเกจตัวรถภายใต้แนวคิด “Thin” (บาง) ทำให้ความสูงของตัวรถต่ำ แต่ไม่กระทบต่อความสูงจากพื้นถนน และมีห้องโดยสารที่เพรียวบาง แต่ยังคงมอบพื้นที่กว้างขวาง สะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างจะช่วยมอบความมั่นคงและความคล่องแคล่วปราดเปรียวในการขับขี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถ SUV

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปทรงที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว ล้ำสมัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Honda 0 Series ผสานเข้ากับสัดส่วนดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ SUV อย่างลงตัว ในบริเวณ screen ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของตัวรถ โดยด้านหน้า ชิ้นส่วนต่างๆ ที่มักจะแยกออกจากกัน เช่น ไฟหน้า ฝาปิดช่องชาร์จ และโลโก้เรืองแสง จะถูกออกแบบและรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนด้านท้ายจะใช้ชุดไฟรูปตัว U ที่รวมไฟท้าย ไฟถอยหลัง และไฟเลี้ยวเข้าด้วยกัน ช่วยเน้นเส้นสายและรูปทรงบริเวณ screen ด้านท้ายให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สะท้อนการออกแบบดีไซน์ที่สวยงามมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน

นิสสัน ส่งมอบความช่วยเหลือหลังน้ำท่วมใหญ่จังหวัดน่าน

เมื่อภัยพิบัติมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ผลกระทบที่ตามมามักเฉียบพลันและรุนแรง และเมื่อภัยธรรมชาติผ่านพ้นไปการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตยากลำบากกว่าหลายเท่า ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนที่มีความพร้อมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

เมื่อไม่นานมานี้ จังหวัดน่านประสบภัยน้ำท่วมครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี จากพายุที่พัดกระหน่ำ น้ำไหลบ่าเข้าท่วมตัวเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชีวิตในเมืองน่านต้องหยุดชะงักทันที ทางราชการต้องตัดน้ำ ตัดไฟ ทำให้บริการสาธารณะต่างๆ ใช้การไม่ได้ โรงพยาบาลจังหวัดเอง แม้จะยังสามารถดูแลผู้ป่วยที่นอนอยู่ในโรงพยยาบาลได้ แต่ไม่สามารถรับผู้ป่วยใหม่ได้ และต้องย้ายการบริการฉุกเฉินออกไปจุดอื่น  แม้น้ำจะลดลงในระยะเวลา 4-5 วัน แต่ดินโคลนมหาศาลและซากสิ่งของจากที่ต่างๆ ที่ไหลมากับน้ำทำให้การฟื้นฟูเป็นไปได้ยากลำบากและใช้เวลาพอสมควร

นิสสัน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคธุรกิจที่รีบเร่งส่งความช่วยเหลือ โดยได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายในพื้นที่ คือ สยามนิสสันเมืองน่าน เข้าไปฟื้นฟูสถานที่สำคัญเพื่อให้ชีวิตผู้คนกลับสู่สภาวะปกติได้เร็วที่สุด

ทีมนิสสันได้เข้าไปที่โรงพยาบาลจังหวัดน่านเป็นแห่งแรก เพราะโรงพยาบาลต้องดูแลผู้ป่วยทั้งผู้ป่วยเก่าและใหม่ที่จะเข้ามารับบริการหลังน้ำท่วม โดยได้ส่งมอบอุปกรณ์สำนักงาน และอุปกรณ์การแพทย์สำหรับใช้ในหอผู้ป่วย เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลมีความราบรื่นมากขึ้น และประชาชนจะสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและการรักษาพยาบาลได้เร็วขึ้นอีกด้วย

คณะผู้บริหารและพนักงานนิสสัน ยังได้มอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้แก่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 45 บ้านดอนแท่น อำเภอเวียงสา ช่วยให้โรงเรียนเปิดสอน นักเรียนกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วขึ้น การเรียนการสอนเกิดความต่อเนื่อง

ความช่วยเหลือเหล่านี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม “Nissan Care for You มอบความห่วงใย ร่วมใจฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม” ที่นิสสันทำต่อเนื่องในฐานะสมาชิกรายหนึ่งที่อยู่ในสังคมไทยมานานกว่า 73 ปี นอกเหนือไปจากการช่วยเหลือสังคมด้านอื่นๆ รวมถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจและการเพื่อความสะดวกในการเดินทางและใช้ชีวิตของผู้คนผ่านการนำเสนอยานยนต์ที่มีคุณภาพ และการลงทุนดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน

นอกจากการบริจาคอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นแล้ว นิสสันยังได้จัดโครงการพิเศษ “Nissan Cares: Flood Relief Support Campaign” เพื่อดูแลลูกค้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรง เช่น การมอบส่วนลด 30% สำหรับค่าอะไหล่ เคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ สำหรับรถยนต์นิสสันที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2568

การให้ความช่วยเหลือแก่ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ สะท้อนได้ถึงความมุ่งมั่นของนิสสันที่จะดูแลและไม่ทอดทิ้งใครในสังคม พร้อมเดินเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ เพราะนิสสันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยเช่นกัน

ยามาฮ่า ฉลองครบรอบ 70 ปี ประกาศความยิ่งใหญ่กลางงาน Japan Mobility Show 2025

ยามาฮ่า ฉลองครบรอบ 70 ปี ความยิ่งใหญ่ ประกาศเข้าร่วม Japan Mobility Show 2025 อวดโฉม 16 โมเดลสุดล้ำ ภายใต้คอนเซปต์ Feel the Future of Human-Machine Mobility

บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 70 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการยกทัพยานยนต์สุดล้ำเข้าร่วมโชว์นวัตกรรมและเทคโนโลยีในงาน Japan Mobility Show 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Automobile Manufacturers Association, Inc.) ณ Tokyo Big Sight ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้ธีม “Feel. Move.” สัมผัส ทุกการเคลื่อนไหว นำพาหัวใจให้ตอบสนอง ช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น ประกายแห่งแรงบันดาลใจเหล่านี้ — นำพาความสุขมาสู่ชีวิต และส่องแสงสว่างให้กับวันที่จมอยู่กับกิจวัตรประจำวัน

โดยบูธ “Feel. Move.” ของ ยามาฮ่า มอเตอร์ ตั้งอยู่ใน East Hall 5 และถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “สัมผัสอนาคตของการเดินทางระหว่างมนุษย์ และเครื่องจักร (Feel the Future of Human-Machine Mobility) โดยมีการจัดแสดงโมเดล 16 สุดล้ำของนวัตกรรมยานยนต์ พร้อมทั้งอวดโฉม 6 โมเดลครั้งแรกของโลก ด้วยรถยานยนต์ต้นแบบสุดล้ำ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและระบบไฮบริด, จักรยานไฟฟ้า (eBikes), และโมเดลแนวคิดสำหรับรถเข็นไฟฟ้าได้แก่ MOTOROiD:Λ (โมโตรอยด์ แลมบ์ดา) รถจักรยานยนต์ที่เรียนรู้และพัฒนาตนเองแบบอัตโนมัติ, TRICERA proto ยานยนต์ 3 ล้อต้นแบบ ที่ใช้ระบบเลี้ยวได้ทั้ง 3 ล้อ, PROTO BEV มอเตอร์ไซค์ EV SuperSport, H2 Buddy Porter Concept เครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่ร่วมกันพัฒนากับโตโยต้าเพื่อพลังงานที่สะอาด, Y-00B จักรยานไฟฟ้าที่เรียบหรูและทันสมัย และ e-Axle for Automotive Drive Unit ชุดขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าที่ใช้โครงสร้างแบบผสานรวมกับมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และชุดเกียร์เข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ บริษัท ยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น ยังให้ความร่วมมือโดยมี ฮัตสึเนะ มิกุ ผู้มีชื่อเสียงจาก VOCALOID มาเป็นผู้ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์บูธ พร้อมทั้งจัดแสดงเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และทำการแสดงด้วยเครื่องดนตรีเหล่านั้น รวมถึงนำเสนอการแสดงบนเวทีที่เต็มไปด้วยพลังโดยใช้เทคโนโลยีอะคูสติก 3 มิติของยามาฮ่าอีกด้วย

WORLD PREMIERE MODELS ทั้ง 6 รุ่น ที่ทำการเปิดตัวในครั้งนี้ได้เแก่ MOTOROiD:Λ (แลมบ์ดา)

MOTOROiD เป็นโครงการที่ยามาฮ่าได้พัฒนาขึ้นมาภายใต้แนวคิด “ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” โดยได้เริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2017 ที่ยามาฮ่าได้เผยโฉม MOTOROiD รุ่นต้นแบบ (Proof of Concept) ที่สามารถยืนทรงตัว และโต้ตอบกับผู้ขี่ได้อย่างอิสระ จากนั้นในปี 2023 MOTOROiD2 ได้พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการสื่อสาร และตอบสนองซึ่งกันและกันระหว่างผู้ขี่กับตัวรถ เสมือนกับเป็น “คู่หู” ที่เข้าใจกัน และในปี 2025 ยามาฮ่าได้พัฒนา MOTOROiD ขึ้นไปอีกขั้นโดยมีชื่อว่า MOTOROiD:Λ(โมโตรอยด์ แลมบ์ดา) มาพร้อมกับระบบที่สามารถ “เรียนรู้และพัฒนาด้วยตัวเอง” ผ่านเทคโนโลยี Reinforcement Learning ที่รถจะทำการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง (Virtual Environment) และนำทักษะที่ได้มาใช้จริงด้วยเทคนิค Sim2Real เพื่อให้สามารถตัดสินใจ และตอบสนองได้ด้วยตนเอง

MOTOROiD:Λ(โมโตรอยด์ แลมบ์ดา) จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของวิวัฒนาการ ที่เปิดโอกาสให้ “ยานยนต์สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้ขี่ใช้งาน” ด้วยจุดเด่นของรุ่นนี้คือการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ และคล่องตัว ซึ่งได้จากการเรียนรู้ของระบบ AI รวมถึงโครงสร้างภายนอก (Exoskeleton) ที่เบา และมีความแข็งแรง รองรับการทดลอง และการพัฒนาซ้ำอย่างต่อเนื่องในกระบวนการเรียนรู้ด้วยการผสานโลกของ “การขับเคลื่อน” เข้ากับ “การเรียนรู้ของเครื่องจักร” MOTOROiD:Λ(โมโตรอยด์ แลมบ์ดา) มีเป้าหมายที่จะสร้างนิยามใหม่ให้กับโลกของยานยนต์สองล้อ และปูทางสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง

TRICERA proto (ไทรเซร่า โปรโต)

TRICERA proto คือรถยานยนต์ไฟฟ้าสามล้อแบบเปิดประทุนที่สะท้อนแนวคิด “ความสนุกในการขับขี่” ที่สามารถใช้งานได้จริง มาพร้อมระบบบังคับเลี้ยวสามล้อ (3WS – Three-Wheel Steering System) ที่มอบทั้งสมรรถนะการเข้าโค้งอันเร้าใจ และ “ประสบการณ์การควบคุมแบบใหม่” ที่ทำให้การเรียนรู้วิธีขับขี่กลายเป็นความสนุกในตัวมันเอง ด้วยแรงบันดาลใจจากความรู้สึกตอบสนองที่รวดเร็วและการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับกับตัวรถในขณะเข้าโค้ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถระบบบังคับเลี้ยวทุกล้อ (All-Wheel Steering), TRICERA proto ได้รับการปรับจูนระบบควบคุมการเลี้ยวให้ตอบโจทย์มุมมองด้าน “Human Research” เพื่อมอบความเพลิดเพลินสูงสุดและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับเครื่องยนต์ในระดับใหม่ รถต้นแบบคันนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมเสียง αlive AD sound control ที่ปรับแต่งเสียงของมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีมิติและเร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น เพิ่มความตื่นเต้นและดึงให้ผู้ขับ “มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ขับขี่” อย่างเต็มที่ ในด้านการออกแบบดีไซน์ เน้นที่เส้นโค้งของเฟรมกลาง (Center Frame) ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างสามล้อที่โดดเด่น ขณะที่การตัดกันระหว่าง “พื้นที่ของผู้ขับ” และ “พื้นที่ฟังก์ชันการทำงาน” จะทำให้ความรู้สึกแตกต่างกันช่วยสร้างภาพลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นและล้ำยุคอย่างแท้จริง

PROTO BEV (โปรโต บีอีวี)

PROTO BEV รถต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริงคันนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “ความสนุกที่มีได้เฉพาะในรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ความจุสูง” เพื่อยกระดับความสนุกในการขับขี่ให้ถึงขีดสุด และได้ประสบการณ์ขับขี่ที่สนุกสูงสุด ของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบรถซูเปอร์สปอร์ต ยามาฮ่าจึงให้ความสำคัญในการดีไซน์ “ความเบา และขนาดที่กะทัดรัด” ส่งผลให้เกิดเป็นรถ EV Supersport ที่ขี่ง่าย คล่องตัว และควบคุมได้อย่างง่ายดายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า จากรถเครื่องยนต์สันดาปรุ่นต่างๆ เข้ากับ “ความเรียบลื่น และความแรงเร่งอันทรงพลัง” ของมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ตอบสนองคันเร่งได้อย่างเป็นเส้นตรงและแม่นยำ นอกจากนี้ ระบบ Human–Machine Interface (HMI) ยังถูกออกแบบให้ช่วยให้ผู้ขับ “โฟกัสกับการขี่ในสนามได้อย่างเต็มที่” ด้วยปุ่มควบคุมที่จัดวางให้อยู่ในตำแหน่งใช้งานสะดวกที่ปลายนิ้ว พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ Visualizer และระบบเสียงที่สื่อสารสถานะของรถทั้งในรูปแบบภาพและเสียง

PROTO BEV จึงเป็นการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความเร้าใจของยามาฮ่า เพื่อสร้างนิยามใหม่ของ “ความสนุกในการขับขี่” ในยุคแห่ง EV อย่างแท้จริง

H2 Buddy Porter Concept (เอชทู บัดดี้พอร์ตเตอร์)

เครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Yamaha Motor และ Toyota Motor Corporation ได้ร่วมกันสร้าง “ถังเก็บไฮโดรเจนแรงดันสูงแบบใหม่” ที่มีขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์ และสกู๊ตเตอร์ และได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการมุ่งสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ไฮโดรเจนสามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้ในอนาคต โดยยามาฮ่ารับหน้าที่หลักในการพัฒนาเครื่องยนต์ไฮโดรเจน โครงสร้างตัวถัง และชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ซึ่งทำให้เมื่อเติมเชื้อเพลิงเต็มถังแล้ว H2 Buddy Porter Concept จะสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงเต็มถังหนึ่งครั้ง ต้นแบบคันนี้ยังได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึง “ข้อกำหนดทางเทคนิคสำหรับการใช้งานบนถนนจริง” ตามมาตรฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน และผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ Euro 5 รวมถึงข้อกำหนดด้าน NOx อย่างครบถ้วน

Y-00B:Base / Y-00B:Bricolage 

Y-00B:Base (วายศูนย์ศูนย์บี เบส) คือคอนเซ็ปต์ eBike รูปแบบใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อให้เจ้าของสามารถ “แสดงตัวตนได้อย่างอิสระ” ดีไซน์เฟรมแบบ Dual Twin ที่บางเบา และมินิมอล ผสานแบตเตอรี่และชุดขับเคลื่อนขนาดกะทัดรัดไว้อย่างกลมกลืน ให้ภาพลักษณ์ที่เรียบหรูและทันสมัย

ด้วยโครงสร้างที่ “ยืดหยุ่นต่อการปรับแต่ง” และ “ขยายศักยภาพได้ในอนาคต” ทำให้ Y-00B:Base เติบโตไปพร้อมกับเจ้าของ สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ และรสนิยมของแต่ละคนได้อย่างอิสระ กลายเป็น “คู่หู” ที่เชื่อถือได้ในทุกเส้นทาง นอกจากนี้ ยังมาพร้อม USB-PD Converter สำหรับชาร์จอุปกรณ์ได้ทุกที่ระหว่างการเดินทาง และแบตเตอรี่ทรงเพรียวที่ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากยิ่งขึ้น

Y-00B:Bricolage (วายศูนย์ศูนย์บี บริโคลาจ) คือเวอร์ชันคัสตอมสุดพิเศษของ Y-00B:Base ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของ Yamaha Motor โดยได้รับแรงบันดาลใจจากผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์รุ่นแรกของยามาฮ่าอย่าง YA-1 (ปี 1955) ผสานสุนทรียศาสตร์การออกแบบ ให้เข้ากับ เทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างลงตัว สร้างสรรค์รูปลักษณ์ และสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง

e-Axle for Automotive Drive Unit (อีแอคเซิล ออโตโมทีฟไดร์ฟ)

ชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electric Drive Unit) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งมอบให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในอนาคต ด้วยโครงสร้างแบบพิเศษ 3-in-1 ที่ผสานมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และระบบเกียร์เข้าไว้ในชุดเดียวกัน ทำให้สามารถให้กำลังขับที่สูง ในขณะที่ตัวของเครื่องยนต์มีน้ำหนักเบา และมีขนาดที่กะทัดรัด โดยระบบ e-Axle นี้ออกแบบให้รองรับการใช้งานได้กับรถยนต์หลายประเภท โดยสามารถทำงานกับแรงดันไฟตั้งแต่ 350V ถึง 800V และให้กำลังขับได้สูงสุดถึง 450 kW

เทคโนโลยีนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของยามาฮ่าในการพัฒนานวัตกรรมด้านการขับเคลื่อน เพื่อรองรับโลกยานยนต์ยุคไฟฟ้าในอนาคตอย่างแท้จริง

PROTO HEV (โปรโต เอชอีวี)

รถต้นแบบไฮบริด Series–Parallel Hybrid (SPHEV) ที่มอบประสบการณ์ “ความสนุกในการขับขี่” ที่แตกต่าง ด้วยความสามารถในการสลับระหว่างโหมดการขับขี่เป็นสองรูปแบบอย่างอิสระได้แก่ “Serene” และ “Spirited” ด้วยการใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์สันดาปภายใน รวมเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ผสานโหมดการขับขี่ที่หลายกหลายได้อย่างลงตัว ให้ความเงียบ และนุ่มนวลในการขับขี่ในเมือง พร้อมมอบสมรรถนะที่ทรงพลังและมั่นใจในขณะขับขี่นอกเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยระบบ power and energy management technology ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดเชื้อเพลิงได้มากกว่า 35%* เมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์ในระดับเดียวกัน อ้างอิงจากการทดสอบภายในองค์กร ภายใต้โหมด WMTC2-2

PROTO PHEV (โปรโต พีเอชอีวี)

รถต้นแบบเพื่อการวิจัย และพัฒนา (R&D) ที่ผสานรวมกับเสน่ห์ของเครื่องยนต์สันดาปภายในให้เข้ากับเทคโนโลยีไฟฟ้า (EV) เพื่อขยายขอบเขตแห่งความสนุกในการขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ ให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยความสามารถในการสลับการทำงานระหว่าง เครื่องยนต์ (Engine Mode) และระบบไฟฟ้า (Electric Drive Mode) ผู้ขี่สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งแบบ EV เต็มรูปแบบ หรือ Hybrid Mode ได้ตามสถานการณ์ PROTO PHEV ยังคงรักษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับ “ความสนุกในการขับขี่สไตล์สปอร์ต” ที่เป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า เชื่อมโยงศักยภาพของเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับอนาคตแห่งการขับเคลื่อนอย่างกลมกลืน

NACTUS VS TRE-X

NACTUS VS TRE-X คือต้นแบบรถวีลแชร์สามล้อที่ ร่วมมือกับ Nissin Medical Industries มาพร้อมกับชุดขับเคลื่อนแบบเสริมกำลังด้วยไฟฟ้ารุ่น JWX-2 Electric Power-Assist Unit ที่ออกแบบมาเพื่อมอบ “อิสระในการเคลื่อนไหว” รูปแบบใหม่ ด้วยยางขนาดใหญ่ 26 นิ้วแบบ Mountain Bike Off-Road ที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ให้ความเสถียรอันเป็นเอกลักษณ์ของรถวีลแชร์สามล้อ ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายแม้บนเส้นทางขรุขระและเส้นทางที่ไม่ได้ลาดยางที่รถวีลแชรทั่วไปมักจะประสบปัญหา นอกจากโครงสร้างที่จัดวางคานกลางที่ผสมผสานความแข็งแกร่งเข้ากับความสง่างามแล้ว NACTUS VS TRE-X ยังมาพร้อมคุณสมบัติที่ใช้งานได้จริงมากมาย เช่น แร็คสำหรับติดตั้งอุปกรณ์ใส่สัมภาระด้านหน้า กล่องใส่แบตเตอรี่กันน้ำ และที่วางเท้าที่กว้างขวาง

ONE-MAX Urban / Historical

รถเข็นไฟฟ้าทั้งสองรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความสมบูรณ์แบบในการเดินทาง และมีเอกลักษณ์” โดยติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า JWG-1 Wheelchair Electric Power Unit ที่ให้ทั้งความคล่องตัวและความมั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วยระบบยึดติด (Attachment System) ที่ยืดหยุ่น ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรูปลักษณ์และฟังก์ชันของรถเข็นให้เหมาะกับจุดหมายปลายทางหรือสไตล์การใช้งานของตนเองได้อย่างอิสระ

ONE-MAX Urban เหมาะสำหรับการเดินทางระยะใกล้ ด้วยโครงสร้างขนาดกะทัดรัด และเบาะนั่งแบบตาข่ายที่ช่วยลดความเมื่อยล้าของผู้ใช้ นอกจากนี้ยังมีกล่องเก็บของขนาดเล็กและอุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้งสมาร์ทโฟน ส่วนรุ่น ONE-MAX Historical เป็นรุ่นทางเลือกที่โดดเด่นด้วยดีไซน์หรูหรา ให้ความรู้สึกเหมือน “กระเป๋าเดินทางที่สรรสร้างขึ้นอย่างประณีต” ตัวถังช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างมั่นคงและราบรื่น การข้ามทางม้าลาย รวมถึงการเดินทางบนถนนฟุตบาทที่ปูด้วยหินหรือคอนกรีตตัวหนอน ในขณะที่เบาะนั่งหุ้มหนังและรายละเอียดอื่นๆ แสดงให้เห็นความประณีตในทุกมิติ

ตัวถังถูกออกแบบให้มั่นคงบนพื้นผิวไม่เรียบ เช่น พื้นศาลเจ้า วัด หรือถนนหินโบราณ ขณะที่เบาะหนังเทียมและรายละเอียดงานออกแบบเผยให้เห็นความประณีตในทุกมิติ

โดย ONE-MAX Urban และ ONE-MAX Historical  เป็นความร่วมมือระหว่างยามาฮ่าและ Matsunaga Manufactory Co., Ltd.

พร้อมกันนี้ภายในบูธ “Feel. Move.” ยังมีพื้นที่ที่ ยามาฮ่ามอเตอร์ ได้ร่วมมือกับทาง ยามาฮ่า คอปเปอร์เรชั่น ร่วมกันจัดแสดงด้วย Sound xR เป็นโซลูชั่นที่จะให้ความดื่มด่ำไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมทางเสียงที่สมจริง และดึงดูดใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งในพื้นที่จริงและพื้นที่เสมือนจริง เพื่อปรับแต่งเสียงก้อง (reverberation) ของพื้นที่ และใช้ AFC Image เพื่อควบคุมการกำหนดตำแหน่งภาพเสียง (sound image localization) ได้อย่างอิสระ ระบบทั้งสองนี้ทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความต้องการของการผลิตเสียงที่ซับซ้อนในการใช้งานที่หลากหลาย เช่น ละครเวที, โอเปร่า และคอนเสิร์ต รวมถึงมอบประสบการณ์การฟังที่สมจริง และนำอุปกรณ์ทางดนตรีมาร่วมจัดแสดงได้แก่

FGDP-30 / FGDP-50

drum pads ที่สามารถเล่นด้วยนิ้วมือ ช่วยให้ผู้เล่นสามารถเพลิดเพลินไปกับการตีกลองที่ให้ความรู้สึกเสมือนจริงได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เพียงแค่นิ้วสร้างจังหวะ เพื่อประสบการณ์การตีกลองด้วยนิ้วที่ง่าย และสนุก

N3X AvantGrand เปียโนไฮบริด เรือธงของยามาฮ่า ที่ให้ความรู้สึกในการเล่นเหมือนกับการเล่นแกรนด์เปียโน แต่มาพร้อมความสะดวกสบายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมกับกลไกคีย์นำเสนอเสียงแกรนด์เปียโนระดับโลกถึงสองรุ่นไว้ในเครื่องเดียวให้ผู้ที่เล่นได้เพลิดเพลินกับเสียงของแกรนด์เปียนโน ระดับโลกของ YAMAHA คือรุ่น CFX และ Bösendorfer Imperial ที่มีชื่อเสียงด้านโทนเสียงที่ทุ้มลึก และอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์จากกรุงเวียนนา

DTX10K-X BLACK FOREST กลองชุดไฟฟ้าที่ผสานฟังก์ชันการทำงานของกลองชุดอะคูสติก (กลองจริง) เข้ากับความสวยงาม อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับมือกลอง กลองชุด DTX ไม่เพียงแต่ทำให้การฝึกซ้อมที่บ้านเป็นเรื่องสนุกเ แต่ยังเหมาะสำหรับการใช้งานในสตูดิโอบันทึกเสียงหรือบนเวทีอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงรถที่ผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อย่าง YAMAHA

TRACER9 GT+ Y-AMT รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตทัวร์ริ่งระดับท็อปที่ล้ำสมัยที่สุดของยามาฮ่าในตระกูล Tracer ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีของเกียร์ที่มีกลไกการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็ว และตอบสนองได้อย่างฉับไว มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล สบาย และสปอร์ตในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การขับขี่ในชีวิตประจำวัน การเดินทางไกล ไปจนถึงการขับขี่แบบสปอร์ตเร้าใจ

YAMAHA FAZZIO HYBRID รถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 125 ซีซี ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน โดยยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริด จะเป็นโมเดลที่เตรียมวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในเวลาอันใกล้นี้อีกด้วย

YAMAHA YZF-R1 รถแข่งในศึกการแข่งขัน Coca-Cola Suzuka 8 Hours Endurance 2025 ที่มีนักแข่งระดับโลกนำโดย แจ็ค มิลเลอร์ นักแข่งชาวออสเตเรีย จากพรีม่าพรามัค โมโตจีพี อันเดรีย โลคาเตลลี่ นักแข่งจากการแข่งขันเวิร์ด ซูเปอร์ไบค์ และนักแข่งจอมเก๋าชาวญี่ปุ่น คัสซึยูกิ นากาซึกะ ร่วมลงทำการแข่งขันในรายการที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น

YAMAHA TY-E 3.0 รถจักรยานยนต์ Trial พลังงานไฟฟ้าที่ยามาฮ่าได้พัฒนา และลงทำการแข่งขันในระดับโลก ในรายการ “FIM Trial-E Cup” ที่ประเทศฝรั่งเศส และรายการ “Comblain au Pont” ประเทศเบลเยี่ยม และยังสามารถคว้าแชมป์ได้ที่ประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย 

และทั้งหมดนี้ก็คือ กองทัพเทคโนโลยียานยนต์สุดล้ำเข้าของยามาฮ่าที่เข้าร่วมโชว์ตัวในงาน Japan Mobility Show 2025 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของยามาฮ่าในงาน Japan Mobility Show 2025 ได้ที่ Facebook : YAMAHA Society Thailand