Home Blog Page 12

“ไทยฮอนด้า” ร่วมนับถอยหลังสู่สนามแรก “โมโตจีพี 2026”

“ไทยฮอนด้า” ร่วมนับถอยหลังสู่สนามแรก “โมโตจีพี 2026” ชวนแฟนมอเตอร์สปอร์ตเปิดประสบการณ์ระดับโลก อัดแน่นกิจกรรมความมันส์แบบจัดเต็ม พร้อมใกล้ชิดนักแข่งระดับโลก

“ไทยฮอนด้า” ร่วมงานแถลงข่าวการนับถอยหลังสู่การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2026 ในรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2026” (พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์) ในศึกการแข่งขันระดับโลกที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 พร้อมเชิญชวนแฟนชาวมอเตอร์สปอร์ต ร่วมเปิดประสบการณ์ความมันส์ระดับโลกไปด้วยกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สโมสรราชพฤกษ์

นายณัฐชัย ศรีโสวรรณา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานวางแผนธุรกิจ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ไทยฮอนด้า” ยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาศักยภาพนักแข่งเยาวชนไทยอย่างมีระบบ สู่การเป็น The Next Successor รุ่นต่อไป เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ตามรอยรุ่นพี่อย่าง ก้อง สมเกียรติ และคนอื่นๆ ที่โลดแล่นในเวทีการแข่งขันระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น MotoGP หรือ รายการใหญ่ในระดับโลกอื่นๆที่ท้าทาย และไม่ใช่แค่นักแข่งเพียงอย่างเดียว ฮอนด้ามองถึงการพัฒนาทีมช่างควบคู่ไปด้วย ฮอนด้ายืนยันความพร้อมในการพัฒนานักแข่งไทยและทีมช่างที่มีฝีมือ ให้ก้าวขึ้นสู่การแข่งขันในรุ่นถัดไปอย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอนครับ

ส่วนในปี 2026 เราได้เตรียมกิจกรรมต่างๆ ไฮไลต์โดดเด่นที่ไม่ควรพลาดกับประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส! “Honda Exhibition Hall” ติดแอร์ ภายใต้คอนเซปต์ “Race to The One” ที่เปิดโอกาสให้แฟนความเร็วได้ใกล้ชิดกับรถแข่งระดับโลก และรถบิ๊กไบค์ตกแต่งพิเศษ จากร้านแต่งชั้นนำ และลูกค้าที่ชนะการประกวดจากกิจกรรม BigBike Fest ซึ่งถูกนำมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกิจกรรมพิเศษภายในบูธฮอนด้าให้ร่วมสนุก ลุ้นรับของรางวัลมากมาย รวมถึงการรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านจอ LED ขนาดยักษ์ ควบคู่การบรรยายสดจากทีมผู้บรรยายมืออาชีพ เติมเต็มบรรยากาศความมันส์ตลอดทั้งงาน พลาดไม่ได้! กับโปรโมชั่นสินค้าลิขสิทธิ์แท้จากฮอนด้า และ Honda Collection ใหม่ล่าสุดในราคาพิเศษ เอาใจแฟนๆ ความเร็ว 

นอกจากนี้ยังได้ใกล้ชิดนักแข่งมอเตอร์สปอร์ต ในกิจกรรม “มีตแอนด์กรี๊ด” (Meet and Greet) กระทบไหล่นักแข่งระดับโลกของฮอนด้าในศึก โมโตจีพี นำโดย “โจอัน เมียร์” และ “ลูก้า มารินี” คู่หูจาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี รวมถึง “โยฮันน์ ซาร์โก” และ “ดิโอโก้ โมเรร่า” ดาวรุ่งพุ่งแรงในสังกัด ฮอนด้า แอลซีอาร์ ที่จะมาใกล้ชิดแฟนๆ กันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ณ Honda Village

พร้อมสัมผัสประสบการณ์  Honda EV Experience ณ บริเวณทางเข้า “Welcome Area EV Station” กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ และนวัตกรรมพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่คอยให้บริการเพื่อรับ-ส่งชาวมอเตอร์สปอร์ตเดินทางสู่กิจกรรมต่างๆ ภายในงาน โดยอีกจุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด Test Riding Zone ยกขบวนรถจักรยานยนต์ฮอนด้าหลากหลายรุ่นให้แฟนๆ ความเร็ว และผู้เข้าชมกิจกรรมได้ร่วมทดสอบขับขี่ พิสูจน์สมรรถนะ พร้อมครูฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าคอยให้การแนะนำทักษะการขับขี่ที่ถูกต้อง และสิทธิพิเศษที่สามารถจับจองรถในราคาสุดพิเศษ ได้ภายในงาน พร้อมทั้งโปรโมชั่นมากมาย

“Race to The One” ฮอนด้าชวนแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตร่วมประสบการณ์เชียร์ระดับโลกกับ “ฮอนด้า สแตนด์” ร่วมชม ร่วมเชียร์นักแข่งฮอนด้า จัดเต็มด้วยอุปกรณ์การเชียร์ครบมือ พร้อมด้วยทีมเชียร์ที่จะมาสร้างบรรยากาศความสนุกสนาน ร่วมสร้างปรากฏการณ์ที่สุดแห่งภาพความประทับใจ อวดสู่สายตาชาวโลกอย่างยิ่งใหญ่ไปพร้อมกัน

สำหรับสมาชิก ฮอนด้า บิ๊กไบค์ คลับ ผู้ที่ชื่นชอบขับขี่ในสไตล์ทัวร์ริ่ง สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม Honda BigBike Road Trip to ThaiGP 2026 ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์คู่ใจไปพร้อมกับเหล่าสมาชิก สามารถติดต่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ Honda BigWing ทั่วประเทศ นอกจากนี้ สำหรับนักเดินทาง “ไทยฮอนด้า” ยังเปิดจุดพักรถ “Honda Rest Station” ไว้คอยให้บริการ Free Service เครื่องดื่ม ผ้าเย็น และตรวจเช็กความพร้อมรถจักรยานยนต์เบื้องต้น ระหว่างทางมุ่งสู่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ร่วมเปิดประสบการณ์ระดับโลกไปด้วยกัน

พิเศษยิ่งขึ้น กับกิจกรรม “Honda Race to The One Village 2026” พาแฟนคลับ Honda Wing Center, Honda BigBike และ CUB House มาร่วมชมเชียร์ชิดติดขอบสนามแบบ Exclusive และพักค้างคืนท่ามกลางบรรยากาศแคปปิ้ง การดูแลบริการอย่างสุดพิเศษ อิ่มอร่อยกับอาหารดังบุรีรัมย์ Food Truck & Street Food ร่วมสนุกสนานไปกับกิจกรรมความบันเทิงแบบอัดแน่น เกมส์สนุกสุดมันส์ ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

แฟนชาวมอเตอร์สปอร์ตห้ามพลาด มาร่วมเปิดประสบการณ์ระดับ “เวิลด์คลาส” สร้างประวัติศาสตร์การเชียร์ที่ยิ่งใหญ่ไปด้วยกันกับฮอนด้า ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ยามาฮ่า ร่วมแถลงข่าวเปิดศึก MotoGP 2026

ยามาฮ่า ร่วมแถลงข่าวเปิดศึก MotoGP 2026 ประเดิมเปิดฤดูกาลด้วยศึกไทยจีพี เนรมิต YamahaGP Pavilion มอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสให้แฟนความเร็ว

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมงานแถลงข่าวนับถอยหลังสู่การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นสนามเปิดฤดูกาลการแข่งขัน MotoGP ประจำปี 2026 สะท้อนศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “ยามาฮ่า” ในฐานะแบรนด์ผู้ขับเคลื่อนวงการมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างต่อเนื่อง

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร นายภาณุพล กิตติคำรณ ที่ปรึกษาอาวุโสผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า และนายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้าและการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้รับเกียรติร่วมถ่ายภาพกับ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และนายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ไทยยามาฮ่าเตรียมยกระดับประสบการณ์แฟนมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการเนรมิต YamahaGP Pavilion โดมขนาดใหญ่ติดเครื่องปรับอากาศ ภายในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งประสบการณ์สุดยูนีคของแฟนยามาฮ่าจากทั่วโลก อัดแน่นด้วยกิจกรรมความบันเทิง ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และกิจกรรมมีตแอนด์กรี๊ดแบบใกล้ชิดตลอด 3 วันเต็ม สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการเชื่อมโยง “มอเตอร์สปอร์ต เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ไฮไลต์สำคัญใน YamahaGP Pavilion คือการพบกับ 4 นักแข่งระดับโลกจากยามาฮ่า นำโดยอดีตแชมป์โลกชาวฝรั่งเศส Fabio Quartararo #20 พร้อมคู่หูนักบิดชาวสเปน Alex Rins #42 จากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Team ร่วมด้วยนักบิดชาวออสเตรเลีย Jack Miller #43 และแชมป์โลกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ 3 สมัยชาวตุรกี Toprak Razgatlioglu #7 จากทีม Prima Pramac Yamaha MotoGP Team

โดยในฤดูกาล 2026 นักแข่งยามาฮ่าทั้ง 4 คน จะลงทำการแข่งขันด้วยรถแข่ง YAMAHA YZR-M1 เวอร์ชันล่าสุด เครื่องยนต์ V4 Project ขนาด 1,000 ซีซี ตลอดทั้งฤดูกาล

นอกจากนี้ แฟนมอเตอร์สปอร์ตที่ซื้อบัตรเข้าชมในโซน “YAMAHA STAND” ทุกที่นั่ง ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ ได้แก่

1.รถจักรยานยนต์ ALL NEW YAMAHA NMAX (STD) พร้อมหมวกกันน็อกลายเซ็น Fabio Quartararo

2.รถจักรยานยนต์ ALL NEW YAMAHA AEROX พร้อมหมวกกันน็อกลายเซ็น Alex Rins

รวมมูลค่ากว่า 238,700 บาท โดยจะมีการจับรางวัลในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ YamahaGP Pavilion ชาวยามาฮ่ามีที่บัตรแล้วห้ามพลาด

สำหรับการแข่งขัน PT Grand Prix of Thailand 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยงานแถลงข่าวนับถอยหลังสู่การแข่งขันครั้งนี้ได้จัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม ชั้น 2 สโมสร ราชพฤกษ์ คลับ นอร์ทปาร์ค ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

เอ็มจี ตอกย้ำความสำเร็จปี 2025 ทำยอดขาย 4.507 ล้านคัน

เอ็มจี ตอกย้ำความสำเร็จในตลาดยุโรป-อินเดีย-ไทย ดันยอดขายรวม SAIC MOTOR CORPORATION ปี 2025 พุ่ง 12.3% ทะลุ 4.507 ล้านคัน พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจทั่วโลกสู่ศักราชใหม่ภายใต้กลยุทธ์ GLOCAL

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จในฐานะแบรนด์ที่เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันยอดขายรวมทั่วโลกของ SAIC MOTOR CORPORATION ในปี 2025 ทะยานสู่ 4.507 ล้านคัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 12.3% ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย เอ็มจี สามารถเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างความนิยมในตลาดหลักทั่วโลก ทั้งยุโรปที่ยอดขายพุ่งสูงขึ้น 30% อินเดียขยายตัว 17.8% และประเทศไทยที่ปิดยอดปีล่าสุดด้วยอัตราเติบโต 44% พร้อมเดินหน้าสู่ศักราชใหม่ขับเคลื่อนธุรกิจในเครือทั่วโลกด้วยกลยุทธ์ “GLOCAL” ผสานนวัตกรรมระดับโลกเข้ากับความต้องการของผู้บริโภคเพื่อวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืนในทุกภูมิภาค

SAIC MOTOR CORPORATION บริษัทแม่ของแบรนด์ เอ็มจี เปิดเผยผลการดำเนินงานในปี 2025 โดยมียอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลกกว่า 4.507 ล้านคัน หรือมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน หากพิจารณายอดขายเฉพาะในตลาดต่างประเทศ พบว่า มียอดขายรวม 1.071 ล้านคัน ซึ่งเติบโตขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการขยายตัวและการได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเวทีโลก โดย เอ็มจี ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งยุโรป อินเดีย และภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะ ตลาดยุโรปที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ด้วยยอดขายรวมกว่า 300,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงการยอมรับยานยนต์จากจีนในตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่ในตลาดอินเดีย มียอดขายรวม 70,000 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 17.8% ส่งผลให้ยอดจำหน่ายสะสมของรถยนต์ เอ็มจี ทั่วโลกมีมากกว่า 6 ล้านคัน

ความสำเร็จดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์ “GLOCAL” ที่ SAIC MOTOR CORPORATION ได้ประกาศใช้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจทั่วโลกด้วยการผสานแนวคิด Global + Local เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปสู่การสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ครบวงจรและยั่งยืน โดย เอ็มจี เป็นแบรนด์หลักที่นำวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว อีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าจับตามองของ SAIC MOTOR CORPORATION  ในปีที่ผ่านมา คือ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งมียอดขายรวมสูงถึงกว่า 1.643 ล้านคัน หรือโตเพิ่มขึ้น 33.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ของกลุ่มฯ โดย เอ็มจี มีส่วนสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยี NEV สู่ตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NEW MG4 ELECTRIC ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นหัวหอกในการสร้างตลาดทั่วโลก และสามารถทำยอดขายได้ดีในหลายๆ ประเทศ

ในส่วนของประเทศไทย เอ็มจี มียอดขายภายในประเทศและส่งออกรวม 35,872 คัน ในปี 2025 ที่ผ่านมา หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ เอ็มจี ในตลาดรถยนต์เมืองไทย และเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของแบรนด์ในภูมิภาคอาเซียน ด้านการผลิต เอ็มจี ได้ดำเนินการผลิตชดเชยตามเงื่อนไขของนโยบายการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ครบถ้วน 100% แล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านการผลิตและการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ พร้อมตอกย้ำสถานะของ เอ็มจี ในฐานะหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย

มร.ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2025 เป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของ SAIC MOTOR CORPORRATION ในเวทีโลก โดยเฉพาะบทบาทของแบรนด์ เอ็มจี ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดต่างประเทศและภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ยุทธศาสตร์ GLOCAL ที่ผสานจุดแข็งระดับโลกเข้ากับความเข้าใจในแต่ละตลาดอย่างลึกซึ้ง ปัจจุบัน รถยนต์ของ เอ็มจี วางจำหน่ายในตลาดทั่วโลกแล้วกว่า 170 ประเทศทั่วทุกภูมิภาค สะท้อนการยอมรับของผู้บริโภคระดับสากลและความมั่นคงของแบรนด์ในฐานะผู้เล่นระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์ สำหรับประเทศไทย เอ็มจี ไม่ได้เป็นเพียงตลาดจำหน่าย แต่เป็นหนึ่งในตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกลุ่ม ทั้งในการพัฒนาแบรนด์ การลงทุนด้านการผลิต และการส่งเสริมตลาดยานยนต์พลังงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จด้านยอดขายในปีที่ผ่านมา รวมถึงการดำเนินการผลิตชดเชยตามนโยบาย EV 3.0 ของภาครัฐอย่างครบถ้วน แสดงให้เห็นถึงความพร้อม ความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการเติบโตเคียงคู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน ในปี 2026 SAIC MOTOR CORPORRATION และ เอ็มจี เตรียมเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า และระบบอัจฉริยะ (Intelligent Mobility) เพื่อตอบรับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก และเสริมศักยภาพให้กับ เอ็มจี ในฐานะแบรนด์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มฯ ทั้งในตลาดประเทศไทยและตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

Chery V23 เปิดเวทีประชันไอเดียแต่งรถสไตล์ที่เป็นคุณ

ขอเชิญชวน นิสิต นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปผู้มีไอเดียการตกแต่งและรักการออกแบบมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานบน Chery V23 รถทรงกล่องดีไซน์ทันสมัยในสไตล์ตามแบบของตัวเอง

โดยมีเกณฑ์การพิจารณาจากรูปแบบ The Best Boxy Style, The Classic Style และ Utilities เน้นสวยงาม ลงตัว ใช้งานได้จริง ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและบินลัดฟ้าชมงาน Auto China 2026 Beijing International Automotive Exhibition

ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

เปิดรับสมัครและส่งผลงานเข้าประกวด ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569

ปิดรับผลงานวันที่ 31 มกราคม 2569

ติดตามรายละเอียดและส่งผลงานได้ที่

https://www.grandprix.co.th/chery-design-contest

#CHERYV23STYLEUPCONTEST

ไทยฮอนด้า เปิดตัว “New Honda UC3” ครั้งแรกของโลก

ไทยฮอนด้า เปิดตัว “New Honda UC3” ครั้งแรกของโลก มิติใหม่แห่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้า คอนเซ็ปต์ “The Urban First Movers” ก้าวสู่ชีวิตคนเมืองยุคใหม่

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด “New Honda UC3” (นิว ฮอนด้า ยูซีสาม) พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่แรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Urban First Movers ก้าวแรก…ที่เปลี่ยนชีวิตแบบเดิม” โดดเด่นด้วยดีไซน์แห่งอนาคตมาพร้อม 2 เฉดสี “สีดำ Graphite Black” และ “สีขาว Pearl Sapphire White” โดยพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางในชีวิตประจำวันของคนเมือง มอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยจากฮอนด้า สอดรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาทางเลือกในการเดินทางที่ทั้งง่าย สะดวก ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เพื่อย้ำความพร้อมด้านการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว ไทยฮอนด้าเดินหน้าพัฒนา Honda ev Charger สถานีชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in ของฮอนด้า โดยเปิดให้บริการที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นแห่งแรก และมีแผนขยายการให้บริการเพื่อรองรับลูกค้าภายในปีนี้และในอนาคต

-ภายในปี 2569 Honda ev Charger เปิดให้บริการทั้งหมด 230 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโลตัส ทั่วประเทศ อีกทั้งสถานีชาร์จสำหรับรองรับการ Services 915 แห่ง ที่ศูนย์บริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

-ภายใน 2572 Honda ev Charger จะเปิดบริการครอบคลุมทั่วประเทศ 800 สถานี (ภายในระยะเวลา 4 ปี) เพื่อเสริมความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการใช้งานและการดูแลรักษารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

New Honda UC3 สะท้อนการเริ่มต้นรูปแบบการเดินทางใหม่ของคนเมือง ผ่านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน มอบความสะดวกสบายด้วยระบบชาร์จแบบ Plug-in พร้อม Portable Charger เครื่องชาร์จแบบพกพากำลังไฟ 450 วัตต์ สามารถเสียบชาร์จกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ทันที ชาร์จเต็มภายใน 9 ชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จจากระดับ 30% ถึง 80% ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 kWh ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ Lithium-ion LFP ที่ผ่านมาตรฐานสากล UNR136 รองรับการใช้งานในเมืองได้อย่างมั่นใจ สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 122 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และทำความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อม 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Econ, Standard และ Sport และระบบ Reverse Assist Function สำหรับช่วยถอยหลัง และควบคุมรถถอยเขาช่องจอด ในที่แคบได้อย่างสะดวกและง่ายดาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

New Honda UC3 ถ่ายทอดผ่านรูปทรงที่ล้ำสมัย พร้อมพื้นผิวและวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อโลกยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทุกเส้นสายผ่านการเกลาอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด สร้างภาพลักษณ์แห่งอนาคตที่โดดเด่นและแตกต่าง เสริมเอกลักษณ์ด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์แบบ Integrated Light Bar พร้อม Daytime Running Light กลมกลืนกับไฟเลี้ยวอย่างลงตัว ช่วยเพิ่มทั้งความสวยงามและทัศนวิสัยในการขับขี่ มาพร้อมหน้าจอแสดงผล TFT ขนาด 5 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อ Honda RoadSync ใช้งานง่ายผ่านมัลติฟังก์ชันคอนโทรลเลอร์ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยพื้นที่เก็บของใต้เบาะ U-Box ขนาดใหญ่ และกุญแจรีโมตอัจฉริยะ Honda SMART KEY ที่ช่วยให้สามารถสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ เสริมการใช้งานด้วยช่องชาร์จไฟ USB Type-C รวมถึงพื้นที่เก็บของด้านหน้า พร้อมโครงสร้าง Stability Frame ดีไซน์เฟรมครอบคลุมตำแหน่งแบตเตอรี่ ช่วยปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยการควบคุมมั่นคงและขับขี่ได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง

New Honda UC3 มีให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ (Graphite Black) และสีขาว (Pearl Sapphire White) ราคาแนะนำที่ 132,600 บาท รวมเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ารอบ 2 (EV 3.5) พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษ 0.33 % ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,297 บาท

นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกชุดแต่ง H2C 10 ดีไซน์สุดเท่ ได้แก่ Hook ALU ขอเกี่ยวของอลูมิเนียม, Side Garnish แถบพลาสติกตกแต่งข้าง, Floor Panel ALU CNC ชุดแผ่นวางเท้าอลูมิเนียม, Break Reservoir Cap ฝาปิดกระปุกน้ำมันเบรก, Handle Cover ชุดฝาครอบแฮนด์ด้านบน, Rear Carier แรคท้ายเบาะ, Handle Grip Weight ตุ้มปลายแฮนด์, Pillion Step ALU พักเท้าหลัง, Crankcase Cover ครอบเครื่องอลูมิเนียม และ Side Mark Emblem Honda สติ๊กเกอร์เครื่องหมายฮอนด้า ทั้งนี้ ยังมีแคมเปญการผ่อนแบบบอลลูนโดยผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,816 บาท และโปรโมชันชาร์จฟรีหนึ่งปีหรือ 12,000 บาท เปิดรับจองและทดลองขับขี่ได้ที่งาน Honda Megafesto ณ Bravo Bkk พระรามเก้า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และพร้อมวางจำหน่าย ทดลองขับขี่ได้ที่ Honda Wing Center ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป (ดูรายละเอียด และเช็คสาขาเพิ่มเติมได้ที่ https://ev.thaihonda.co.th/)

ในโอกาสนี้ ไทยฮอนด้าได้จัดแคมเปญ After Sales Service สำหรับ New Honda UC3 เพื่อรองรับการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจในทุกวัน ด้วยแพ็กเกจบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทั้งการดูแลรักษาและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569

•รับสิทธิพิเศษ Service Package ภายใต้ Honda Service Premium (HSP) ฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปี หรือระยะทาง 30,000 กิโลเมตร ครอบคลุมการตรวจเช็กสภาพรถทุกระบบ การเปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้าย แหวนรอง และน้ำมันเบรก เมื่อซื้อรถและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน My Honda moto

•บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance นาน 3 ปี ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รองรับกรณีรถเสียฉุกเฉินและเกิดอุบัติเหตุช่วยเหลือไม่จำกัดจำนวนครั้งและการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในกรณีแบตเตอรี่หมดและบริการปะยางฉุกเฉิน 2 ครั้งต่อปี เพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ใช้งานในทุกเส้นทาง โดยสามารถใช้บริการได้ง่ายผ่านไลน์ @premiumcarebike หรือติดต่อที่เบอร์ 02-124-3207

“ไทยฮอนด้า” เสริมทัพ 4 โมเดล เปิดเกมรุกปี 2569

“ไทยฮอนด้า” เปิดเกมรุกปี 2569 เสริมทัพ 4 โมเดลใหม่ นำโดย New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของฮอนด้าเปิดที่แรกของโลก พร้อมเผยทิศทางธุรกิจเขย่าตลาดเมืองไทย

“ไทยฮอนด้า” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดศักราช 2569 ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย ด้วยการเผยภาพรวมผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัว 4 โมเดลใหม่ ในงาน “Thai Honda Press Conference & Dealer Meeting 2026 : Move Up to Future Ahead” ณ โรงแรม Centara Grand and Bangkok Convention Centre

 ไฮไลต์สำคัญ คือ รุ่น New Honda UC3 (นิว ฮอนด้า ยูซีสาม) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลก โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เริ่มวางจำหน่าย มาในคอนเซ็ปต์ “The Urban First Movers ก้าวแรก…ที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตแบบเดิม” สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำตลาดและฐานการผลิตสำคัญของฮอนด้าในระดับโลก และอีก 3 รุ่น ได้แก่ New Honda Scoopy เผย 9 เฉดสีใหม่ พร้อมพรีเซนเตอร์ใหม่วง “LYKN” ที่มาเติมความสนุกให้กับชาวแก๊งไอคอนิก ตามด้วย New Honda Lead ที่อัปเกรดทั้งดีไซน์ด้านหน้าเฉดสีใหม่ และระบบเบรก ABS เสริมความมั่นใจในการขับขี่ ปิดท้ายด้วย All New Honda Wave 110 รถจักรยานยนต์ครอบครัวรุ่นยอดนิยมที่คนไทยไว้วางใจ ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ เพิ่มความทันสมัย ควบคู่ความประหยัด คุ้มค่า และความทนทานตามมาตรฐานฮอนด้า

มร.ไดกิ มิฮาระ ผู้บริหารระดับสูง รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฮอนด้ามุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั่วโลก ส่งผลให้เราสามารถส่งมอบ ‘ความสุขและอิสระในการขับเคลื่อน’ จนก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์อันดับ 1 ของโลกอย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 40% โดยคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณนี้จะมียอดจำหน่ายสูงถึง 21 ล้านคัน พร้อมวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับการเติบโตของตลาดโลกที่คาดว่าจะถึง 60 ล้านคันภายในปี 2573 ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าอย่างแท้จริง เราพร้อมที่จะคว้าโอกาสจากการเติบโตของความต้องการในตลาดรถจักรยานยนต์อย่างมั่นคง ฮอนด้าได้ตั้งเป้าหมายในระยะยาวว่า

“ทุกๆ 2 คน จะมีผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ฮอนด้า 1 คน” ทั้งระบบเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างแท้จริง”

“ฮอนด้าพร้อมเดินหน้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยในประเทศไทยเราถือเป็นผู้นำยุคแรกเริ่มที่วางรากฐานนวัตกรรมไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านรุ่น Benly e : และ CUV e: และในวันนี้เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะนำเสนอ New Honda UC3 รถไฟฟ้า Plug-in คอมมิวเตอร์รุ่นแรกที่สะท้อนคำมั่นสัญญาใหม่ในธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้า และเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda WN7 ที่เปิดตัวในงาน Milano Show เมื่อปีที่ผ่านมา บนตัวผลิตภัณฑ์ได้ประทับชื่อ “Honda” อย่างภาคภูมิใจ ไม่เพียงเท่านี้ ฮอนด้ามุ่งสร้างความมั่นใจในการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน ขณะเดียวกันเราขอยืนยันที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักต่อไปแม้ในยุคที่ EV เติบโต เพื่อสร้างงาน เสริมรากฐานอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสังคมไทย ด้วยคุณภาพและความเชื่อมั่นที่เราสั่งสมมาอย่างยาวนาน” มร.ไดกิ มิฮาระ กล่าวเสริม

มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ไทยฮอนด้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชีย และเป็นศูนย์กลางหลักของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในระดับภูมิภาค ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยโดยรวมอยู่ที่ 1.73 ล้านคัน ไทยฮอนด้าสามารถสร้างผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์กว่า 1.40 ล้านคัน เติบโต 102% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ”

“สำหรับปี 2569 การแข่งขันทางธุรกิจจะเข้มข้นขึ้น แต่เราก็พร้อมปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ไทยฮอนด้าคาดการณ์ว่าตลาดรวมรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 1.68 – 1.73 ล้านคัน และเราได้ตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 1.36 – 1.40 ล้านคัน ฮอนด้าจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนไทยในทุกมิติ โดยมีแผนเปิดตัว รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่รวมทั้งสิ้น 11 รุ่น ตลอดทั้งปี ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ควบคู่กับการรักษาความเป็นผู้นำด้านการขาย เทคโนโลยีบริการหลังการขาย การส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้ลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น ปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของฮอนด้าในตลาดรถจักรยานยนต์ไทยกับการเปิดตัว New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Plug-in รุ่นแรกที่จะจำหน่ายโดยตรงถึงผู้ใช้ ออกแบบมาเพื่อวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ผสานเทคโนโลยีและมาตรฐานของฮอนด้า เพื่อมอบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ ขับขี่ไร้มลพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นที่แรกในโลกอีกด้วย” มร.ยูอิจิ ชิมิซุ กล่าวเพิ่ม

New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Urban First Movers ก้าวแรกที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตแบบเดิม” ตอบโจทย์การเดินทางของคนเมืองในชีวิตประจำวัน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 kWh ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ Lithium-ion LFP มาตรฐานสากล UNR136 วิ่งได้ไกลสูงสุด 122 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 80 กม./ชั่วโมง พร้อม 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Econ, Standard, Sport และระบบ Reverse Assist Function สำหรับช่วยถอยหลัง โดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดิร์น ไฟหน้า LED แบบ Integrated Light Bar หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมด้วย Honda SMART KEY ช่องชาร์จ USB Type-C และพื้นที่เก็บของหลากหลายตำแหน่ง พร้อมโครงสร้าง Stability Frame ที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงและความมั่นใจในการขับขี่ทุกเส้นทาง อีกทั้งไทยฮอนด้าได้เปิดตัว Honda ev Charger แห่งแรกของประเทศไทยที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และมีแผนขยายกว่า 230 สถานี เพื่อรองรับการใช้งานภายในปีนี้ และอีก 800 สถานี ภายใน พ.ศ. 2572

ขณะที่กลุ่มรถเอที New Honda Scoopy ได้กลับมาสร้างสีสันอีกครั้ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Iconic Gang แก๊งเจนใหม่ ไปให้สุดเทรนด์” ที่ได้วง “LYKN” มาเป็นพรีเซนเตอร์ใหม่ ถ่ายทอดความสนุกและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยได้เนรมิตเฉดสีใหม่ 9 เฉดสี 3 สไตล์ มาให้เลือก วางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น Club 12 มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีใหม่ สีชมพู, สีขาว-น้ำเงิน, สีดำ-แดง และสีเทา-ขาว ในราคาแนะนำ 55,100 บาท ตามด้วย รุ่น Prestige เลือกได้ 3 สี ได้แก่ สีเขียว สีดำ และสีขาว ในราคาแนะนำ 53,700 บาท และ รุ่น Urban มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีฟ้า และสีดำ ในราคาแนะนำ 50,600 บาท

ตามมาด้วย New Honda Lead125 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “New Dimension of Minimal มินิมอลอีกขั้น สู่ความเท่อีกระดับ” ถ่ายทอดมิติใหม่ของไลฟ์สไตล์คนเมือง ผ่านเฉดสีใหม่พร้อมดีไซน์ด้านหน้าที่เสริมลุคสปอร์ต ทันสมัย เสริมความมั่นใจด้วยระบบเบรก ABS ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว New Honda Lead125 วางจำหน่าย 2 รุ่นพร้อมเฉดสีใหม่ ได้แก่ รุ่น ABS มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Black) และ สีเทา (Grey) ในราคาแนะนำ 67,000 บาท และรุ่น CBS มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Black) และ สีขาว–ดำ (White–Black) ราคาแนะนำ 62,000 บาท

ปิดท้ายด้วย All New Honda Wave110 ปรับโฉมใหม่เพิ่มความทันสมัยยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยสีรถและโลโก้ Emblem สีคอปเปอร์ มาพร้อมไฟเลี้ยวดีไซน์ใหม่โฉบเฉี่ยว ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบ LED เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของด้านหน้า ตะขอแขวนอเนกประสงค์ และ ช่องชาร์จ USB Type-C เสริมความปลอดภัยด้วยระบบ Combined Brake System (CBS) พร้อมยกระดับทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย มาพร้อมขุมพลัง Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI ที่แข็งแรง ทนทาน คล่องตัว และประหยัดน้ำมันด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 71.4 กม./ลิตร All New Honda Wave110 พร้อมวางจำหน่ายในรุ่นล้อแม็ก Special Edition 2 สี ได้แก่ สีขาว–น้ำตาล และ สีดำ–น้ำตาล ราคาแนะนำที่ 48,800 บาท และรุ่นล้อแม็กมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเทา–น้ำตาล, สีน้ำเงิน และสีแดง ราคาแนะนำที่ 48,300 บาท รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ทมือ ดิสก์เบรก มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา–ดำ, สีน้ำเงิน–ดำ และสีดำ–น้ำตาล ราคาแนะนำที่ 46,300 บาท รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ทเท้า ดรัมเบรก วางจำหน่ายใน สีดำ ราคาแนะนำที่ 39,000 บาท

โตโยต้า แนะนำ Corolla Cross รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2569

โตโยต้า แนะนำ Corolla Cross รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2569 เครื่องยนต์ไฮบริด ราคาเริ่มต้น 989,000 บาท

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ Corolla Cross รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2569 นำโดยรุ่น “HEV GR SPORT” ปรับดีไซน์ภายนอก และภายในใหม่ สปอร์ตเร้าใจยิ่งขึ้น ตกแต่งสไตล์ TOYOTA GAZOO Racing พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และยังมาพร้อมทางเลือกอีก 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น HEV PREMIUM LUXURY, รุ่น PREMIUM และ รุ่น HEV SMART กับขุมพลังไฮบริด มาตรฐานการควบคุมไอเสียยูโร 6 โดยลูกค้าสามารถมอบความไว้วางใจให้กับโตโยต้าตลอดอายุการใช้งานด้วยศูนย์บริการกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีประสบการณ์ด้านระบบไฮบริด และมาตรฐานความพร้อมด้านอะไหล่ที่ครบครัน ภายใต้แนวคิด “TOYOTA NO.1 TRUSTED HYBRID” เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ส่ง Corolla Cross รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2569 รถยนต์อเนกประสงค์ SUV ระดับ Premium ยอดนิยม ขุมพลังเครื่องยนต์ไฮบริด ขนาด 1.8 ลิตร มอบอัตราการใช้น้ำมัน 23.8 กิโลเมตร/ลิตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker) การออกแบบภายนอกดูโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และมีความแข็งแกร่ง ดีไซน์กระจังหน้าแบบ Multi-Dimensional ไฟหน้า LED Crystalized Headlamp และไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ Sequential เหนือระดับด้วยหลังคา Frameless Panoramic Roof พร้อมม่านบังแดดปรับไฟฟ้า ภายในห้องโดยสารเพียบพร้อมด้วยพื้นที่กว้างขวาง สะดวกสบายพร้อมด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระ ที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย โดดเด่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน กับหน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย สามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อล้ำสมัยอย่างแอปพลิเคชัน T-CONNECT พร้อมมอบความมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานโลก Toyota Safety Sense ในทุกรุ่นย่อย

สำหรับรุ่น HEV GR Sport นำเสนอความเร้าใจอีกขั้น ผ่านการออกแบบทั้งภายนอกและภายในเฉพาะรุ่น โฉบเฉี่ยว ให้ฟีลสปอร์ต สะท้อนจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ต กับดีไซน์กระจังหน้าแบบใหม่ สีเดียวกับตัวรถ พร้อมโลโก้ GR ดีไซน์กันชนหน้าด้านล่าง กันชนท้าย วัสดุตกแต่งด้านข้าง และวัสดุตกแต่งไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ พร้อมกันชนหน้าด้านล่าง และวัสดุกันชนท้ายสี Gun Metal และโลโก้ Corolla Cross สีดำบริเวณฝาท้าย สำหรับภายใน มาในโทนสีดำตกแต่งด้วยสี Dark Silver พร้อมเบาะดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งด้วยหนังกลับ เดินด้ายสีแดง พร้อมสัญลักษณ์ GR แบบปัก ที่คาดเข็มขัดนิรภัยสีแดงสไตล์ GR SPORT และโลโก้ GR ที่พวงมาลัย และเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยช่วงล่างและพวงมาลัย GR Sport ปรับจูนพิเศษ

นอกจากนั้น ยังแนะนำรุ่นย่อยใหม่ HEV Smart เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าในราคาที่คุ้มค่ากับเทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน

รุ่น HEV GR SPORT 

-ใหม่! เครื่องยนต์มาตรฐานการควบคุมไอเสียยูโร 6

การออกแบบใหม่ เฉพาะรุ่น GR SPORT

-ใหม่! กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมโลโก้ GR SPORT

-ใหม่! กันชนหน้าและกันชนท้ายด้านล่าง ดีไซน์ใหม่ สี Gun Metal

-ใหม่! วัสดุตกแต่งไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่

-ใหม่! วัสดุตกแต่งด้านข้างดีไซน์ใหม่

-ใหม่! โลโก้ Corolla Cross บริเวณฝาท้ายสีดำ

-ใหม่! เบาะนั่งคู่หน้าทรงสปอร์ต เดินด้ายสีแดง ตกแต่งด้วยหนัง Suede สีดำ พร้อม

สัญลักษณ์ GR แบบปัก ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง

-ใหม่! เข็มขัดนิรภัยสีแดงสไตล์ GR SPORT

-ใหม่! ภายในเดินด้ายสีแดง ตกแต่งสี Dark Silver

-ใหม่! พวงมาลัยตกแต่งสี Dark Silver พร้อมสัญลักษณ์ GR

-ปุ่ม Push Start และ Smart Key ตกแต่งสัญลักษณ์ GR

สมรรถนะเร้าใจ ปรับแต่งพิเศษ เฉพาะรุ่น GR SPORT 

-พวงมาลัย GR SPORT ปรับจูนพิเศษ

-ช่วงล่างปรับจูนพิเศษ เฉพาะรุ่น

อีกทั้งยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และปลอดภัยอีกมากมาย

-ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED Light Guiding

-Panoramic Roof แบบ Frameless พร้อมม่านบังแดดปรับไฟฟ้า

-กล้องมองรอบคัน Panoramic View Monitor (PVM) 360° view

-จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่ TFT แบบ Full Digital ขนาด 12.3 นิ้ว

-หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay  และ  Android Auto แบบไร้สาย

-อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless charger

-ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา

-เทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense

ระบบช่วยเตือนมุม อับสายตาที่กระจกมองข้าง (BSM) พร้อมช่วยเตือนขณะถอยรถ (RCTA)

รุ่น HEV Premium Luxury

ไฮไลท์สเปก

-ใหม่! เครื่องยนต์มาตรฐานการควบคุมไอเสียยูโร 6

-Panoramic Roof แบบ Frameless พร้อมม่านบังแดดปรับไฟฟ้า

-กล้องวิดีโอบันทึกภาพติดรถยนต์ ด้านหน้า และด้านหลัง

-กล้องมองรอบคัน Panoramic View Monitor (PVM) 360° view

-ระบบช่วยเตือนขณะจอดรถ พร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ PKSB

-อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless charger

-ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB และระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ ABH

-หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

-จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่แบบ Full Digital ขนาด 12.3 นิ้ว

-เบาะภายในสี Dark Rose *ตามสีภายนอก

-ฝาท้าย เปิด – ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเซนเซอร์แบบ Kick-Activated และระบบป้องกันการหนีบ

รุ่น HEV Premium

ไฮไลท์สเปก

-ใหม่! เครื่องยนต์มาตรฐานการควบคุมไอเสียยูโร 6

-ล้ออัลลอยปัดเงาสีทูโทน 18 นิ้ว

-ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB และระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ ABH

-หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

-เบาะภายในสี Dark Rose *ตามสีภายนอก

-ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารแบบ LED

-USB type C 4 ตำแหน่ง

-เทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense

-สัญญาณเตือนกะระยะ หน้า (2) หลัง (4) รวม 6 ตำแหน่ง

-ฝาท้าย เปิด – ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเซนเซอร์แบบ Kick-Activated และระบบป้องกันการหนีบ

รุ่น HEV SMART

-ใหม่! ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense

•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control แบบ All-Speed และระบบลดความเร็วอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง

•ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PCS)

•ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (LDA)

•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB)

-ใหม่! เครื่องยนต์มาตรฐานการควบคุมไอเสียยูโร 6

-ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED Light Guiding

-วัสดุหุ้มเบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำ

-จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่ แบบจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว 

-เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง

-ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) และพร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ (AHB)

-หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto

-ระบบเชื่อมต่อ T-Connect

-ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตําแหน่ง คู่หน้า / ด้านข้างคู่หน้า / ม่านด้านข้าง / หัวเข่าคนขับ

-กล้องมองภาพขณะถอยหลัง พร้อมสัญญาณเตือนกะระยะ หน้า (2) หลัง (4) รวม 6 ตำแหน่ง

-ระบบช่วยเตือนมุม อับสายตาที่กระจกมองข้าง (BSM) พร้อมช่วยเตือนขณะถอยรถ (RCTA)

เลือกเป็นเจ้าของ Corolla Cross รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2569 ขุมพลังไฮบริด 4 รุ่นย่อย

          • รุ่น HEV GR SPORT                1,254,000 บาท

          • รุ่น HEV PREMIUM LUXURY  1,204,000 บาท

          • รุ่น HEV PREMIUM                  1,094,000บาท

          • รุ่น HEV SMART                      989,000 บาท

สีภายนอก

รุ่น HEV GR Sport

-สีขาว Platinum White Pearl with Black Roof  (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท)

-สีแดง Emotional Red with Black Roof (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท)

-สีดำ Attitude Black Mica

รุ่น HEV Premium Luxury, รุ่น HEV Premium และรุ่น HEV Smart

-สีเทา Cement Gray Metallic (ราคาเพิ่ม 10,000 บาท)                            

-สีขาว Platinum White Pearl (ราคาเพิ่ม 10,000 บาท)

-สีเงิน Metal Stream Metallic

-สีดำ Attitude Black Mica

สีภายใน

-สี Dark Rose 

เฉพาะรุ่น HEV Premium Luxury / HEV Premium ที่สีภายนอกสี Platinum White Pearl, สี Cement Gray Metallic, สี Attitude Black Mica

-สี Black

เฉพาะรุ่น HEV Premium Luxury / HEV Premium ที่สีภายนอกสี Cement Gray Metallic และ สี Metal Stream Metallic และรุ่น  HEV Smart

-สี GR Sport Black

เฉพาะรุ่น GR Sport

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับ COROLLA CROSS ทุกรุ่น! [1 – 31 มกราคม 2569]

ดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมฟรี : ประกันภัยชั้นหนึ่ง Toyota Care PHYD**

พิเศษ!! สำหรับ COROLLA CROSS รุ่น HEV GR SPORT [1 – 31 มกราคม 2569]

รับเพิ่ม ส่วนลดเงินดาวน์ 10,000 บาท

รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี*** ไม่จำกัดระยะทาง เมื่อเข้าเช็กระยะตามกำหนด และพบความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานจากโปรแกรม TCFR Plus+****

-ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์สูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) และ 8 ปี หรือ 225,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) สำหรับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

-ส่วนลดค่าอะไหล่และเคมีภัณฑ์งานเช็กระยะสูงสุด 15%

-คะแนนสะสม ALIVE-X เมื่อมีค่าใช้จ่ายที่ศูนย์บริการโตโยต้า 2.5 เท่า 

*อัตราดอกเบี้ยคำนวณที่ดาวน์ 25% ขึ้นไป นาน 48 เดือน สำหรับผู้ซื้อที่ผ่านการอนุมัติ โตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ลิสซิ่งกสิกรไทย จำกัด, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และ ลีสซิ่งไอซีบีซี(ไทย) จำกัด

**ประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD (Pay How You Drive ขับดีลดให้) ปีแรก โดยทุนประกันภัยไม่เกิน 80% ของมูลค่ารถ (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถภายใต้ เงื่อนไขของแคมเปญ) รวมบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน 24 ชม. ไม่รวม พ.ร.บ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนดบริษัทที่เข้าร่วม ได้แก่ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ประกันไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด และบจก. มิตซุย ซุมิโตโมประกันภัย

***ขยายระยะเวลารับรองการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี พร้อมรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (นับตั้งแต่วันส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ารายแรกตามใบส่งมอบรถยนต์ใหม่)

• การรับรองการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี เฉพาะกรณีการเปลี่ยนเพื่อทดแทนแบตเตอรี่ไฮบริดที่เสียหายอันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุ/ชิ้นส่วน หรือการประกอบจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติ

– สำหรับรถ HEV ที่ใช้แบตเตอรี่ไฮบริดชนิด Ni-MH ลูกค้าจะต้องชำระค่าดำเนินการเพื่อใช้สิทธิ์ตามการรับรองนี้ (เฉพาะปีที่ 6-10) จำนวน 1,000 บาทต่อลูก (HV Battery assy) (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และต้องชำระค่าแรงรวมถึงค่าใช้จ่ายของชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ในการถอดเปลี่ยนและติดตั้งแบตเตอรี่ไฮบริด

– สำหรับรถ HEV ที่ใช้แบตเตอรี่ไฮบริดชนิด Li-ion ลูกค้าจะต้องชำระค่าดำเนินการเพื่อใช้สิทธิ์ตามการรับรองนี้ (เฉพาะปีที่ 6-10) จำนวน 1,900 บาท ต่อ ชุดประกอบแหล่งจ่ายไฟไฮบริด (HV Supply Stack) (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) (จำนวนชุดประกอบแหล่งจ่ายไฮบริดของรถยนต์แต่ละรุ่นอาจมีความแตกต่างกัน และเป็นการเปลี่ยนเฉพาะชุดประกอบแหล่งจ่ายไฟไฮบริดที่เสียหายเท่านั้น) และต้องชำระค่าแรงรวมถึงค่าใช้จ่ายของชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ในการถอดเปลี่ยนและติดตั้งแบตเตอรี่ไฮบริด (มีผลบังคับใช้กับรถยนต์ที่ส่งมอบตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป)

• การรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี จะรับผิดชอบโดยการซ่อม หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายอันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุ /ชิ้นส่วน หรือการประกอบจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติ ได้แก่ 1. ชุดกล่องรวมสายไฟแบตเตอรี่ไฮบริด 2. ชุดหม้อลมเบรกพร้อมแม่ปั๊มเบรก 3. ชุดคอมเพรสเซอร์พร้อมมอเตอร์ 4. ECU คอมพิวเตอร์ระบบควบคุมเครื่องยนต์ 5. ชุดอินเวอร์เตอร์พร้อมคอนเวอร์เตอร์ 6. ECU ควบคุมการจัดการกำลัง 7. ชุดเกียร์ไฮบริด 8. ชุดปั๊มน้ำอินเวอร์เตอร์ 9. ชุดโบลเวอร์ระบายความร้อนแบตเตอรี่

• ทั้งนี้ไม่รวมถึง ความเสียหายอันเนื่องจาก อุบัติเหตุหรือเป็นผลมาจากอุบัติเหตุ, ภัยธรรมชาติ, การดัดแปลงสภาพ หรือติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อการใช้งานที่มิใช่การใช้งานตามปกติของรถยนต์, การปรับตั้งหรือซ่อม จากศูนย์บริการที่ไม่ใช่ศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้า และเงื่อนไขอื่นๆ ตามคู่มือการรับประกันคุณภาพรถยนต์ การพิจารณาเกี่ยวกับกรณีความบกพร่อง หรือเสียหาย ตามรายละเอียดข้างต้นถือเป็นสิทธิ์ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

• สามารถใช้สิทธิ์และติดตั้งได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าเท่านั้นและชิ้นส่วนแบตเตอรี่ไฮบริดที่เสียหายจะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

• รถยนต์ซึ่งเป็นรถรับจ้างรถเช่าและ หรือรถสาธารณะไม่ได้รับสิทธิ์ดังที่ระบุข้างต้น

****โปรแกรม Toyota Connected Frequent Service Rewards Plus (TCFR Plus+)

เฉพาะลูกค้าที่ดาวน์โหลดและลงทะเบียนแอปพลิเคชัน T-Connect กดเข้าร่วมโปรแกรม TCFR Plus+

• ขอสงวนสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้าที่เข้ารับบำรุงรักษารถยนต์ (เช็กระยะมาตรฐานทุก 6 เดือน หรือ 10,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด ณ ศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้าและเปลี่ยนอะไหล่และเคมีภัณฑ์ตามคำแนะนำให้เปลี่ยนในคู่มือการใช้รถยนต์ (Owner Manual)

• ระดับและสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงความคุ้มครองในช่วงขยายระยะรับประกันคุณภาพสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) สำหรับ 14 ระบบมาตรฐานรถยนต์ และ 8 ปี หรือ 225,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) สำหรับระบบเครื่องยนต์และส่งกำลัง เป็นไปตามเงื่อนไขการขยายระยะรับประกันคุณภาพ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขสิทธิ์ขยายระยะรับประกันคุณภาพจากโปรแกรม TCFR Plus+

สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ใหม่ กับบริการเสริมที่หลากหลาย

ผ่านเทคโนโลยี T-CONNECT ด้วย 3 คุณสมบัติหลัก ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง

1. Always Located & Protected ให้คุณอุ่นใจ ปลอดภัยไร้กังวลในการเดินทาง

– Find My Car บริการเช็กตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ หมดปัญหาจำที่จอดไม่ได้ หารถไม่เจอ

– TheftTrack บริการตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม และประสานความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

– SOS บริการประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

– Geo-Fencing บริการแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนออกจากจุดจอดหรือขอบเขตที่คุณกำหนดไว้

2. Telematics Care ดูแลรถได้ง่ายๆ สะดวก พร้อมออกเดินทาง

– TCFR Plus+ สิทธิขยายระยะรับประกันคุณภาพรถยนต์สูงสุด 8 ปี หรือ 225,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)  

– Maintenance Reminder บริการแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาเข้าศูนย์บริการ พร้อมนัดหมายศูนย์บริการออนไลน์

– Vehicle Information บริการข้อมูลรถ แสดงสถานะรถ เช็กประวัติ และสถานะงานซ่อมเรียลไทม์

– PHYD Insurance ประกันภัย “ขับดี ลดให้” ที่ทำให้ลูกค้าสนุกกับคะแนนการขับขี่และส่วนลดเพิ่มเติม จากค่าเบี้ยประกันภัยพิเศษที่คำนวณจากพฤติกรรมและระยะทางการขับขี่ของลูกค้า

3. Happiness Mobility บริการเติมเต็มความสุข ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

– Toyota Alive-X โปรแกรมสะสมคะแนน The 1 ใช้แลกเป็นส่วนลดในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการโตโยต้า

– Connect You บริการแจ้งสิทธิพิเศษที่คัดสรรสำหรับลูกค้า T-Connect

– Concierge Services บริการผู้ช่วยส่วนตัว ให้คุณสอบถามเส้นทาง จองร้านอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย

หมายเหตุ : การให้บริการของ T-Connect ต้องดาว์โหลดแอปพลิเคชัน และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรถเพื่อเข้าใช้งาน สามารถศึกษาข้อกำหนดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ www.t-connect.in.th

จองทดลองขับ Corolla Cross รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2569 และรถรุ่นอื่นๆ บนสนามทดสอบเต็มรูปแบบ ได้ที่

https://www.toyota.co.th/alive/testdrive-reservation

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th

Facebook : Toyota Motor Thailand

LINE Official : @ToyotaThailand

TikTok : @ToyotaMotorTH

X : @ToyotaMotorTH

Instagram : @toyotamotorthailandofficial

MotoGP 2026 ไทยพร้อมสนามเปิดฤดูกาล 2026 พรีซีซั่นเทสต์–เรซแรกสุดยิ่งใหญ่

นับถอยหลัง MotoGP 2026 ไทยยืนหนึ่งสนามเปิดฤดูกาล พรีซีซั่นเทสต์–เรซแรกของปีสุดยิ่งใหญ่

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวนับถอยหลังการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” ประจำปี 2569  รายการ “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” (PT Grand Prix of Thailand 2026) ซึ่งประเทศไทยยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพสนามเปิดฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมรับหน้าที่สนามทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล (Pre-Season Test) ระหว่างวันที่ 21–22 ก.พ. และการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ตอกย้ำศักยภาพไทยในเวทีโลก พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวต่อเนื่องทั่วประเทศ และประสบการณ์ระดับโลกให้แฟนมอเตอร์สปอร์ต พร้อมไฮไลต์สำคัญกับการเผยโฉม ‘โทรฟี่โมโตจีพี สนามประเทศไทย” งานออกแบบเชิงสัญลักษณ์ระดับโลก เปรียบเสมือนคบเพลิงแห่งการเปิดศักราชใหม่ ถ่ายทอดบทบาทประเทศไทยในฐานะสนามเปิดฤดูกาล ผสานอัตลักษณ์ไทยผ่าน Track Layout สนามช้างฯ สีธงชาติไทย และผ้าลายพระราชทาน “สิริวชิราภรณ์” สะท้อนพลังวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลอมรวมกับเวที World Grand Prix อย่างสง่างาม

8 มกราคม 2569 สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ – ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้สนับสนุนภาครัฐและเอกชน นำโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมการขนส่งทางบก และกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.), บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีจี, บริษัท ช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด, บริษัท เอ เอ เอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (ดูคาติ ประเทศไทย), Airbnb (แอร์บีเอ็นบี) รวมทั้ง ทัพสื่อมวลชน-อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สนับสนุนร่วมงานมากกว่า 300 คน

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีการเปิดตัว ถ้วยรางวัลโมโตจีพี สนามประเทศไทย ประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของฤดูกาล งานออกแบบถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “สนามเปิดฤดูกาล” ของศึกสองล้อระดับโลก โดยแนวคิดหลักเปรียบเสมือน การจุดคบเพลิงแห่งการเริ่มต้น จากสนามแรกคือประเทศไทยไปสู่ทั้งฤดูกาล MotoGP 2026

งานออกแบบเชิงสัญลักษณ์ ตั้งแต่ส่วนบนที่ถ่ายทอดรูปทรง Track Layout ของสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เคลือบสีธงชาติไทย แทนสัญลักษณ์ของประเทศเจ้าภาพ และมีการนำลายผ้า “สิริวชิราภรณ์” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานให้ชาวบ้านทุกท้องถิ่น รวมถึงชาวบุรีรัมย์ได้ใช้ถักทอและตัดเย็บสร้างรายได้ ปลุกชีวิตผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย ตามโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”และบทบาทของ MotoGP สนามประเทศไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระดับโลก แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงกีฬา เศรษฐกิจ และวิถีชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ส่งมอบให้กับแชมป์ MotoGP สนามประเทศไทย เพื่อบันทึกความสำเร็จของฤดูกาลที่เปิดศักราชใหม่บนผืนแผ่นดินไทย

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เผยภาพรวมในเชิงนโยบายระดับชาติว่า “การที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ให้เป็นสนามเปิดศักราชใหม่ของ MotoGP 2026  โดยเป็นสนามเปิดฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และถือเป็นปีที่ 7 ของการเป็นเจ้าภาพโมโตจีพี สะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการระดับสากล

“สำหรับการกีฬาแห่งประเทศไทย มอง ThaiGP ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน Sport Tourism โดยการเป็นสนามเปิดฤดูกาล ดึงดูดแฟนๆ ให้มุ่งหน้าสู่จังหวัดบุรีรัมย์และประเทศไทยต่อเนื่อง แปรเปลี่ยนเป็นรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 25,000 ล้านบาท นี่เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่ประเทศได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ซึ่งจะยังดำเนินต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปี และเรายังมุ่งสร้าง “อัตลักษณ์ของไทยจีพี” ให้ชัดเจนและแตกต่าง ผ่านการต้อนรับ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมตลอดสัปดาห์การแข่งขัน รวมถึง ‘มวยไทย วิถีถิ่นไทย’ ที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ให้โมโตจีพีสนามประเทศไทยถูกจดจำในฐานะสนามที่มอบประสบการณ์ระดับโลก และเป็นปลายทางที่แฟนความเร็วอยากเดินทางมาเยือนและกลับมาอีกครั้ง”

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไม่ได้มองโมโตจีพีเป็นเพียงอีเวนต์กีฬาระยะสั้น แต่เป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว” ของการท่องเที่ยวไทย ภายใต้นโยบาย Sport Tourism ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การต่อสัญญาการจัดการแข่งขันออกไปอย่างน้อย 5 ปี จนถึงปี 2031 เปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถวางแผนการดำเนินงานเชิงรุกมากขึ้น มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน และต่อยอดสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาระดับโลก

“ในมุมของการดำเนินงานของ ททท. โมโตจีพีจะเป็นกิจกรรมระดับ World Event ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มแฟนมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย เดินทางเป็นกลุ่ม มีการใช้จ่ายสูง และมักท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ โมโตจีพีจึงช่วยกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งถ่ายทอดภาพลักษณ์ประเทศไทยไปสู่กว่า 200 ประเทศทั่วโลก”

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก และกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ให้การสนับสนุนไทยจีพีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีแรก โดยใช้เวทีระดับโลกนี้เป็นช่องทางรณรงค์ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเชื่อว่า ความเร็วในสนาม คือกีฬา แต่ความปลอดภัยบนท้องถนน คือ หัวใจของการเดินทาง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ แฟนมอเตอร์สปอร์ตที่เดินทางมาชมการแข่งขันนับแสนคนต่อปี และในปี 2026 ได้ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญ “Ride For Life ให้ใจ ให้ทาง ให้ชีวิต” เพื่อรณรงค์การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย สร้างวัฒนธรรมการเคารพกฎหมาย ลดอุบัติเหตุ และชูไฮไลต์สื่อประชาสัมพันธ์ชุด “วัดใจ” เพื่อสร้างการตระหนักรู้การคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception) ควบคู่กิจกรรมภายในงาน อาทิ เกมใส่ใจเพื่อนร่วมทาง (Road Safety) ที่สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสัญญาณจราจร เกมขับขี่ปลอดภัย (Ride Safety) ขับขี่จักรยานยนต์อย่างปลอดภัย และ AI Photobooth ถ่ายภาพ AI ทดลองเป็นนักแข่งรถ เพื่อสื่อสารให้ความรู้ ในการขับขี่ทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์ที่ปลอดภัย สร้างการตระหนักรู้ให้ทุกคน ปฏิบัติตามกฎจราจร มีมารยาทในการขับขี่ และมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง รู้ถึงอันตรายในการใช้ความเร็ว อันส่งผลเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่อย่างถูกกฎหมายและลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งจากการประเมินผลพบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่าร้อยละ 92 มีความเข้าใจและตระหนักด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมเชื่อมั่นว่าพลังของแฟนมอเตอร์สปอร์ตจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีจี ในฐานะ Title Sponsor เผยถึงความพิเศษในปีนี้ว่า PTG จัดเต็มแบบ Go for Max ด้วยการขยาย PTG Village ให้ใหญ่ขึ้น  พร้อมจอ LED ยักษ์ความคมชัดสูงเต็มพื้นที่ เพื่อให้แฟน ๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดจากในสนามได้แบบเต็มอิ่มจุใจ รวมถึงการยกทัพแบรนด์ในเครือ อาทิ PT Station, PT Maxnitron, Autobacs, Subway และ Coffee World มามอบสิทธิพิเศษและกิจกรรมแบบจัดเต็มตลอดสุดสัปดาห์การแข่งขัน โดยสมาชิกบัตร Max Card Plus / บัตร Max Card Plus EV และบัตร Max Card จะได้รับส่วนลด ลุ้นของรางวัลและสิทธิประโยชน์มากมาย อีกทั้งยังมีจุดจำหน่ายกาแฟพันธุ์ไทย และ MaxMart  ไว้คอยให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกอยู่รอบบริเวณงาน ครอบคลุมทุกอัฒจันทร์ และยังมี Paddock Café สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักแข่ง ทีมแข่ง และเปิดจำหน่ายสินค้า Collection 2026 ก่อนใครในโลกตั้งแต่วัน Pre-Season Test รวมทั้งยังมีกิจกรรม Hero Walk และ Meet & Greet นักแข่ง MotoGP, Moto2, Moto3 แบบใกล้ชิดที่ PTG Village ที่เดียว

นางเจษฎากร โคชส์ ผู้อำนวยการสำนักการตลาด น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวว่า “เราสานต่อแนวคิด MORE THAN A RACE ด้วยการผสานการแข่งขันระดับโลกเข้ากับความบันเทิงและวัฒนธรรมไทย ยกระดับให้เป็นมอเตอร์สปอร์ตเฟสติวัลระดับโลก สำหรับไฮไลต์สำคัญยังคงอยู่ที่ Chang House ศูนย์กลางความสนุกที่ถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านจอ LED ขนาดใหญ่ ควบคู่กิจกรรมความบันเทิง Chang Music Connection กับคอนเสิร์ตศิลปินระดับแถวหน้าตลอด 3 วัน เริ่มจากวันศุกร์ที่ 27 ก.พ.”Little John” (ลิตเติ้ลจอห์น) และ “Klear” (เคลียร์) วันเสาร์ที่ 28 ก.พ. “Lomosonic” (โลโมโซนิก) และ คณะเซียนบันเทิงศิลป์ ปิดท้ายความสนุก วันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. “Silly Fools” (ซิลลี่ ฟูลส์) และจุดบริการ Chang Shuttle Station ที่พร้อมต้อนรับแฟนๆ ทุกคนด้วยความประทับใจ”

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวว่า “แนวคิด “More Than A Race” สะท้อนตัวตนของสนามช้างฯ ที่ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสนามแข่งรถ แต่เป็นพื้นที่ของชุมชน สังคม และกิจกรรมระดับประเทศ ในปีนี้สนามช้างฯ จะยกระดับประสบการณ์ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันของภาครัฐ -เอกชน และภาคประชาชน เพื่อขยาย Fan Zone และกิจกรรมเสริมให้แฟนๆ สนุกตลอดทั้งวัน แม้ถือเพียงบัตร Admission ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ด้วยบัตร MotoGP พร้อมสิทธิพิเศษ อาทิ การเข้าชม Pre-Season Test ฟรี โปรโมชั่นและส่วนลดจากผู้สนับสนุน ทั้งนี้ความสำเร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ThaiGP ไม่ได้สร้างแค่ปรากฏการณ์ More Than A Race เท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์ที่ More Than Buriram เพราะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ขยายผลไปยังจังหวัดโดยรอบและเชื่อมโยงสู่หลายภูมิภาคทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย”

แฟนความเร็วยังสามารถซื้อบัตรได้ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ allticket ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แฟนเพจ Chang Circuit Buriram หรือรับข่าวสารผ่านช่องทางไลน์ โดยเพิ่มเพื่อน Line ID : @changcircuit

โตโยต้า ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาวงการกีฬาแบดมินตันไทย

โตโยต้า ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาวงการกีฬาแบดมินตันไทย สนับสนุนการแข่งขันระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 “ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2026” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และพลอากาศเอกมณฑล สัชฌุกร นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมแถลงข่าวจัดการแข่งขันแบดมินตันรายการ “ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2026” การแข่งขันระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมเงินรางวัลรวม 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ณ โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ

สำหรับฤดูกาลแข่งขันของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ในปี 2026 ประเทศไทยได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันแบดมินตัน รายการ “ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2026” การแข่งขันระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมเงินรางวัลรวม 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อีกทั้งเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะเยาวชน ให้หันมาสนใจชม เชียร์ และเล่นกีฬาแบดมินตัน ยกระดับฝีมือและมาตรฐานของนักแบดมินตันไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกด้วย

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวว่า “ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของรายการ โตโยต้ามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน และพัฒนาวงการกีฬาแบดมินตันไทยให้ประสบความสำเร็จเสมอมา โดยโตโยต้าเชื่อมั่นว่าการจัดการแข่งขันในประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่นักกีฬาไทยจะได้แสดงศักยภาพ และสร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยม รวมถึงสร้างความสนุก เร้าใจ และความสุขให้กับแฟนกีฬาแบดมินตันไทย อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย ให้หันมาสนใจเล่นกีฬาแบดมินตันให้มากยิ่งขึ้น

ผมขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยเข้าชมการแข่งขัน ร่วมส่งเสียงเชียร์เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาของไทยในการแข่งขันในครั้งนี้ และขอขอบคุณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ให้โอกาส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด    ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมกีฬาแบดมินตัน ในฐานะผู้สนับสนุนหลักการจัดการแข่งขัน ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2026”

ตารางการแข่งขัน ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2026  

วันที่ประเภทการแข่งขันเวลาการแข่งขัน
27 มกราคม 2569การแข่งขันรอบคัดเลือก09.00 น.
การแข่งขันรอบแรก (ประเภทชายคู่ หญิงคู่)15.00 น.
28 มกราคม 2569การแข่งขันรอบแรก09.00 น.
29 มกราคม 2569การแข่งขันรอบสอง12.00 น.
30 มกราคม 2569 การแข่งขันรอบก่อนรองชนะเลิศ 13.00 น.
31 มกราคม 2569การแข่งขันรอบรองชนะเลิศ12.00 น.
1 กุมภาพันธ์ 2569การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ12.00 น.

ร่วมส่งเสียงเชียร์นักตบขนไก่ไทย พร้อมต้อนรับนักกีฬาแบดมินตันระดับโลก

ระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569

ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https : //www.toyota.co.th/

Facebook : Toyota Motor Thailand              

LINE Official : @ToyotaThailand

TikTok : @ToyotaMotorTH        

X : @ToyotaMotorTH

Instagram : @toyotamotorthailandofficial

GWM สร้างประวัติการณ์ปี 2568 ทำยอดทะลุ 18,096 คัน

GWM สร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปิดปี 2568 ทะลุ 18,096 คัน นำโดย TANK 300 และ ORA Good Cat สะท้อนความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ภายใต้แนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยยอดขายประจำปี 2568 กว่า 18,096 คัน เติบโต 146% จากปี 2567 ที่ผ่านมา ทำสถิติยอดขายสูงสุดในรอบ 5 ปีตั้งแต่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนธันวาคม 2568 ยังสามารถทำสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 3,182 คัน ตอกย้ำการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อผลิตภัณฑ์ในทุกกลุ่มพลังงานของ GWM

จากยอดขายรวมในปี 2568 จำนวน 18,096 คันนั้น มาจากความสำเร็จอย่างท้วมท้นของ GWM TANK 300 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 7,574 คัน เติบโตจากปี 2567 ถึง 1,146% และความนิยมอย่างต่อเนื่องของเจ้าเหมียวไฟฟ้า GWM ORA Good Cat ซึ่งมียอดขายทั้งหมด 7,080 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 142% ซึ่งยอดขายรวมของรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ เป็นยอดขายรวมรายปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะเดือนธันวาคม 2568 GWM (Thailand) มียอดขายสูงถึง 3,182 คัน ซึ่งถือเป็นยอดขายรายเดือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน และเป็นเดือนที่ GWM TANK 300 และ GWM ORA Good Cat มียอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,155 คัน และ 1,573 คัน เติบโตแบบก้าวกระโดดจากเดือนธันวาคมปี 2567 ถึง 1,400% และ 2,376% ตามลำดับ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ GWM ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทย

ปี 2568 ถือเป็นปีที่มีความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ GWM (Thailand) ยังคงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในปี 2568 มาจาก 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

•การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน หรือ Multi-powertrain ซึ่งถือเป็นจุดแข็งท่ามกลางแบรนด์รถสัญชาติจีนที่สร้างโอกาสทางการขายให้กับ GWM ในหลากหลายเซ็กเมนต์ ครอบคลุมถึง 85% ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยในปี 2568 GWM (Thailand) มีการแนะนำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด และเทคโนโลยีระบบไฮบริดขับเลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส โดยมีผลิตภัณฑ์ใหม่รวมทั้งสิ้น 6 รุ่น ซึ่ง 3 รุ่นอยู่ภายใต้ GWM Diesel Family ทั้ง GWM TANK 300 Diesel, GWM TANK 500 Diesel และ GWM POER SAHAR Diesel อีก 2 รุ่นในกลุ่มคอมแพกเอสยูวี ได้แก่ GWM HAVAL H6 ทั้งรุ่น PHEV และ HEV และล่าสุดกับ WEY G9 Hi4 Ultra รถยนต์ MPV ระดับลักชัวรี่ ซึ่งรถยนต์ทั้ง 6 รุ่นนี้ ถือเป็นเหตุผลสำคัญของความสำเร็จของ GWM ที่มอบคุณภาพและความคุ้มค่าที่ตอบความต้องการผู้ใช้ชาวไทยได้อย่างตรงจุด จากเทคโนโลยี ความปลอดภัย ความสะดวกสบายและสมรรถนะที่เหนือกว่า ในราคาที่คุ้มค่า ทำให้ได้รับเสียงตอบรับดีจากผู้ใช้จริงทั่วประเทศ

•การรับฟังเสียงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง หรือ User-Centric ถือเป็นกลยุทธ์ที่ GWM ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้จริงและนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การนำเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เข้ามาในรถยนต์ตระกูล GWM TANK การปรับจูนช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพถนนเมืองไทยและพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทย การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน หรือการเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ เข้ามาในรถยนต์ที่สร้างความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ใช้ ส่งผลให้ GWM สามารถสร้างการเติบโตทั้งทางธุรกิจและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

•การพัฒนาด้านบริการหลังการขายอย่างจริงจัง บริการหลังการขายถือเป็นข้อกังวลที่สำคัญที่สุดของคนไทยที่มีต่อแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน แต่สำหรับ GWM เรามีการสร้างรากฐานและความแข็งแกร่งของแบรนด์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผ่านการยกระดับการบริการหลังการขายอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการอะไหล่ การเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถของช่างเทคนิค และระบบประเมินคุณภาพงานบริการ การรับประกัน การซ่อมบำรุง รวมถึงการสร้างระบบและทีมงานเต็มรูปแบบในการรับฟังและบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ของลูกค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพ ความพยายามต่างๆ เหล่านี้ สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อ GWM ในระยะยาว ส่งผลให้ GWM ได้รับการจัดอันดับ 3 จากทั้งหมด 13 แบรนด์รถยนต์หลักที่คนไทยมีความพึงพอใจสูงสุดด้านการบริการหลังการขายในปี 2568 จาก Differential และเป็นอันดับ 1 ของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน

•การขายราคาเดียวและข้อเสนอเดียวกันทั่วประเทศ หรือ One-Price Policy GWM ยึดมั่นการขายราคาเดียวกันทั่วประเทศมาตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจจวบจนถึงปัจจุบัน และในปี 2569 ก็ยังยึดถือการบริหารงานด้วยนโยบายราคาเดียวต่อไปอย่างเคร่งครัด ภายใต้ระบบการบริหารเครือข่ายพาร์ทเนอร์ สโตร์ที่มีประสิทธิภาพ โดยมี GWM application เป็นศูนย์กลางของการขายและการชำระค่าสินค้า ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ สโตร์ใด ในจังหวัดใด ลูกค้าก็จะได้รับราคาและโปรโมชันเดียวกันที่กำหนดจากส่วนกลางเหมือนกันทั่วประเทศ ลดข้อกังวลของลูกค้าแบบเดิมๆ ที่ต้องตรวจสอบราคาและข้อเสนอจากดีลเลอร์หลากหลายเจ้าเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ป้องกันการตัดราคาระหว่างผู้จำหน่าย ทำให้ลูกค้าอุ่นใจในการตัดสินใจซื้อรถยนต์คุณภาพจาก GWM ทุกรุ่นและทุกที่ทั่วไทย

มร.เวยน์ โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าว “ผมขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้ GWM ตลอดเส้นทางกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จด้านยอดขายที่เราได้รับในปี 2568 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสะท้อนการเติบโตของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญที่ผลักดันให้เรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน ในปี 2569 เรายังคงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าไว้วางใจ ทั้งในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การรับฟังเสียงจากลูกค้า การบริการหลังการขาย และการรักษานโยบายราคาเดียว การสนับสนุนจากลูกค้าคือแรงผลักสำคัญที่ทำให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายในการเป็นแบรนด์รถยนต์จีนอันดับหนึ่งด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยและแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้บริโภคชาวไทย เราขอยืนยันว่า GWM จะยังคงยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทย เพื่อให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์และการดูแลที่ดีที่สุดจากเรา ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ของ GWM ซึ่งเป็นพันธกิจที่เรายึดมั่นและจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในปีต่อๆ ไป”