เกรท วอลล์ มอเตอร์ เอาใจสายลุย เผย 5 เหตุผลที่เหล่านักผจญภัยต้องหลงรัก All New GWM TANK 500 HEV เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม
กรุงเทพฯ 15 กุมภาพันธ์ 2567 – เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางอันสุดแสนผจญภัยให้กับผู้ขับขี่ชาวไทย เปิดประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจไปกับ All New GWM TANK 500 HEV รถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ TANK ที่ได้เปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนกันยายน ปี 2566 ที่ผ่านมา และได้รับเสียงตอบรับจากเหล่าแฟนๆ GWM เป็นอย่างดีตั้งแต่ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยด้วยยอดจองสิทธิ์ซื้อกว่า 1,000 คันและได้รับรางวัล The Most Exciting SUV Award จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2566 ในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว All New GWM TANK 500 HEV ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Nothing is Unreachable: ไม่มีความสำเร็จไหนที่ไปไม่ถึง” ที่พร้อมพาผู้ขับขี่ชาวไทยออกผจญภัยฟันฝ่าทุกอุปสรรค และพร้อมเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ขับขี่ไลฟ์สไตล์สายลุย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะพาทุกคนมาเจาะลึก 5 เหตุผลว่า ทำไมรถยนต์เอสยูวีออฟโรดคันนี้ถึงเหมาะจะเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกทริปการเดินทางของคุณ
สร้างสรรค์โดยแบรนด์ดัง เบื้องหลังความสำเร็จของ HAVAL และ ORA
หากใครยังไม่รู้ All New GWM TANK 500 HEV เป็นรถยนต์เรือธงรุ่นแรกภายใต้แบรนด์ TANK ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่อันดับที่ 3 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ รถยนต์ค่ายใหญ่จากแดนมังกรนำเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจวบจนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ HAVAL และ ORA ที่ได้รับความนิยมและครองใจแฟนๆ ชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น HAVAL H6 HEV รถยนต์คอมแพคเอสยูวียอดนิยมที่ครองตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์ได้อย่างแข็งแกร่ง HAVAL JOLION เจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่มายกระดับมาตรฐานความล้ำสมัยของเทคโนโลยีในกลุ่มรถยนต์เอสยูวีบีไปอีกขั้น รวมถึง HAVAL JOLION Sport ที่เกิดจากการรับฟังเสียงของสื่อมวลชนและผู้บริโภคชาวไทยจนเกิดเป็น HAVAL JOLION ที่มุ่งเน้นความสปอร์ต และ HAVAL H6 PHEV ที่คว้ารางวัล “BEST HYBRID SUV UNDER 1,600 CC.” จากงานประกาศรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “CAR & BIKE OF THE YEAR 2023” และน้องเหมียวไฟฟ้าขวัญใจชาวไทยอย่าง ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่จุดกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และบริษัทฯ ยังได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า สปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง ORA 07 ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 (Motor Expo 2023) ที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ชาวไทยมากยิ่งขึ้น ยังเปิดตัวรถยนต์ New GWM ORA Good Cat มาพร้อมกับราคาสุดเย้ายวนใจ เริ่มต้น 799,000 บาท จากสายการผลิตภายในประเทศที่โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ที่จังหวัดระยองอีกด้วย ด้วยความสำเร็จอันนับไม่ถ้วนของรถยนต์จากค่าย เกรท วอลล์ มอเตอร์ นี้ ผู้ขับขี่ชาวไทยจึงมั่นใจได้เลยว่า All New GWM TANK 500 HEV คันนี้ไม่ได้มีดีแค่ชื่อ เพราะรถยนต์คันนี้ เป็นรถยนต์พรีเมียมเอสยูวีที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มออฟโรดอัจฉริยะ TANK ที่ทรงประสิทธิภาพทั้งด้านพละกำลัง สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ความจุ 1.76 กิโลวัตต์ ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 244 แรงม้า พร้อมแรงบิดเครื่องยนต์สูงสุด 380 นิวตัน-เมตร และกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 106 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 268 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด (9HAT) ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด ที่พร้อมลุยไปกับคุณในทุกๆ สถานการณ์
ความหรูหราที่แข็งแกร่ง
แม้ว่า All New GWM TANK 500 HEV จะเป็นรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเซกเมนต์เอสยูวี แต่ยังมาพร้อมกับความคล่องตัวและความสะดวกสบายอย่างเต็มเปี่ยมในทุกๆ การขับขี่ควบคู่กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่เรียบง่ายและหรูหรา รวมถึงสไตล์การออกแบบที่คงความบึกบึนและแข็งแกร่งของรถยนต์ออฟโรดเอาไว้ด้วยกัน สร้างความตื่นเต้น ความแตกต่าง และประสบการณ์ที่เหนือชั้นให้กับตลาดรถยนต์เอสยูวีและผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง โดยมีการออกแบบอันล้ำสมัยต่าง ๆ มากมาย พร้อมจัดเต็มด้านความสะดวกสบายและระบบความบันเทิงที่ครบครัน อาทิเช่น
•ดีไซน์ด้านหน้า ออกแบบภายใต้ปรัชญาของ “ความหรูหราที่แข็งแกร่ง” ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ผสานช่องระบายอากาศแนวนอนและโลโก้ TANK ที่ลงตัวรับเส้นสายที่นูนขึ้นของฝากระโปรง
All New GWM TANK 500 HEV มีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น ULTRA และรุ่น PRO มาพร้อมกับสีสันสุดคลาสสิก ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็สามารถแสดงตัวตนออกมาได้อย่างโดดเด่น ชัดเจน ด้วยความเรียบหรูผสานกับความแข็งแกร่ง All New GWM TANK 500 HEV มาพร้อมกับสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ ขาว ดำ เทา และสีใหม่เทาคริสตัล (เฉพาะรุ่น ULTRA) จับคู่กับสีภายในสีดำและทูโทนสีน้ำเงิน-เบจ (เฉพาะรุ่น ULTRA และสีเทาคริสตัล) ตอบโจทย์ความชื่นชอบของผู้รักการผจญภัยได้อย่างลงตัว
ข้อเสนอสุดคุ้ม! พร้อมดูแลทุกขณะของการเป็นเจ้าของ GWM TANK 500
นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจจับจองเป็นเจ้าของ All New GWM TANK 500 HEV จะได้รับการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง นอกจากนี้ยังมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทาง GWM Pro Service Inclusive – GPSI สูงสุด 10 ครั้ง ภายใน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน (ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปี ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี รวมถึงสิทธิพิเศษกับการเป็นส่วนหนึ่งของ GWM TANK CLUB และกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย
ส่วนแบบที่ 2 จะเป็นการจับคู่ธุรกิจ หากผู้ประกอบการไม่มีพื้นที่แต่มีความสนใจทำธุรกิจ MOVE EV X ได้คัดเลือกและรวบรวมพื้นที่สำหรับติดตั้งตู้ให้ผู้สนใจเช่าพื้นที่เพื่อเริ่มธุรกิจได้เช่นกัน โดย MOVE EV X จะเป็นจุดนัดพบให้กับเจ้าของพื้นที่และผู้สนใจทำธุรกิจได้พบและเจรจาธุรกิจกัน
นอกจากจะเป็นจุดนัดพบของการเริ่มต้นธุรกิจแล้ว MOVE EV X ยังเป็นผู้ประเมินพื้นที่ ดำเนินการขอมิเตอร์ไฟฟ้าและติดตั้งตู้ให้กับผู้ประกอบการอีกด้วย โดยงบประมาณในการลงทุนเริ่มต้นที่ 700,000 บาทและสูงสุดที่ 2.4 ล้านบาท ทำสัญญา 5 ปี และจะคืนทุนภายในเวลา 2 ปี
ผู้สนใจเป็นพันธมิตรมาร่วมสร้างระบบ Ecosystem อย่างยั่งยืน กับ “MOVE EV X by H Sem” เป็นเจ้าของสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สามารถสอบถามรายละเอียดหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.moveevx.com และ Line: @moveevx
ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ สอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่านแล้ว ซูซูกิยังมีความตั้งใจจริง ที่ต้องการที่จะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต
บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ราคาจำหน่าย: 3,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ในสไตล์ของรถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ (Sports Activity Coupé – SAC) โดยช่วงหน้ารถโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่แบบ ‘Iconic Glow’ ที่มาพร้อมไฟส่องสว่าง ขับเน้นบุคลิกที่ดุดันของตัวรถให้เผยโฉมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ส่วนไฟหน้าคู่แบบใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับไฟส่องสว่างในเวลากลางวันในดีไซน์แบบ 4 ดวง พร้อมระบบ Adaptive LED ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย เสริมความมั่นใจในขณะเข้าโค้ง และยังตอกย้ำคุณลักษณะที่โฉบเฉี่ยวและปราดเปรียวของรถรุ่นนี้ ควบคู่ไปกับไฟท้ายที่มอบกลิ่นอายความสปอร์ตได้ไม่แพ้กัน ส่วนหลังคารถ เติมเส้นสายที่ทอดยาวต่อเนื่องบรรจบกับไฟท้าย ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มีทรวดทรงสไตล์คูเป้ที่ปราดเปรียวในแบบของ SAC ตัวจริง ผสมผสานอย่างลงตัวกับชุดแต่ง M Sport ที่มาพร้อมกับล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย V-spoke 873 แบบสลับสี
บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive รุ่นที่ 5 ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว ตัวหนึ่งที่เพลาหน้าและอีกตัวหนึ่งที่ด้านหลัง ซึ่งสร้างกำลังรวมของระบบที่ 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 494 นิวตันเมตร รถรุ่นนี้สามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 5.6 วินาที สู่ความเร็วสูงสุดที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยพลังจากชุดแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงที่ติดตั้งอยู่ใต้ตัวถังรถ ความจุพลังงานสุทธิ 66.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport มีระยะการขับขี่ถึง 417- 449 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP
รถยนต์รุ่นนี้รองรับการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 130 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจาก 0-80% ได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 29 นาที ในขณะที่รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) สูงสุด 22 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง 45 นาที นอกจากนั้น ยังติดตั้งมากับระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) ซึ่งสามารถอัปเกรดให้เป็นระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Plus (Driving Assistant Plus) ผ่านทาง ConnectedDrive Store ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยทั้งในการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกลอีกด้วย ช่วงล่าง Adaptive M ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้อย่างอิสระระหว่างรูปแบบการขับขี่แบบสะดวกสบายหรือสไตล์สปอร์ตอันเร้าใจ ส่วนระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ นำเสนอบรรยากาศพรีเมียมทันสมัยพร้อมให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับกลิ่นอายความสปอร์ต ภายในตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่งแบบ Aluminium พร้อมแถบกราฟิก และเบาะที่นั่งสปอร์ตหุ้มหนัง M Alcantara/Veganza ผสานสีดำ ตัดกับตะเข็บสีน้ำเงิน คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec นอกจากนั้น อุปกรณ์ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ได้แก่ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่ง แบบ M Sport สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า หลังคากระจกพาโนรามาที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ยังให้ความรู้สึกโอ่อ่า กว้างขวางและสะดวกสบาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ชุดกระจกมองข้าง และกระจกมองหลังพร้อมฟังก์ชั่นป้องกันตาพร่า (Anti-Dazzle) ยังติดตั้งมาในรถยนต์รุ่นนี้ด้วย ฟังก์ชันกล้องภายในรถยนต์ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถถ่ายภาพภายในรถขณะที่จอดอยู่ได้ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ (Comfort Access System) ให้ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อกและสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ
บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมจอ BMW Head-up Display และจอแสดงผลไวด์สกรีนผสมกับแผงหน้าปัดขนาด 10.25 นิ้ว และจอโค้ง Central Information Display ขนาด 10.7 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการ BMW Operating System 9 ใหม่ล่าสุด ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับหลากหลายระบบความบันเทิงทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น BMW Live Cockpit Professional ระบบ BMW ConnectedDrive ระบบเครื่องเสียง HiFi Harman Kardon และระบบแท่นชาร์จไร้สาย คุณลักษณะเด่นอีกประการของรุ่นรถยนต์นี้คือระบบเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาของตนกับรถยนต์แบบไร้สายผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto โดยบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มีให้เลือกใน 5 สีตัวถัง ได้แก่ สีเทา Brooklyn Grey, สีดำ Sapphire Black, สีขาว Alpine White สีเขียว Cape York Green และสีแดง Fire Red
ลูกค้าที่สนใจสัมผัสประสบการณ์รถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนพร้อมสมรรถนะอันเหนือชั้นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.bmw.co.th เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองออนไลน์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand เพื่อติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นดังกล่าว
YAMAHA THAILAND RACING TEAM พร้อมรันวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยสู่เวทีระดับโลก จับคู่ “ตี-อนุภาพ” และ “ไอเดีย-กฤตภัทร” ชิงชัยในเกม World SuperSport เต็มฤดูกาลอีกครั้ง! ส่วนศึกชิงแชมป์เอเชียส่ง “แสตมป์-อภิวัฒน์” และ “โฟลท-รัฐพงษ์” ทวงบัลลังก์ SuperSport 600 พร้อมดันดาวรุ่ง “เติ้ล-วรพรต” เสริมประสบการณ์ในเกม YAMAHA R3 bLU cRU FIM World Cup
บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินหน้าสานต่อความสำเร็จเกมมอเตอร์สปอร์ต พร้อมส่ง “YAMAHA THAILAND RACING TEAM” ยอดทีมแข่งทีมแรกของเมืองไทยลงทำการชิงชัยในเวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งเกม World SuperSport แบบเต็มฤดูกาลเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยส่ง “ตี-อนุภาพ” และ “ไอเดีย-กฤตภัทร” ลงชิงชัย ส่วนรายการชิงแชมป์เอเชียพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ด้วยการจับคู่ระหว่าง “แสตมป์-อภิวัฒน์” และ “โฟลท-รัฐพงษ์” และผลักดันดาวรุ่งอย่าง “เติ้ล-วรพรต” ลุยศึก YAMAHA R3 bLU cRU FIM World Cup เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ อีกทั้งยังพร้อมให้การพัฒนานักบิดดาวรุ่งไทยลงทำการแข่งขันในเกมระดับประเทศ เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกในการก้าวสู่เวทีระดับสากลต่อไปในอนาคต
นายวีรพงษ์ ธนากิจจานนท์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกีฬายานยนต์ กล่าวว่า “ทั้งนี้ YAMAHA THAILAND RACING TEAM ยังคงให้ความสำคัญกับพร้อมพัฒนาทีมงานแมคคานิกส์ และเอ็นจิเนียร์คนไทย โดยพร้อมส่งช่างคนไทยแสดงศักยภาพในการทำงานร่วมกับทีมแข่งในเวทีชิงแชมป์โลก เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากเกมระดับเวิลด์คลาสมาพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยต่อไปในอนาคตอีกด้วย
ส่วนเกมการแข่งขันชิงแชมป์ทวีปเอเชียรายการ FIM Asia Road Racing Championship ในปีนี้ YAMAHA THAILAND RACING TEAM ตั้งเป้ากลับมาทวงบัลลังก์แชมป์เอเชียรุ่น SuperSport 600 อีกครั้ง โดยส่งคู่หูทีมเมทที่มีดีกรีแชมป์เอเชียอย่าง โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ ยังลงแข่งขันในรุ่น SuperSport 600 และ แสตมป์ – อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักแข่งของ YAMAHA THAILAND RACING TEAM จะลงแข่งขันให้กับทีม YAMAHA Tekhne Racing Team ASEAN ด้วยสัญญาแห่งความร่วมมือกันระหว่างทีมแข่ง YAMAHA THAILAND RACING TEAM กับทาง YAMAHA Motor และพันธมิตร YAMAHA Team Asean
สำหรับการชิงชัยในรายการ YAMAHA R3 bLU cRU European Championship ที่ในปีนี้ ทาง FIM และ Dorna DWO ได้ยกระดับการแข่งขันจากระดับทวีปเป็นการแข่งขันในระดับ World Cup โดยใช้ชื่อรายการว่า YAMAHA R3 bLU cRU FIM World Cup ทางทีมแข่ง YAMAHA THAILAND RACING TEAM พร้อมส่งดาวรุ่งอย่าง เติ้ล – วรพรต ทองดอนเหมือน (หมายเลข 54) เป็นตัวแทนนักบิดของประเทศไทยเข้าร่วมความท้าทายครั้งใหม่เพื่อเป็นบันไดก้าวสู่เกมการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต
สำหรับเป้าหมายของ YAMAHA THAILAND RACING TEAM มีความชัดเจนแล้วว่า ไม่เพียงแค่ชัยชนะเท่านั้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนานักแข่งไทย ทีมแข่งไทย ไปสู่ระดับโลก ให้เป็นที่ยอมรับถึงศักยภาพคนไทย ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ YAMAHA THAILAND RACING TEAM จะก้าวข้ามขีดจำกัดไปด้วยความมุ่งมั่น เพื่อยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับโลกนั่นเอง”
และนี่คือความท้าทายอีกครั้งกับการแข่งขันระดับโลก ระดับเอเชีย และการสร้างโครงการผลิตนักแข่งไทยภายใต้การผลักดันของไทยยามาฮ่ามอเตอร์ แฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารรวมถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ YAMAHA THAILAND RACING TEAM ผ่านทาง Facebook : YAMAHA THAILAND RACING TEAM